ชีวิตที่เลือกได้ ของลูกชายเจ้าสัว ภัทร จึงกานต์กุล




เราคงเคยได้ยินคำว่าต้นทุนชีวิตมาบ้าง

คำว่าต้นทุนชีวิตนั้นมาจากคำว่า Development Assets

หมายถึง ต้นทุนขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม สติปัญญา

เป็นสิ่งที่ทำให้คนๆหนึ่งสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง

เราทุกคนเกิดมามีต้นทุนชีวิตในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งต้นทุนภายในและต้นทุนภายนอก

ต้นทุนนี้จะเพิ่มขึ้นตามการเลี้ยงดูของพ่อแม่ สิ่งแวดล้อมที่ดี และความใกล้ชิดกับธรรมชาติ


แต่โลกยุคเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ชีวิตผู้คนมีความเป็นวัตถุนิยม

ห่างไกลธรรมชาติมากขึ้น ต้องแย่งกันอยู่ แย่งกันกิน แย่งกันเรียน แย่งกันทำมาหากิน

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยพลอยเลี้ยงลูกแบบเครื่องจักรเครื่องยนต์

ขาดความเข้าใจในพัฒนาการ มีความคาดหวังเกินความเป็นจริงจนเกิดความเครียด


ต้นทุนชีวิตนั้นไม่ใช่ของใหม่เลย แต่เป็นของที่มีมาแต่เดิมแล้ว

เพราะว่าหากเรามองย้อนกลับไปในสมัยก่อน

จะพบว่าสังคมไทยนั้นเป็นครอบครัวขยาย มีชุมชนที่เข้มแข็ง

มีความสมานฉันท์ อยู่กันด้วยความรัก มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

รู้จักการแบ่งปัน การให้ มีการทำกิจกรรมร่วมกัน

นี่คือต้นทุนชีวิตแบบไทยๆ ที่ดีที่มีอยู่แล้ว

 
แต่ทว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น สังคมไทยเปลี่ยนไปด้วยความเจริญทางด้านเทคโนโลยี

และความเป็นสังคมเมืองที่รุกคืบเข้ามาแทนที่ความงดงามตามวิถีเดิม

ครอบครัวเริ่มอ่อนแอ ชุมชนขาดความเข้มแข็ง

กิจกรรมระหว่างเพื่อนฝูง เด็ก เยาวชนค่อยๆ ลดน้อยลง

การเรียนรู้นอกโรงเรียนในรูปแบบต่างๆ ของเด็ก และเยาวชนก็พลอยน้อยลงไปด้วย

ต้นทุนชีวิตของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน จึงถูกถูกบั่นทอน ลดลงไปเรื่อยๆ

จนทำให้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก

 
วันนี้เรามีนัดกับ คุณ ภัทร จึงกานต์กุล ชายหนุ่มผู้มีต้นทุนทางชีวิตที่หลายคนอิจฉา

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ เขาเป็นหนึ่งในนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่เขามีกับสิ่งที่เขาเป็น ได้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนคุณภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน

...ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นทุกที

คุณภัทร จึงกานต์กุล ที่เราเห็นในโทรทัศน์ทุกวันในจอว่าดูดีแล้ว พอมาได้เจอตัวจริงกลับดียิ่งกว่า

อย่างนี้หล่ะมั้งที่เขาเรียกกันว่า "Charisma"

 
"สวัสดีครับ"

เสียงทักทายนุ่มนวลที่คุ้นหูลอยมาทักทายเรา

"ตอนนี้ผมอ่านข่าวอยู่สองช่วงครับ ช่วงแรกเป็นตอนเช้าชื่อรายการว่าเด็ดเศรษฐกิจ

ส่วนอีกรายการจะเป็นข่าวภาคค่ำช่วงที่ 1 ครับ"

คุณภัทรทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาตลอด จนใครๆพากันนึกว่าจบนิเทศศาสตร์

หรือไม่ก็วารสารศาสตร์แน่ๆ

 
"เปล่าครับ ผมเรียนจบที่คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชีจากจุฬาลงกรณ์ครับ

แล้วก็มาต่อปริญาโทสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กับเอ็มบีเอที่ธรรมศาสตร์"

แต่อาจจะเป็นเพราะใจรักที่จะทำงานด้านนี้

จึงทำให้คุณภัทรหันเหตัวเองมาทำงานด้านสื่อมวลชนตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ

จากเด็กกิจกรรมที่ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้คุณภัทร ได้เรียนรู้ในหลายบทบาท

ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สอนพิเศษ นักเขียน หรือนักร้อง อาชีพที่วัยรุ่นไทยหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

แต่ว่าลึกๆในใจของคุณภัทรเองนั้น มีสิ่งหนึ่งที่รักมาตลอดก็คือ บทบาทในวิชาชีพสื่อมวชน

 
" รู้ตัวว่า ตัวเองชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เคยลองสมัครพิธีกรรายกร 'จิ๋วแจ๋ว เจาะโลก ด้วย แต่ไม่ผ่าน

แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่องบั่นทอนจิตใจของคุณภัทรเลยแม้แต่น้อย

แต่กลับกัน ณ จุดนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวเดินต่อ

ต่อมาด้วยโชคชะตาหรือพรหมลิขิตก็ไม่ทราบ

มีรุ่นพี่คนหนึ่งได้แนะนำให้คุณภัทรไปลองสมัครเป็นผู้สื่อข่าวที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ในขณะนั้น

และแล้วในที่สุดคุณภัทรก็ได้ทำงานที่ตัวเองใฝ่ฝันมาตลอดทั้งชีวิต

"ที่ไอทีวีนี่เป็นองค์กรแรก และองค์กรเดียวที่ผมทำงานตลอดถึง 7 ปี"

คุณภัทรเล่าให้เราฟัง
 

"เชื่อไหมครับว่า ตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน จนถึงวันนี้ ผมยังรู้สึกเสมอว่า ไม่มีวันไหน ที่ทำงานแล้วไม่สนุกเลย"

คุณภัทร บอกเรา

"ตัวผมเองนั้นมีคติในการดำเนินชีวิตอยู่บทนึงที่ผมชอบมาก

คือ Seize The Day หรือ Carpe diem  ซึ่งแปลว่าจงฉกฉวยวันเวลาไว้

หรือถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนั่นเอง"

หากใครได้มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Dead Poet Society คงยังจำประโยคนี้ได้

ในเรื่อง Dead Poet Society นั้น เป็นเรื่องของโรงเรียนประจำชายล้วนแห่งหนึ่ง

ที่มีกฏระเบียบเข้มงวด และเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

ที่ผู้ดีทุกคน อยากจะส่งลูกเข้าเรียน เพื่อให้ลูกจบออกมา

พร้อมด้วยความเป็นผู้ดี อยู่ในกฏระเบียบ และเป็นหน้าเป็นตาในสังคม (ของพ่อแม่)

ชีวิตในโรงเรียนช่างน่าเบื่อหน่าย และกดดันเด็กนักเรียนในโรงเรียนนี้มาก ๆ

ไม่มีใครกล้าคิดนอกกรอบ

จนนักเรียนขาดความมีชีวิตชีวา อย่างที่เด็ก ๆ ควรจะมี

 
จนกระทั่งวันหนึ่ง ครู John Keating ผู้เข้ามาใหม่

ซึ่งนำแสดงโดย Robbie Williams ได้เข้ามาแหกกฏนั้น และดึงนักเรียนออกสู่การคิดแบบนอกกรอบ

ด้วยการปฏิวัติรูปแบบการเรียนการสอน ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน

เขาสนับสนุนให้เด็ก ๆ รู้จักใช้จินตนาการ คะยั้นคะยอให้เด็ก ๆ

ร่วมกันแต่งกลอน แสดงละครเวที และแอบหนีออกจากหอพักเพื่อมาชุมนุมกันในถ้ำลับแห่งหนึ่ง

โดยตั้งชื่อสมาคมลับนี้ว่า Dead Poet Society

 
หลังจากนั้น เด็ก ๆ ในชั้นเรียนของเขา ก็กลับกลายเป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

ในที่สุดไฟฝันถูกจุดขึ้นมาใหม่ภายใต้ความหนาวเย็นของบรรยากาศ

หนังเรื่องนี้ทำให้ใครหลายคนมุ่งมั่นที่จะตามความฝันของตัว

และทำวันของตัวเองให้ดีที่สุด คุณภัทรก็เช่นกัน


"ผมมีปรัชญาในการทำงานง่ายๆ สั้นๆ ว่าสบายใจครับ

ทำงานด้วยความสบายใจ เมื่อเราสบายใจแล้ว

เพื่อนร่วมงานก็จะมีความสุข รอบๆ ตัวเราก็จะมีความสุข

ซึ่งจะส่งผลให้งานที่ทำออกมานั้น ดีเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายครับ"

 
คุณภัทรเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวตนเองนั้นเป็นครอบครัวนักธุรกิจ

"ผมมาจากครอบครัวคนจีน เป็นลูกคนโต ที่บ้านผมผลิตและส่งออกลูกบิดประตู

ชื่อบริษัท เบน-เฮอร์ โปรดักส์ จำกัด ครับ

นอกจากนั้น ยังผลิตกุญแจนิรภัย ภายใต้แบรนด์ BEN-HUR (เบน-เฮอร์) และ MIX (มิกซ์) อีกด้วย

ถ้าหากใครมีโอกาสผ่านไปทางถนนพระรามสาม จะเห็นอาคารจึงกานต์กุลตั้งอยู่ นั่นแหละครับ"


"และนี่คือที่มาของชื่อเล่นของผมว่าลูกบิดครับ"

คุณภัทรกล่าวยิ้มๆ

 
 "จริงๆแล้วๆตอนนี้ผมเปิดบริษัทโมเดลลิ่งอยู่ด้วยนะครับ

ชื่อ บริษัท FINALE AGENCY AND TALENT MANAGEMENT

คือเราเป็นโมเดลลิ่ง แล้วก็ทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพของคนด้วยครับ

ถ้าหากเรามองว่าตัวเขามีความสามารถในด้านไหน

เราก็จะสนับสนุนแล้วพัฒนาตัวเขาให้เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพ

ไม่ว่าจะเขาจะเป็นนางแบบ นายแบบ หรือ ศิลปินนักร้อง เราก็จะทำตรงนั้นให้ดีที่สุดครับ"


นอกจากนั้น คุณภัทรยังเปิดบริษัททำโซลาร์ฟาร์ม หรือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์อีกด้วย

 
"บริษัทของเราจะเป็นบริษัทที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครับ

ก็น่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้ประมาณต้นปีหน้านะครับ

สำหรับพื้นที่ก็จะอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีครับ"


เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเป็นโซลาร์ฟาร์มด้วย คุณภัทรบอกกับเราว่า


"ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือที่เราเรียกกันว่า แผงโซลาร์เซลล์

ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานทางเลือกที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เนื่องจากว่ารับเอาพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าน่ะครับ
นอกจากนั้น ยังมีข้อดี คือ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นั้น ไม่ได้ถูกต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่
เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้ารูปแบบอื่นๆ 
เนื่องจากเป็นพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติเช่นเดียวกับพลังงานลม 
หรือไบโอแก๊ส ที่มาจากขยะวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรที่ไม่สร้างมลภาวะให้กับท้องถิ่น 
ดังนั้นเมื่อขยายไปสู่ภูมิภาค ไปสู่ท้องถิ่น ที่ผ่านมาจึงได้รับการต้อนรับจากชุมชนเป็นอย่างที่น่าพอใจครับ"

 
นอกจากนั้น คุณภัทรยังได้กล่าาวเสริมอีกว่า

"ผมเชื่อมั่นว่าธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม จะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตในอนาคต

และจะเป็นพลังงานสำคัญสำหรับเจเนอเรชั่นต่อไป

เพราะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีวันหมด

อาศัยการลงทุนเพียงครั้งเดียวก็สามารถผลิตพลังงานต่อไปได้อีกหลายสิบปี

ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งครับ"


เมื่อเราถามว่าเห็นทำงานอย่างนี้ เอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อน

คุณภัทรยิ้มกว้างตามสไตล์แล้วบอกกับเราว่า

 
"ถ้าเป็นสมัยก่อนนี้ ยอมรับว่าไม่มีเวลาเท่าไหร่ครับ

แต่มาตอนนี้ ผมพยายามจัดสรรเวลาของตัวเองได้ดีขึ้นมาก(หัวเราะ)

เลยได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมานานแล้วคือ ดำน้ำ ครับ

พอมีเวลาว่างก็จะออกทริปไปดำน้ำกันกับเพื่อนๆ

โลกใต้ทะเลนี่มันสวยเกินคำบรรยายจริงๆ ครับ"

 
นอกจากนั้น คุณภัทรยังเล่นดนตรีด้วย

"จริงๆแล้วมันเป็นการเล่นสนุกๆ น่ะครับ

เริ่มจากการที่เวลาไปงานแต่งงานของเพื่อนๆ แล้ว

ผมก็ขอขึ้นไปแจมบนเวทีกับนักดนตรีเขาด้วย ก็สนุกดีครับ"

 
คุณภัทรเล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่ที่ถนัดที่สุด คือ กลอง และ กีตาร์

นอกจากเล่นดนตรีแล้ว คุณภัทรยังเป็นนักฟังเพลงตัวยงเหมือนกัน


"ผมชอบฟังเพลงออกแนวสบายๆ พวกป๊อปแจ็ส อะไรแบบนั้นน่ะครับ

ที่ฟังบ่อยๆก็จะมี ETC, Jetseter แล้วก็ Tattoo Colour ครับ"

ในฐานะที่ตัวเองทำงานข่าว คุณภัทรจึงต้องใช้เวลามากพอสมควรในแต่ละวันในการเช็คข่าว

และหาข้อมูลทางอินเตอร์เนท

 
"ผมเองอ่านข่าวทางเว็บ ทั้งเว็บไทยและอังกฤษนะครับ

ถือว่าเป็นการต่อยอดทางความคิดน่ะครับ

ของไทยที่เข้าบ่อย ๆ ก็คือ เว็บข่าวของ เอเอสทีวี ผู้จัดการ

ส่วนของเมืองนอกก็มี CNN กับ FOX NEWS

อ้อ แล้วก็มี BLOOMBERG อีกที่นึงครับ

เว็บนี้มีฐานข้อมูลเรื่องตัวเลขดีมาก

สามารถเอาไปใช้อ้างอิงได้เป็นอย่างดี"

 
สำหรับมุมมองของการเสนอข่าวในปัจจุบันนั้น คุณภัทรได้ให้ความเห็นไว้น่าสนใจมากว่า


"ผมชอบข่าวที่มันเป็นข่าวจริงๆ

ไม่ใช่ข่าวที่แต่งเติม แต่งแต้มสีสัน จนกลายเป็น ดราม่า

อย่างนี้ผมว่า มันไม่ใช่ข่าวแล้ว "

คุณภัทรบอกกับเราต่อไปอีกว่า

"มันกลายเป็นดาบสองคมนะครับ มันเหมือนกับลูกกวาดแสนสวย แต่อันตรายเหลือเกิน

ผู้บริโภคสื่อในปัจจุบัน จึงต้องฉลาดที่จะอ่าน ฉลาดที่จะฟัง

แล้วก็ฉลาดที่จะเข้าใจ มิฉะนั้นเราก็ตกเป็นทาสของสื่อแอบแฝงได้นะครับ" คุณภัทร กล่าวทิ้งท้าย

 
ถึงแม้ว่าเราจะมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน

แต่ว่าเราทุกคนก็สามารถที่จะจัดการ และบริหารตัวเอง เพื่อสร้างกำไรให้กับชีวิตต่อไปได้

เหมือนเช่นกันกับ คุณภัทร จึงกานต์กุล

คนข่าวที่หน้าจับตามองที่สุดของบ้านเราในวันนี้. 


LastUpdate 10/03/2557 17:06:27 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
24-09-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555