แฟชั่น-เดินทาง-กินดื่ม-เที่ยว
'กรุงศรี คอนซูมเมอร์' ชวนสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบ 'อัพเทสต์'


“กรุงศรี คอนซูมเมอร์” นำโดย “นายฐากร ปิยะพันธ์” ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จัดกิจกรรมขอบคุณสื่อมวลชน “Signature Taste, Signature Trip with Krungsri Consumer”

 

 

ชวนไป ชิม+ ชมความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวมากมาย รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

 

“วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย อ.บางประอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯแปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางประอิน เป็นเสมือนวัดหลวงที่เคียงคู่อยู่กับพระราชวังฯ

 

 

หลังจากได้สัมผัสกับความศรัทธาที่ทรงคุณค่า ก็เดินทางไปต่อกันที่ “พระราชวังบางประอิน” เดิมชื่อเกาะบ้านเลน ประวัติของพระราชวังบางปะอิน มีความเป็นมาตามบันทึก ในพระราชพงศาวดาร ครั้ง กรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นมา ในปี พ.ศ. ๒๑๗๕ บนเกาะบางปะอิน ตรงบริเวณนิวาสสถานเดิมของมารดา พระราชทานชื่อว่า “วัดชุมพลนิกายาราม” แล้วสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งขึ้นริมสระน้ำนั้น พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ขึ้นบนเกาะเลนหรือ เกาะบางนางอิน ในลำแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่สำหรับเสด็จประพาส

 

 

พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประพาส สำราญพระราชหฤทัยของ พระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตลอดมา ต่อมาจึงได้รับการฟื้นฟู ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราชทาน นามใหม่ว่า เกาะบางปะอิน กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนัก ขึ้น ๓ หลัง และปลูกพลับพลาโถง ที่ไร่แตงอีกหลังหนึ่ง เป็นที่ประทับระหว่าง เสด็จประพาสกรุงเก่า ในลำน้ำเจ้าพระยา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงพิจารณา เห็นว่า พระตำหนักที่เกาะบางปะอิน มีความสมบูรณ์ ที่จะสร้างพระราชวัง สำหรับแปรพระราชฐาน จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นดังที่ปรากฏ ให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

 

หลังจากที่อิ่มตา เก็บภาพความประทับใจกันไปแล้วในช่วงเช้า กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันท์นั้น ‘กรุงศรี คอนซูมเมอร์’ พาไปชิมของอร่อยกันที่ “ร้านเรือนไทย กุ้งเผา” แค่เดินเข้าไปกลิ่นเครื่องแกงที่ใช้ปรุงอาหารก็ลอยมาแตะจมูกเรียกน้ำย่อยกันเลยทีเดียว วันนี้เราได้ชิม ทั้ง กุ้งแม่น้ำเผาตัวโต มันกุ้งเยิ้มๆ คลุกกินกับข้าว ตัวเดียวไม่พอซะแล้ว ตามมาด้วย ต้มยำปลาคัง ทอดมันปลากราย ยำถั่วพู ผัดสายบัวกับก้ามกุ้ง ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม จานเด็ดจานดังต้องสั่ง ฉู่ฉี่ปลาเค้า เมนูขึ้นชื่อ ฯลฯ ทุกจานรสชาติจัดจ้านกันเลยทีเดียว ท้องอิ่มแล้วไปต่อได้

 

 

“วัดใหญ่ชัยมงคล” เป็นวัดสำคัญของสงฆ์ ฝ่ายอรัญวาสี มุ่งในทางวิปัสสนาธุระเล่าเรียนทางคันถธุระและสมเด็จพระวันรัตยังเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ที่วัดนี้ เพื่อฉลองพระเกียรติในการรบครั้งสำคัญ “สงครามยุทธหัตถี” ซึ่งมีชัยเหนือข้าศึก เป็นบุญของทีมงานที่ได้มีโอกาสถวายสังฆทานพร้อมทั้งกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่

 

 

หลังจากอิ่มบุญกันแล้ว เดินทางไปรับบุญกันต่อที่ “วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร” เป็นวัดโบราณ ตั้งใกล้กับเพนียดคล้องช้าง เดิมเป็นวัดราษฎร์มีนามว่า วัดทะเลหญ้า เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าถึงฤดูฝนตกน้ำท่วมตลอดทุกปี อนึ่งคำว่าทะเลหญ้านี้ อาจจะมาจากคำว่าทำเลหญ้าก็ได้ วัดนี้สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ได้กลายสภาพเป็นวัดร้างมาเป็นเวลานาน พระอุโบสถ และถาวรวัตถุต่างๆพังทลายเสียหายไปทั้งหมด คงเหลือแต่เนินพระเจดีย์พอเห็นเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นวัดร้างมาก่อนเท่านั้น

 

 

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเห็นว่าวัดร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเงียบสงัด สมควรเป็นที่จำพรรษาบำเพ็ญสมณธรรมของสงฆ์ สามเณรสืบไป ด้วยพระศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้ทรงเริ่มสถาปนาวัดทะเลหญ้าขึ้นใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่๕ และได้ถวายเป็นพระอารามหลวงโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวิหาร

 

 

หลังจากนั้นในช่วงท้ายของทริปนี้แวะไปชิมขนมและกาแฟอร่อยๆกันที่ร้าน “The Summer House” คาเฟ่ บรรยากาศดี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินชมเก็บเกี่ยวเข้าคลังความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์กันมาทั้งวันแล้ว คอชักแห้ง

 

 

 

ต้องสั่งเมนูนี้เลย กล้วยเชื่อมไอศกรีมนม , มูสนมข้าวสีนิล (3 Blondies) แผ่นแป้งโรตีอบกรอบ สอดแทรกด้วยครีมนมรสชาไทยไมโล และนมเย็น ท็อปปิ้งด้วยสายไหม จัดจานมาน่ารักและดูมีคอนเซปต์ จนไม่กล้ากินกันเลยทีเดียว ลาเต้ร้อนๆ จิบเรียกพลังงาน Rice berry mousse มูสหอมกลิ่นน้ำนมข้าว กินคู่กับข้าวพองเคลือบคาราเมลกรุบกรอบ เพลินกันเลยทีเดียว กินกับ น้ำแตงโมมินต์ บอกได้เลยว่าหายร้อนกันเลยทีเดียว ส่วน พายบลูเบอร์รี่ กินกับ ช็อคโกแลตเย็น มันเข้ากันดีจริงๆ จะบอกว่าทุกอย่างกินด้วยกันแบบไหนเข้ากัน ความน่ารักของร้านคือ ร้านนี้สามารถพาน้องหมา มานั่งชิวๆไปพร้อมกับเราได้ด้วยน๊า

 

 

แถมด้านนอกยังชิลๆ กับดนตรีไพเราะ จาก The Voice ท่ามกลางบรรยากาศดีริมน้ำอีกด้วย

 

 

เรียกได้ว่าโซนในร้านก็ได้บรรยากาศสบายๆ โซนด้านนอกก็ได้ชิลกับบรรยากาศจากธรรมชาติ ดีต่อใจจริงๆ

 

 

เมนูทั้งหมดของทริปนี้ ถือเป็นเมนูเด็ดจากร้านดัง ตามรอยหนังสือ ‘Up Taste’ หนังสือสำหรับคนรักอาหารและการท่องเที่ยวที่รวบรวม 50 ร้านอาหารรสเลิศจากทั่วไทยซึ่งการันตีความอร่อยโดย ม.ล. ภาสันต์ สวัสดิวัตน์

 

 

พร้อมด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรกรุงศรี ซิกเนเจอร์ และบัตรกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 30% หรือรับอาหารจานพิเศษ จากร้านอาหารที่ร่วมรายการ คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsricard.com/th/up-taste.html

 

 

เอซีนิวส์ ต้องขอบคุณ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่พาทีมเราไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองกรุงเก่า พร้อมชิมอาหารอร่อยๆ จากร้านดัง เรียกได้ว่าอิ่มบุญ อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มท้องสำหรับทริปดีๆแบบนี้ต้องขอกดไลค์แบบ รัว....รัว


LastUpdate 31/01/2561 00:24:29 โดย :

20-11-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555