เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด เฟดประชุม 23-24 ต.ค. ยืนนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อ


บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "การประชุม 23-24 ต.ค. 55 …คาดเฟดยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายอย่างมากต่อไป ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง" ระบุว่า

กว่า 1 เดือนหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด รอบที่ 6 ของปีนี้เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเฟดได้มีการส่งสัญญาณถึงความเหมาะสมในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำไปจนถึงช่วงกลางปี 2558 รวมทั้งออกมาตรการซื้อตราสารที่หนุนโดยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Agency Mortgage-backed Securities: Agency MBS) จำนวน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือนอย่างไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ทั้งนี้ ในวันที่ 23-24 ตุลาคม 2555 ที่จะมาถึง ซึ่งเป็นการประชุมรอบที่ 7 ของปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อมติการประชุมและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 เฟดน่าจะยังคงการดำเนินนโยบายผ่อนคลายอย่างมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงอ่อนแออยู่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เฟดน่าจะยังคงมาตรการผ่อนคลายอย่างมากต่อไป จนกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่เป็นไปอย่างค่อนข้างเชื่องช้า ขณะที่ประเด็นด้านการคลัง (Fiscal Cliff) เป็นความเสี่ยงอย่างมากที่อาจจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยในการประชุม FOMC รอบที่จะถึงนี้ เฟดน่าจะยังคงสื่อสารถึงการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปถึงช่วงกลางปี 2558 การคงมาตรการซื้อหนี้ระยะยาว (Maturity Extension Program หรือ Operation Twist) จนถึงกำหนดสิ้นปี 2555 รวมถึงการซื้อตราสารที่หนุนโดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวในระดับต่ำอยู่ ในขณะที่เฟดคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อยๆ มีพัฒนาการการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในช่วงปีหน้า โดยประเมินว่า มุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของเฟด น่าที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการประชุมรอบก่อนซึ่งเฟดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตประมาณ 2.5-3.0% ในปี 2556 ดีขึ้นจากการคาดการณ์อัตราการเติบโตราว 1.7-2.0% ในปี 2555  

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของเฟดน่าจะส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจในระยะถัดไป อันจะเห็นได้จากการที่อัตราดอกเบี้ยในการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ปรับตัวลง หลังจากที่เฟดได้มีการออกมาตรการซื้อตราสารที่หนุนโดยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในขณะที่เครื่องชี้ที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งคงจะช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อนอย่างมาก ค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวในอัตราที่เร็วขึ้น และน่าจะช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะต่อไปเป็นไปอย่างมั่นคงมากขึ้น


ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง จากเครื่องชี้ที่ยังคงเปราะบาง และประเด็นด้านการคลังที่ท้าทาย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เฟดยังคงจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายอย่างมากเพื่อรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่ความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก

? ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง แม้สัญญาณฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น
แม้ว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงงานจะเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฤดูกาล โดยอัตราการว่างงานเดือน ก.ย. ลดลงต่ำกว่าระดับ 8.0% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 42 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ 7.8% แต่ก็ยังค่อนข้างห่างไกลจากระดับปกติที่ประมาณ 6.0% ทั้งนี้ ตำแหน่งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหลังจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 ที่ผ่านมามีประมาณ 3 ล้านกว่าตำแหน่ง ซึ่งยังคงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน 8 ล้านตำแหน่งที่สูญเสียไปในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังต่ำกว่าอัตราการขยายตัวตามศักยภาพอาจจะไม่ได้ช่วยหนุนการฟื้นตัวของการจ้างงานมากนัก ซึ่งการฟื้นตัวในระดับปัจจุบันอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ปีกว่าที่อัตราการว่างงานจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


? ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นที่คาดหวังว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของเฟด ผ่านนโยบายซื้อตราสารหนี้ประเภทที่มีหลักทรัพย์จำนองค้ำประกันเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ อย่างไม่กำหนดระยะเวลา น่าจะช่วยให้การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นในระยะข้างหน้า จากการลดต้นทุนการเงินของผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยให้ต่ำลง โดยอัตราดอกเบี้ยเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ จาก 3.9% ในเดือนก่อน มาอยู่ที่ 3.6% ช่วงสิ้นเดือน ก.ย. นอกจากนี้ การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเริ่มมีพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดการสร้างบ้านใหม่ (Housing Starts) และยอดการขออนุญาตสร้างบ้าน ในขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยก็เริ่มที่จะปรับตัวขึ้น


ทั้งนี้ แม้ว่าพัฒนาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก แต่ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว โดยล่าสุด IMF ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลง 0.2% จาก 3.5% สู่ 3.3% โดยต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจของยูโรโซน และการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนด้วยว่าจะเริ่มกลับมาสู่เส้นทางการขยายตัวอีกครั้งได้รวดเร็วเพียงใด ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงและอาจจะฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันประเด็นการเมืองของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน โดยความกังวลต่อประเด็นการเมืองได้ส่งผลให้บริษัทสหรัฐฯ มีความระมัดระวังในการลงทุน และการจ้างงาน ในขณะที่ประเด็นของมาตรการลดภาษีที่กำลังจะหมดลง อาจจะกระทบกิจกรรมการจับจ่ายใช้สอยของอเมริกันชน

?จับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน เดือน พ.ย ว่าจะช่วยให้สหรัฐฯ รอดพ้นจาก Fiscal Cliff ได้หรือไม่
ในวันที่ 6 พ.ย. 55 ที่จะถึงนี้ สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 และการเลือกตั้งสมาชิกสภา คองเกรส ครั้งที่ 113 ซึ่งอาจนำมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการดำเนินนโยบายของทางการสหรัฐฯ โดยจากผลสำรวจ (Poll) บ่งชี้ว่า นายบารัค โอบามา น่าจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย แต่มีโอกาสที่พรรคเดโมแครตอาจจะไม่สามารถครองเสียงส่วนมากในทั้ง 2 สภา ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโนยายทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้น อันจะเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ

อนึ่ง ประเด็นด้านการคลัง หรือ Fiscal Cliff ที่สหรัฐฯ จะต้องมีการรัดเข็มขัด พร้อมๆ กับมาตรการลดภาษีต่างๆ ที่กำลังทยอยหมดอายุลงนั้น อาจสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อเส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทางคณะกรรมาธิการงบประมาณสหรัฐฯ (Congressional Budget Office: CBO) ได้มีการประเมินผลกระทบหากทางการสหรัฐฯ ไม่สามารถมีข้อสรุปทางการคลังได้ โดยเฉพาะประเด็นที่มาตรการปรับลดภาษีต่างๆ กำลังจะทยอยหมดอายุลง อันเป็นผลให้อัตราภาษีต่างๆ ของสหรัฐฯ จะต้องมีการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะภาษีเงินได้ของประชาชนสหรัฐฯ โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 56 อาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 2.6% ของจีดีพีสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่จะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสหดตัวลง 1.3% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นการเลือกตั้งของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากคะแนนความนิยมต่างๆ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะจากจำนวนผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจในการเลือกลงคะแนนในขณะนี้


นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อาจจะกลับมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยล่าสุด หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ณ เดือน ก.ย. 55 อยู่ที่ 16.066 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเหลืออีกเพียง 3.2 แสนล้านดอลลาร์ฯ เท่านั้นก็จะถึงเพดานหนี้ตามกฎหมายที่ 16.394 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มักจะก่อหนี้ประมาณ 1-1.25 แสนล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือน นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่หนี้สหรัฐฯ อาจจะชนเพดานอีกครั้งในช่วงเดือน ธ.ค. 55 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ในขณะที่ระดับหนี้ต่อจีดีพีของสหรัฐฯ ก็ทะลุผ่านระดับ 100% ไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างมากต่อสถานะความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสที่จะถูกปรับอันดับเครดิตลงเหมือนเช่นเหตุการณ์ในช่วงเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา อันอาจจะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังคงเปราะบางเลวร้ายลงอีกได้

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ภาคการเมืองของสหรัฐฯ คงน่าจะมีการเจรจาประนีประนอมเพื่อหาหนทางในการลดผลกระทบจากประเด็น Fiscal Cliff รวมทั้งประเด็นเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าความท้าทายต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ คงจะมีเพิ่มขึ้นในกรณีที่ผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนโหวตให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กับพรรคการเมืองที่ครองคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวกัน

ผลต่อไทย: พัฒนาการทางเศรษฐกิจยังเป็นน้ำหนักหลัก ขณะที่ต้องติดตามผลของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงิน

แม้ว่ามติการประชุมเฟดในครั้งนี้จะเป็นที่คาดการณ์แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่คงจะต้องติดตามผลของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ หรือ QE3 และพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยนในระยะถัดไป โดยแม้ว่าในระยะสั้นผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจจะยังไม่ปรากฏชัดเจนมากนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความเสี่ยงต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และกระแสเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ในระยะข้างหน้ายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งคงจะส่งผลให้ทิศทางของค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในทิศทางแข็งค่าขึ้นได้ แต่เชื่อว่าทางการไทยคงจะติดตามและน่าจะยังพอมีเครื่องมือในการบริหารจัดการให้ประเด็นนี้ไม่สร้างอุปสรรคต่อภาคการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยน่าจะยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเป็นหลัก หลังจากที่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อเป็นการตั้งรับความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อันน่าจะช่วยรักษาแรงส่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกันก็น่าจะช่วยลดแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง ภายใต้การปรับตัวของเงินบาทที่ยังคงเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด น่าจะยังคงจุดยืนในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากต่อไปในการประชุมรอบที่ 7 ของปีในวันที่ 23-24 ตุลาคม 2555 ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฟดน่าจะยังคงดำเนินการซื้อพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ Maturity Extension Program หรือ Operation Twist จำนวน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือนจนถึงสิ้นปีนี้ และการซื้อตราสารที่หนุนโดยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ QE3 มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือน ตลอดจนการส่งสัญญาณถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำจนถึงช่วงกลางปี 2558 เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ประเด็นด้านการเมือง/การคลัง ยังรอความท้าทายแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า โดยต้องติดตามผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 และการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส ครั้งที่ 113 ซึ่งอาจนำมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการดำเนินนโยบายของทางการสหรัฐฯ ทั้งประเด็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ตลอดจนการนำพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้รอดพ้นจากปัญหา Fiscal Cliff ที่สหรัฐฯ จะต้องมีการรัดเข็มขัด พร้อมๆ กับมาตรการลดภาษีต่างๆ ที่กำลังทยอยหมดอายุลง ในขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อาจจะชนเพดานอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม 2555 ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสถานะอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ รอบใหม่ได้

สำหรับผลต่อไทยนั้น แม้ในระยะที่ผ่านมา ผลจาก QE3 ต่อเงินทุนไหลเข้าและค่าเงินบาทจะยังไม่สร้างแรงกดดันมากนัก แต่เชื่อว่าทางการไทยจะยังคงติดตามประสิทธิผลและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะที่มองว่าทางการก็ยังพอมีเครื่องมือในการบริหารจัดการไม่ให้ประเด็น QE3 นี้ ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อภาคการค้า-การลงทุนของไทย ส่วนนโยบายการเงินนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศจะยังคงเป็นประเด็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยให้ความสำคัญ และคงพร้อมดำเนินนโยบายไปในแนวทางที่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ต.ค. 2555 เวลา : 19:50:10
14-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 14, 2019, 4:48 pm