การตลาด
สกู๊ปเหล้าสีไทย : ไทยเบฟ เร่งจัดทัพสุราสี โหมทำกิจกรรม ย้ำเจ้าตลาด








สมกับเป็นเจ้าพ่อน้ำเมาจริงๆ สำหรับเสี่ยเจริญ  หรือนายเจริญ  สิริวัฒนภักดี  เพราะตลาดสุราไม่ว่าจะเป็นสุราขาวหรือสุราสี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดสุราของเสี่ยเจริญก็ยังคงเป็นผู้นำตลาด  เรียกได้ว่ากินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว เหลือหัวไว้ให้คู่แข่งได้หายใจนิดหน่อย

ยกตัวอย่างมาให้เห็นภาพชัดขึ้นก็สุราสี  เพราะแค่เห็นส่วนแบ่งการตลาดก็ต้องตกใจ  เพราะไทยเบฟยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดสุราสีสูงลิ่วอยู่ที่ประมาณ  90% จาก 3 แบรนด์หลัก  คือ หงษ์ทอง 50%  เบลน 285  30%  และแสงโสม 10%  ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นส่วนแบ่งการตลาดของสุราสีนำเข้าจากต่างประเทศ  เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดสุราสี  ไทยเบฟจึงออกมาประกาศกลยุทธการทำตลาดสุราสี  ด้วยการชู 4  แบรนด์หลักเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายสุราสี  ประกอบด้วย  แม่โขง  แสงโสม  หงษ์ทอง  และเบลนด์ 285   

การกำหนดกลยุทธการทำตลาดของแต่ละแบรนด์  นอกจากจะวางราคาขายที่แตกต่างกันแล้ว  ในกลุ่มของกลุ่มเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการทำตลาด  ไทยเบฟยังพยายามสร้างคาแรคเตอร์ของแบรนด์ให้มีความแตกต่างกันออกไปอีกด้วย  โดยในส่วนของแม่โขงจะสะท้อนให้เห็นศาสตร์และศิลป์การผลิตสุราของคนไทยที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนด้วยภาพลักษณ์ที่พรีเมี่ยมขึ้น  ขณะที่หงษ์ทองจะเน้นภาพลักษณ์ความเป็นเพื่อน  เบลน 285 จะเน้นภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลมีศักดิ์ศรี  และแสงโสมเน้นสร้างประสบการณ์สุดยูนีคครองใจนักดื่มกลุ่มอาร์ตทิสต์

แต่แบรนด์ที่เห็นออกมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้นในปีนี้ก็จะเห็นอยู่  2  แบรนด์ คือ  แม่โขง  และแสงโสม  ขณะที่อีก 2  แบรนด์ คือ หงษ์ทอง  และเบลนด์ 285 ยังคงซุ่มเงียบขายด้วยตัวเอง

สำหรับในส่วนของแบรนด์ แม่โขง ปีนี้ถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของแม่โขง เนื่องจากแบรนด์นี้มีอายุถึง 70 ปี  ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้มีการทำกิจกรรมการตลาดอย่างจริงจัง  ปล่อยให้แบรนด์สินค้าขายได้ด้วยตัวเอง  ดังนั้นปีนี้จึงถือเป็นปีแรกที่ไทยเบฟ จะทุ่มงบรีแบรนด์แม่โขงครั้งใหญ่  ภายใต้งบประมาณกว่า 40 ล้านบาท  เพื่อยกระดับสู่แบรนด์พรีเมียม พร้อมบุกตลาดโลก และตลาดในประเทศอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไทยเบฟได้มีการทยอยปรับภาพลักษณ์ของแม่โขงให้มีความทันสมัยมาอย่างต่อเนื่อง   ด้วยการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และโลโก้ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  เพื่อให้แบรนด์มีความเหมาะสมที่จะทำตลาดในต่างประเทศ  และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 25-35 ปี  จากเดิมแม่โขงจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 50-60 ปี  และปรับมาเจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย หรือยูนิเซ็กซ์มากขึ้น จากเดิมเน้นทำตลาดผู้ชายอย่างเดียว

หลังปรับภาพลักษณ์สุราแม่โขงเรียบร้อย  เพื่อกลับมาทำตลาดในประเทศอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากชะลอการทำตลาดไปกว่า 5 ปี  ด้วยการวางตำแหน่งสินค้าให้มีความเป็นพรีเมียมแบรนด์ ไทยเบฟก็มีแผนที่จะปลุกปั้นนำสุราแม่โขงลุยตลาดต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันแม่โขงมีจำหน่ายแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย

สำหรับสินค้าแบรนด์ที่ 2  ที่ไทยเบฟกำลังปลุกปั้นทั้งภาพลักษณ์แบรนด์และการทำตลาดอยู่ในขณะนี้นั่นก็คือ แสงโสม  เพราะจากการจัดเก็บภาษีสุราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้แสงโสมเป็นส่วนหนึ่งของสุราสีไทยที่ได้รับผลกระทบในด้านของยอดขาย  เนื่องจากต้องปรับราคาขึ้นตามการถูกเรียกเก็บอัตราภาษี  จากเดิมแสงโสมขนาด 70 เซ็นติลิตร จะจำหน่ายในราคา  150 บาท  แต่ปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ราคา  250 บาท  ซึ่งจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันแสงโสมมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดสุราสีเหลืออยู่ที่ 10% ลดลงจากช่วง 4-5 ปีก่อนที่แสงโสมมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ  30%

นายวรรัตน์ จรูญสมิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  กล่าวว่า  แม้ว่าสัดส่วนยอดขายแสงโสมจะปรับตัวลดลง  แต่หากมองภาพรวมส่วนแบ่งการตลาดสุราสี ไทยเบฟยังคงเป็นผู้นำตลาด  ด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดสุราสีรวมที่ประมาณ 90% เนื่องจากมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของแบรนด์แม่โขง และแสงโสม

สำหรับกลยุทธทางการตลาด ที่แสงโสมเลือกหยิบมาใช้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา  คือ   Sangsom : Unique Experiennce present “MoveaBar” บาร์เคลื่อนที่ไปไปตามจุดต่างๆ ซึ่งจะมีทั้งในผับบาร์  และลานจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายหลัก  ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีศิลปะในการดำรงชีวิต(อาร์ตติสท์)  หรือหมายถึงกลุ่มคนที่มีเอกลักษณ์ และมีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง  ภาคเหนือ  ภาคใต้  หรือภาคอีสาน ให้ได้เข้ามาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดยูนีคแบบทั่วถึง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายแสงโสม มูฟ อะบาร์ (Sangsom MoveaBar)  ซึ่งจะจัดกิจกรรมเคลื่อนที่ไปตามสถานที่ต่างๆ เน้นช่วงปลายปีและต้นปีเป็นหลัก

ส่วนช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่เหลือของปีนี้  ไทยเบฟได้เตรียมงบประมาณ  30-40  ล้านบาท  เพื่อทำกิจกรรมแสงโสม มูฟ อะบาร์  ซึ่งจะมีทั้งการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่  ขนาดกลาง และขนาดเล็ก  หรือมีลูกค้าเข้าร่วมงานตั้งแต่  250-5,000 คน  โดยในส่วนของลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไทยเบฟเลือกนำมาจัดกิจกรรมแสงโสม มูฟ อะบาร์  ให้บริการควบคู่ร่วมกับกิจกรรมเบียร์การ์เด้นท์ ซึ่งจัดเป็นประจำตั้งแต่เดือน พ.ย. – 31 ธ.ค.นี้

แม้ว่า ตอนนี้ไทยเบฟยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า ารจัดกิจกรรมแสงโสม มูฟ อะบาร์ จะจัดได้กี่แห่ง และหลังจากกิจกรรมจบลงภาพรวมจะเป็นอย่างไร  แต่จากการทดลองเปิดให้บริการแสงโสม มูฟ อะบาร์ ริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา  ทางไทยเบฟออกมาบอกว่า ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะวันที่มีการแสดง นิ คอนเสิร์ต ของเหล่าศิลปินชื่อดัง

นายวรรัตน์กล่าวต่อว่า  ขณะที่การทำตลาดในประเทศของแสงโสมกำลังดำเนินไป  ในส่วนของตลาดต่างประเทศก็ขับเคลื่อนตามไปด้วยเช่นกัน  เพราะตอนนี้สุราแสงโสมได้เริ่มส่งออกไปทำตลาดในต่างประเทศบ้างแล้ว  ด้วยรสชาติที่ถูกปากของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย  จึงทำให้แสงโสมได้รับการยอมรับ และขายที่ดีทั้งในแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงของไทย  และในประเทศออสเตรเลีย.

 

 


LastUpdate 20/11/2555 20:28:41 โดย : Admin

19-11-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555