เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
"เจาะลึกโอกาสลงทุนอาเซียน"




















"สำนักข่าว เอซีนิวส์" ระดมกูรูผู้มีประสบการณ์ตรง ในเรื่องการค้า การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลาง มาถ่ายทอดประสบการณ์ ในงานสัมมนา "เปิดโอกาสการลงทุนนักธุรกิจไทยในประเทศเพื่อนบ้าน"เพื่อติดอาวุธผู้ประกอบการไทย ไม่ให้เกิดการเสียเปรียบคู่ต่อสู้ในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในปลายปี 2558 ได้อย่างมืออาชีพ 

น.ส.อัชณา จิณณวาโส บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวเอซีนิวส์ กล่าวเปิดการสัมมนาเรื่อง "เปิดโอกาสการลงทุนนักธุรกิจไทยในประเทศเพื่อนบ้าน" ที่จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 12 ธันวาคม 2555 ณ เคทีซีป๊อบ ชั้นใต้ดิน อาคารสัมชชาวานิช 2 สุขุมวิท 33 ว่าวัตถุประสงค์ในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ เนื่องด้วยสำนักข่าวเอซีนิวส์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อขานรับการเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมาถึงในปลายปี 2528 นี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเป็นหนึ่่งในสมาชิกของ AEC ที่จะมีความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรมในการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมประชาคมฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงาน

ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปบุกตลาดในประเทศอาเซียนได้ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย ไทยจะทำอย่างไรในการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

สำนักข่าวเอซีนิวส์จึงระดมผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องการค้า การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลาง มาถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่เกิดการเสียเปรียบคู่ต่อสู้ในการแข่งขัน และพร้อมที่จะรับมือกับ AEC ได้อย่างมืออาชีพ รวมถึงได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในครั้งนี้สูงสุด

โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ จาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ,ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน),ธนาคารอาคารสงเคราะห์,ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง, บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.),บริษัทเทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้ผลิตฟิล์มลามิน่า,บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ, บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และผู้สนับสนุนสถานที่การจัดงาน บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี

ดร.ธนิต โสรัตน์  เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กล่าวถึง “มิติการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านกับโอกาสของธุรกิจไทย”   โดยระบุว่า  ในกลุ่มประเทศ CLMV   ได้แก่ ประเทศกัมพูชา   สาธารณรัฐประชาชนลาว  ประเทศพม่า  และประเทศเวียดนาม  ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบประเทศอื่น  เนื่องจากภูมิประเทศของไทยอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศเหล่านั้น  และมีพื้นที่ตามแนวชายแดนติดกัน  

โดยประเทศพม่า ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านพื้นที่และประชากร  ที่เหมาะกับการเข้าไปลงทุน และเป็นตลาดที่สำคัญในอนาคต เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่  มีศักยภาพต่อการลงทุนทั้งด้านอุตสาหกรรม บริการ การค้าขาย  และการเกษตรทุกประเภท  แต่พม่าก็มีปัญหาด้านการขาดแคลนไฟฟ้า

ส่วนการลงทุนในประเทศกัมพูชา  นายธนิต  บอกว่า  กัมพูชาเป็นประเทศที่พร้อมรับการลงทุน  และนักลงทุนสามารถเข้าไปลงทุนได้ทันที  เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องจากมีประชากร 14 ล้านคน  ค่าจ้างแรงงานอยู่ที่ประมาณ 100-120 บาท/วัน  โดยอุตสาหกรรมที่เหมาะกับการลงทุนจะเป็นอุตสาหกรรมเบา  เพราะเป็นประเทศที่ส่งออกเครื่องนุ่งห่มมากกว่าไทย

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง  ได้แก่  ปัญหาด้านไฟฟ้า  เพราะมีไม่เพียงพอ   ด้านกฎหมาย  และโครงสร้างพื้นฐานในที่ห่างไกลยังมีอันตรายจากกับระเบิดต่างๆ        

ด้านประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว  นายธนิต  ให้มุมมองว่า ลาวเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยเพียง 6.99 ล้านคน  ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเรื่องแรงงานที่ไม่สามารถรองรับการลงทุนที่ใช้แรงงานมาก  เป็นประเทศที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติ  ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของประชาชนมากกว่าด้านเศรษฐกิจ  ดังนั้นอุตสาหกรรมที่ควรเข้าไปลงทุน  ควรเป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการเกษตร  หรือสังคมเชิงเกษตร  รวมทั้งการท่องเที่ยวธรรมชาติ 

ซึ่งปัจจุบันภาคเอกชนไทย ได้หันไปลงทุนในกลุ่มประเทศ  CLMV  มากขึ้น  เพราะมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย 2-3 เท่า และกลุ่มประเทศ CLMV ยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP  ในการส่งออกสินค้า   ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเอกชน

นางอรนุช ผการัตน์ ประธานสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจไทยในกัมพูชา กล่าวในการบรรยาย  “เปิดช่องทางลัดสู่ธุรกิจบริการในประเทศกัมพูชา” ว่า  ประเทศกัมพูชา ยังเป็นโอกาสของการลงทุน  โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดน  ซึ่งธุรกิจที่ควรลงทุน ได้แก่  ธุรกิจเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว  และธุรกิจโลจิสติกส์ โทรคมนาคม  เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่กำลังเร่งพัฒนา  แต่ไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้เพียงพอต่อความต้องการ  และยังมีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทย  ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายราย  เริ่มใช้กัมพูชาเป็นฐานการผลิตสินค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงปีละ 25% โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปโภค บริโภค  ที่ใช้ในภาคธุรกิจโรงแรม ที่มีความต้องการสูงมาก

รวมทั้งรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนการลงทุน ทั้งในเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้ในการผลิต ซึ่งสัดส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในช่วงปี 2011 ได้แก่  อุตสาหกรรมการเกษตร  7%  อุตสาหกรรมบริการ 19%  กลุ่มอุตสาหกรรม 24% และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 49%

 

ดร.บันลือศักดิ์  ปุสสะรังษี  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  สำนักวิจัย  ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย  กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “จับกระแสการเงินการลงทุนในประเทศเวียดนาม”  โดยระบุว่า  เวียดนามนับเป็นประเทศที่มีศักยภาพแห่งหนึ่ง  แต่มีปัจจัยที่ต้องระวัง เพราะเป็นประเทศที่มีการขยายตัวสูง แต่ขาดเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ  และเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในการขยายตัวของเศรษฐกิจเหมือนกับประเทศไทย ซึ่งในอนาคตอาจมีปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจ    ส่วนเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้า  ส่วนใหญ่เป็นเงินร้อนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นมากกว่าลงทุนโดยตรง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน 

สำหรับการลงทุนในพม่า นายธันวา  มหิทธิวาณิชชา  กรรมการผู้จัดการ บริษัทวี-เวนทิส จำกัด   ได้ “เจาะลึกกฎหมายลงทุนในประเทศพม่า”  โดยระบุว่า  การปรับปรุงกฎหมายของพม่าล่าสุดที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือ Foreign  Investment Law  เป็นกฎหมายที่กำหนดว่า  นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในธุรกิจใดได้บ้าง  ขณะเดียวกันก็ระบุเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล  ทำให้มีความชัดเจนในการเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติ

โดยเนื้อหาของกฎหมายจะเน้นเกี่ยวกับการถือหุ้น และการจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ จะมีขั้นตอนอย่างไร  เงินทุนในการจดทะเบียนต้องชำระอย่างไร  ด้านแรงงานระบุเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างแรงงานพม่าในบริษัทต่างๆ ต้องมีสัดส่วนเท่าใดของแรงงานในบริษัทนั้น  นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังระบุถึงขั้นตอนการโอนเงินออกนอกประเทศ  และภาษีที่ต้องชำระให้กับรัฐบาล  เป็นต้น  

นายทักษ์  ศรีรัตโนภาส  ผู้อำนวยการร่วมทุนและการค้าระหว่างประเทศ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวในการบรรยาย “ผ่าธุรกิจการเกษตรและระบบการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศลาว” ว่า  การจะไปลงทุนในลาว สิ่งแรกที่เราควรเปลี่ยนทัศนคติใหม่ คือ คำเรียกชื่อประเทศของเขา ไม่ควรเรียกเขาว่าประเทศลาว แต่ควรเรียกเขาว่า “สปป.ลาว” ซึ่งภาษาของเขากับภาษาของเรามีความใกล้เคียงกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่า เขาพูดภาษาเดียวกับเรา และเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้อง

และสิ่งสำคัญการที่เราจะไปลงทุนใน สปป.ลาว รวมถึงประเทศอื่นๆ ให้ประสบความสำเร็จ มี 4 ประการที่เราจะต้องทำให้ได้ คือ 1.จะต้องเข้าใจถึงภาษาและวัฒนธรรมของเขาและเข้าถึงชุมชนของเขาให้ได้ 2.ต้องหาจุดแข็งหรือจุดเด่นของเราให้เจอ เพราะถ้าเรายังหาจุดแข็งของเราไม่เจอ การจะไปลงทุนในต่างประเทศจะเป็นเรื่องยาก

3. ต้องรักษาความสมดุลของทั้งผู้ลงทุน พนักงาน ลูกค้า ชุมชน และรัฐบาล โดยเราต้องคำนึงถึงว่าลูกค้าต้องได้สินค้าที่ใช่ โปรดักต์ต้องได้มาตรฐาน พนักงานต้องได้ค่าตอบแทนที่สมควร บริษัทต้องมีกำไรตอบแทนนักลงทุน ชุมชนก็ต้องได้รับการเอาใจใส่แบ่งปัน รัฐบาลก็ต้องได้รับภาษีจากการทำธุรกิจของรา
  

4.องค์กรที่จะไปลงทุนในต่างประเทศหรือไปตั้งสำนักงานที่ต่างประเทศ สิ่งสำคัญ เราจะต้องพัฒนาองค์กรเขาให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเราไปคุม โดยการบริหารงานต้องอยู่บนความเชื่อที่ว่า “ไม่มีการหยุดพัฒนา และคนจะต้องพัฒนาองค์กร”

นายทักษ์กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ สปป.ลาว วางแผนในการพัฒนาประเทศของเขา คือ เขามองว่าเขาเป็นแบตเตอรี่ของอาเซียน เป็นตัวที่คอยชาร์ตไฟให้กับอาเซียน ซึ่งเขาพยายามจะพัฒนาประเทศเขาให้เป็น แบบสวิสเซอร์แลนด์ โดย สปป.ลาว พยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาธรรมชาติ เพื่อเขาจะได้มีน้ำมาปั่นไฟ และเขาก็จะขายไฟ เขาวางแผนไว้ว่า เมื่อหมดระยะเวลาที่ให้สัมปทาน เขาจะมีรายได้จากการขายไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรสูงขึ้น และสูงกว่าเรา

“เท่าที่บริษัทผมเข้าไปลงทุนในลาวมาแล้ว ผมเห็นว่าศักยภาพของลาวมีมาก ถ้าเขาบริหารจัดการดี เขาจะเป็นแบบสวิสเซอร์แลนด์ได้ แต่การเข้าไปทำธุรกิจในลาว สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือน คือ ต้องเคารพภาษาและวัฒนธรรมของเขา ต้องเข้าถึงชุมชนและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนของเขาได้อย่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน และต้องมีจรรยาบรรณ รวมถึงต้องมองธุรกิจในระยะยาว มองการพัฒนาธุรกิจจากธุรกิจที่ทำอยู่ให้ขยายต่อยอดออกไป  จากสินค้าที่ผลิตอยู่ในปัจจุบันไปสู่สินค้าโปรดักต์อื่นๆ ที่มีรากฐานมาจากการใช้วัตถุดิบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องกล่าวเตือนในการเข้าไปลงทุนทำอุตสหกรรมใน สปป.ลาว  คือ เรื่องแรงงาน เพราะแรงงานเขามีไม่เยอะ เขาเป็นประเทศที่มีผู้ใช้แรงงานเพียงแค่ 7 ล้านคน ฉะนั้นหากผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปลงทุนทำอุตสาหกรรมในลาวและต้องใช้แรงงานเยอะ  อาจมีปัญหาเรื่องแรงงานที่มีไม่เพียงพอ


LastUpdate 13/12/2555 23:08:41 โดย : Admin
23-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 23, 2019, 1:34 pm