การตลาด
สกู๊๋ป "เป๊ปซี่" เร่งเพิ่มกำลังผลิต ย้ำผู้นำน้ำอัดลม-ขนมขบเคี้ยว


 

 
               
หลังจากบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า(ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ออกมาประกาศแผนลงทุนระยะยาวเป็นระยะเวลา 3  ปี นับตั้งแต่ปี  2555-2558 ด้วยเม็ดเงินการลงทุนสูงถึง 18,400 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม ซึ่งปัจจุบันได้เดินเครื่องผลิตสินค้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจากผลตอบรับที่ดี ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงครองอันดับตลาดที่มียอดขายเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้จากผลการตอบรับที่ดีและมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น ทำใ ห้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯ ตัดสินใจเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเต็มสูบ ทั้งในส่วนที่ได้เพิ่มไลน์การผลิตของโรงงานเครื่องดื่มภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง และการตั้งโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา ซึ่งขณะนี้โรงงานแห่งดังกล่าวได้รับอนุมัติการประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา 

 
 
 
นายสุรเกียรติ์  เสถียรไทย ประธาน บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำนวนมาก และจากการขยายตัวของจำนวนประชากรที่กระจายไปตามตามหัวเมืองใหญ่มากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนเมืองขยายตัวและเกิดการบริโภคมากขึ้น 

นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ส่งผลเริ่มมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันในด้านของแรงงานยังเริ่มมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดประเทศไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากความต้องการในสินค้าอุปโภคบริโภคมีมากขึ้น เห็นได้จากการขยายตัวของภาคธุรกิจค้าปลีก

ด้วยเหตุนี้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า จึงเร่งเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในด้านการผลิตทั้งในส่วนเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว รวมไปถึงการผลักดันกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจขององค์กร ที่เรียกว่า “Power of One” ให้ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือและประสานพลังความแข็งแกร่งของทั้งสองธุรกิจในด้านต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น การสร้างแบรนด์ การจัดจำหน่ายและการทำการตลาดร่วมกัน รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองรสนิยมของคนไทยมากขึ้น 

พร้อมกันนี้  บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ยังเดินหน้าสานต่อการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน ด้วยการร่วมกับเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นขยายพื้นที่เพาะปลูกและรับซื้อมันฝรั่ง พร้อมกับสนับสนุนให้เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพของมันฝรั่งในประเทศด้วย 
 

 
 
ด้าน นายจา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากกำลังการผลิต 5 ไลน์แรก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มไลน์การผลิตอีก 3 ไลน์ โดย 2 ไลน์แรกที่เพิ่มเข้ามานั้นได้เริ่มผลิตตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแผนที่วางไว้  ส่วนไลน์สุดท้าย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2557 ซึ่งการเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ทั้ง 3 ไลน์ จะเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดของกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มได้ถึง 81% 

นอกจากในด้านการผลิตแล้ว บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ยังมีแผนที่จะกระจายสินค้าจากโรงงานไปยังช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยการมอบหมายให้บริษัท ดีเอชแอล เป็นบริษัทตัวแทนกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่นทั้งหมด และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดจำหน่ายสินค้า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ได้มีการเพิ่มการลงทุนในด้านเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการขายและการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น อุปกรณ์สนับสนุนการขายแบบพกพา (Handheld Device) อุปกรณ์ GPS บอกพิกัดร้านค้า  ระบบการประชุมทางไกล  และจอดิจิตอลแสดงผลข้อมูลการปฏิบัติงานแบบวันต่อวัน รวมถึงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะให้กับพนักงาน เพื่อให้การบริการและการจัดส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายของบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีการเติบโตสูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายที่บริษัทมุ่งเน้นปัจจัยพื้นฐาน เสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทั้งด้านการผลิต, การขาย, การจัดจำหน่าย, การกระจายสินค้า การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ประกอบกับการออกบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่สะดุดตามากขึ้น

 
 
 
นายจา-กรูท กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องดื่มเป๊ปซี่ของบริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 40% ในตลาดน้ำดำที่จำหน่ายผ่านช่องทางห้างค้าโมเดิร์นเทรด ขณะเดียวกันด้านการรับรู้ของแบรนด์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากผู้บริโภคชาวไทยยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์เป๊ปซี่ และเลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าในบรรจุภัณท์ทั้งในส่วนของขวดพลาสติกและกระป๋อง ซึ่งมีการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 71.9%

ส่วนช่องทางการทำตลาดผ่านร้านค้าทั่วไป หรือ เทรดดิชั่นนอลเทรด นั้น  นายจา-กรูท กล่าวว่า บริษัทยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดในช่องทางเทรดดิชันนอลเทรดเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเราสามารถเจาะกลุ่มร้านค้าและร้านอาหารได้ถึง 120,000 ร้านค้า  และยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์ ‘Viral Coverage Expansion’

นอกจากนี้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ยังได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำหลายรายในการเป็นพันธมิตร เพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มผ่านตู้กด เช่น เคเอฟซี, พิซซ่าฮัท, เดอะพิซซ่า คอมปะนี, เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, ศูนย์การค้าซีคอน, เชสเตอร์กริลล์ รวมถึง ซานโตรินี พาร์ค และขณะนี้กำลังเจรจากับพันธมิตรอีกหลายราย เพื่อเพิ่มจำนวนพันธมิตรในอนาคต

สำหรับแผนการทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของเครื่องดื่มเป๊ปซี่  บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ได้เตรียมใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ในการทำตลาดภายใต้แคมเปญ “PEPSI LIVE FOR NOW WITH MANCHESTER UNITED” ผ่านการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรต่อเนื่องกับสุดยอดสโมสรฟุตบอล “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”  และเพื่อเป็นการต่อยอดจากแนวคิด “LIVE FOR NOW - นาทีนี้ เต็มที่เลย”  ล่าสุด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า จึงได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่จะเผยแพร่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า กัมพูชา ลาว และบรูไน

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา ‘เป๊ปซี่’ ได้สร้างสรรค์ปรากฎการณ์ใหม่ๆ เช่น การเปิดตัวเป๊ปซี่กระป๋องสลิมลวดลาย ‘บียอนเซ่’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำเทรนด์  เช่นเดียวกับการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรระดับอาเซียนกับสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านสปอร์ตมาร์เกตติ้ง  

 
 
 
ด้านการทำธุรกิจขนมขบเคี้ยว นางสาว มุกดา ไพรัชเวทย์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหารและขนมขบเคี้ยว บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่เข้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในด้านขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยมากว่า 10 ปี  โดยเฉพาะตลาดมันฝรั่งทอดกรอบและตลาดขนมขึ้นรูป และจากแผนการลงทุนขยายกำลังขนมขบเคี้ยงระยะยาว 3  นับจากปี  2555-2557  บริษัทได้ทำการก่อสร้างโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวแห่งที่ 2  บนพื้นที่ 50 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา ด้วยมูลค่าการลงทุน 2,387 ล้านบาท ซึ่งหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2557 จะส่งผลให้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า มีกำลังการผลิตขนมขบเคี้ยวสูงถึง 22,000 ตันต่อปี 

หลังจากออกมาเปิดแผนรุกขยายธุรกิจทั้งในด้านของกำลังการผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยในปี 2557 บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า น่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง และกลับมาผงาดอย่างเต็มกำลังอีกครั้งทั้งในตลาดเครื่องดื่มอัดลม  และตลาดขมขบเคี้ยว       

LastUpdate 08/09/2556 06:54:18 โดย : Admin
02-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 2, 2020, 3:53 pm