การตลาด
สกู๊ป 'มาลี' เดินเกมบุก 'เวียดนาม' ดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 60% ใน 3 ปี


ยังคงเดินหน้าเปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)  หลังพบยอดขายในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 2 หลัก  ขณะที่ประเทศไทยปี 2560 ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดน้ำผลไม้มีอัตราการขยายตัวติดลบสูงถึง 8%  ส่งผลให้ตลาดน้ำผลไม้ระดับพรีเมียมที่แบรนด์ มาลี ทำตลาดอยู่ขยายตัวติดลบไปด้วยที่ประมาณ 7%  ทำให้ตลาดรวมน้ำผลไม้ในปี 2560 ที่ผ่านมามีมูลค่าเหลือเพียง 12,500 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ  14,000 ล้านบาท  

 

 

 

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว  ส่งผลให้ มาลี ต้องออกมาทบทวนแผนการทำตลาด  ด้วยการมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป  จากเดิมจะเน้นการทำตลาดในประเทศเป็นหลัก  เพื่อหารายได้จากตลาดต่างประเทศมาชดเชยตลาดในประเทศที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้

 

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว มาลี ได้เริ่มให้ความสำคัญมาตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น เห็นได้จากการขยายตลาดส่งออกเป็น 30 ประเทศ ในปี 2560 ที่ผ่านมา  และมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศฟิลิปปินส์กับบริษัท มอนเด นิชชิน คอร์ปอเรชั่น และการร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศอินโดนีเซียกับบริษัท พีที คีโน่ อินโดนีเซีย  เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในต่างประเทศ

 

 

 

 

และล่าสุด มาลี  ได้เข้าซื้อบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มในประเทศเวียดนาม เพื่อเสริมฐานการผลิตเครื่องดื่มสำหรับตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การร่วมทุนดังกล่าวถือเป็นการทำกลยุทธ์แบบสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค ด้วยการนำเอาจุดแข็งของพันธมิตรในแต่ละประเทศมาเสริมแกร่งซึ่งกันและกัน  

 

 

  

นายโอภาส โลพันธ์ศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  การเข้าซื้อกิจการบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มในเวียดนามด้วยสัดส่วน 65% หรือคิดเป็นมูลค่า 330 ล้านบาท ในครั้งนี้  ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเครื่องดื่มของบริษัท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางจนถึงระดับทั่วไปในภูมิภาคอาเซียน   เนื่องจากบริษัท ลอง ควน เซฟ ฟู้ด มีความแข็งแกร่งในด้านดังกล่าว จึงน่าจะช่วยเติมเต็มให้กับธุรกิจของบริษัทได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากแผนการตลาดดังกล่าว  ถือเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการรุกตลาดระหว่างประเทศของบริษัท เพื่อขึ้นแท่นสู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพระดับโลกในปี 2564 

 

นอกจากจะมีความแข็งแกร่งในด้านของผู้ลิตเครื่องดื่มระดับบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด ยังมีศักยภาพแข็งแกร่งในการที่จะมาเติมเต็มธุรกิจใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 

 

1.ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เนื่องจากก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี จนผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคชาวเวียดนาม 2. มีสายการผลิตครบวงจร ด้วยกำลังการผลิต 300 ล้านลิตรต่อปี  มีคุณภาพการผลิตสูงและสามารถบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้หลากหลายชนิดและรูปแบบ ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม เครื่องดื่มอัดแก๊ส ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเจลลี่ในรูปแบบกระป๋อง ขวดพลาสติก ถ้วยพลาสติกและขวดแก้ว  ซึ่งจะทำให้ มาลี  มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 630 ล้านลิตรต่อปี 

ด้านที่  3. ความได้เปรียบในเรื่องการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจาะตลาดในวงกว้างในประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคอาเซียน  

 

และ 4. มีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมในประเทศเวียดนาม  ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งและการกระจายสินค้าเข้าถึงทุกภาค โดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศเวียดนาม

 

นายโอภาส  กล่าวต่อว่า  จากการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างประเทศกว่า 3 ปีที่ผ่านมา เป็นการเข้าถึงการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มอย่างมีศักยภาพในระดับภูมิภาค และสำหรับตลาดประเทศเกิดใหม่ในอาเซียนที่บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นที่ไม่ได้มีแค่ความเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งครอบคลุมตลาดหลักที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

 

หลังจากเข้าซื้อกิจการของบริษัท ลอง ควน เซฟ ฟู้ด ดังกล่าว  ในอนาคต มาลี  มีแผนที่จะนำสินค้าที่บริษัท ลอง ควน เซฟ ฟู้ด ผลิตและทำตลาดในเวียดนามเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย  เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับกลางและระดับล่าง  ขณะเดียวกัน มาลี ก็มีแผนที่จะนำน้ำผลไม้มาลี  ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนเข้าไปทำตลาดเช่นกัน  เพื่ออุดช่องว่างโอกาสทางการตลาด

 

 

นายโอกาส กล่าวอีกว่า  ในอีก 3 ปีนับจากนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศปรับเพิ่มเป็น 60% ได้อย่างแน่นอน  จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 40% จากรายได้รวมในปี 2560 ที่คาดว่าจะปิดตัวเลขรายได้อยู่ที่ประมาณ  6,500-7,000 ล้านบาท  เนื่องจากนับจากนี้ไปรายได้จากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก  การร่วมทุน  หรือการเข้าซื้อกิจการที่บริษัทเข้าไปลงทุนจะเริ่มส่งผลทางรายได้ให้กับบริษัทให้มีรายได้จากต่างประเทศเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 30%  สูงกว่าที่ผ่านมา ซึ่งจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยที่ปีละประมาณ 20%

 

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดธุรกิจของ มาลี  ให้ก้าวสู่รายได้ 10,000 ล้านบาท ในปี 2562  ซึ่งช้ากว่าแผนการดำเนินงานเดิมเล็กน้อยที่คาดว่าจะถึงเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท ในปี 2561 นี้ เนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมาประเทศไทยยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายน้ำผลไม้ชะลอตัวตามไปด้วย


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 26 ม.ค. 2561 เวลา : 13:57:42

24-05-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555