การศึกษา-สิ่งแวดล้อม-สาธารณสุข
กรมสุขภาพจิต แนะวิธีคลายปัญหา 'เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน' พ่อแม่มือใหม่ ไม่ควร 'ดุ ข่มขู่ ตี' ไม่นั่งเฝ้าลูก


กรมสุขภาพจิต แนะพ่อแม่มือใหม่ให้ความสำคัญลูกเล็กเข้าโรงเรียนอนุบาลครั้งแรกซึ่งคาดว่ามีราว 7 แสนคนทั่วประเทศ ชี้เป็นพัฒนาการช่วงสำคัญของเด็กในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่นอกบ้าน  และเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับวิธีเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นของพ่อแม่  หากเด็กไม่ยอมไปโรงเรียนให้ใช้ 8 วิธีแก้ไข ไม่ควรใช้วิธีลงโทษเช่นดุ  ข่มขู่ หรือตีเด็ก ไม่ควรนั่งเฝ้าลูกที่โรงเรียน พร้อมแนะ 4 อาการที่ควรปรึกษาแพทย์หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อหาต้นเหตุ

 

 

นายแพทย์สมัย  ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า เดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม  ปัญหาสำคัญของพ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่มือใหม่ในการพาลูกเข้าโรงเรียนมี 2 ประเภท ประเภทแรกที่พบบ่อยคือเด็กไม่ยอมไปโรงเรียนโดยเฉพาะเด็กอนุบาลที่มีประมาณ  700,000 คนทั่วประเทศ ที่พึ่งจะเริ่มไปโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต   และประเภทที่ 2 อาจพบในเด็กวัยประถมศึกษาตอนต้นเช่นกัน เนื่องจากปิดเทอมมานานและเคยนอนตื่นสายจนชิน   ซึ่งปัญหาการไม่อยากไปโรงเรียนแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน   ในเด็กวัยอนุบาลเป็นเรื่องของการแยกจากพ่อแม่   บางคนร้องไห้อยู่ 1-2 วันแรกก็หยุด บางคนอาจร้อง 1-2 สัปดาห์ บางคนร้อง 1-2 เดือนขึ้นกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กแต่ละคน การปรับตัว วิธีเลี้ยงดูและท่าทีของพ่อแม่   นอกจากนี้บางคนอาจมีพฤติกรรมถดถอย เช่น ดูดนิ้ว กัดเล็บ งอแง นอนไม่หลับ ปัสสาวะรดที่นอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ หากพ่อแม่ให้ความเข้าใจ และช่วยประคับประคอง ลูกก็จะผ่านช่วงนี้ไปได้

 การเตรียมลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลมีความสำคัญมาก  เนื่องจากเป็นพัฒนาการของเด็กที่ต้องแยกจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ออกจากสังคมในครอบครัว  เพื่อไปเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมใหม่ที่โรงเรียนซึ่งจะมีอิทธิพลต่อเด็กมาก เด็กจะได้เรียนรู้ทางวิชาการ ฝึกการเขียนอ่าน ได้เล่น ฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม    และเป็นพัฒนาการของพ่อแม่เองด้วย เป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ว่าลูกเป็นอีกปัจเจกบุคคลหนึ่ง ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ    พ่อแม่จึงต้องให้ความสำคัญ”  นายแพทย์สมัยกล่าว

หากมีปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียน มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติ 8 ประการดังนี้  1. ไม่ตามใจเด็ก ให้พูดด้วยเหตุผลถึงประโยชน์ของการไปโรงเรียนและยืนยันว่าลูกต้องไปโรงเรียนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ต้องไม่ข่มขู่ บังคับลูก ดุหรือตีลูก  2. ในระยะแรกอาจต้องไปส่งลูกด้วยตัวเองทุกวัน  เพื่อให้ลูกมั่นใจ ลดความกังวลต่อการแยกจาก  3. กอดลูกทุกเช้าก่อนเดินทางไปโรงเรียนหรือก่อนแยกกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูก  ให้เด็กเรียนรู้ว่าการแยกกันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เด็กจะมีการเติบโตทางจิตใจมากขึ้น   4. ควรไปรับลูกให้ตรงเวลาหลังเลิกเรียน  ไม่ควรทิ้งให้ลูกรอนานๆ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกเป็นกังวลได้   5. ชวนลูกพูดคุยถึงเพื่อนและครูที่โรงเรียน เพื่อให้ลูกได้เล่าสิ่งที่พบเจอมาในแต่ละวันให้พ่อแม่ฟัง 6.สอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง เพราะเวลาไปโรงเรียนลูกต้องทำอะไรด้วยตัวเอง จะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกหรือด้อยกว่าเพื่อน 7.ไม่ควรอยู่เฝ้าลูกที่โรงเรียน เนื่องจากจะส่งผลให้เด็กปรับตัวกับคนอื่นได้ช้า  คอยพะวงมองหาพ่อแม่ที่นั่งเฝ้าอยู่  และ 8. พยายามลดความตึงเครียดของการไปโรงเรียนให้มากที่สุด เช่นเตรียมอุปกรณ์การเรียน ขุดนักเรียนไว้ให้พร้อมล่วงหน้า  เพื่อที่จะไม่ต้องเร่งรีบในตอนเช้า  จะช่วยลดความเครียดทั้งกับลูกและพ่อแม่ได้ดี

ทางด้านแพทย์หญิงกุสุมาวดี คำเกลี้ยง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ .ขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหาและพฤติกรรมไม่อยากไปโรงเรียนของเด็กจะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะหายไปไม่เกิน 1 เดือน  แต่หากพบปัญหา 4 ประการดังต่อไปนี้ คือ 1. ลูกมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง เช่นเริ่มก้าวร้าว ขว้างของ ทำร้ายหรือทุบตีพ่อแม่ 2. ลูกมีอารมณ์ซึมเศร้าต่อเนื่อง เช่น ดูไม่มีความสุข เก็บตัว ร้องไห้บ่อยๆ 3.มีอาการทางกาย บ่อยๆ เช่นปวดหัว ปวดท้อง เป็นต่อเนื่องกันนานหลายเดือนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น  และ 4. คุณพ่อคุณแม่เกิดความเครียดมาก ควบคุมลูกไม่ได้เลย อาจต้องยอมให้ลูกหยุดโรงเรียนมาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์แล้ว แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ หรือที่สายด่วนสุขภาพจิต1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง   เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขได้อย่างตรงจุด เพราะยิ่งปล่อยไว้นานวัน ปัญหาก็จะยิ่งแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 15 พ.ค. 2561 เวลา : 12:22:38

21-07-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555