การตลาด
สกู๊ป เด็กไทยยังเกิดน้อย"นันยาง"ส่งซัพแบรนด์ดัมพ์ราคาชิงแชร์เพิ่ม


จากแนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี2562นี้คาดว่าสัดส่วนของจำนวนเด็กไทยจะเหลืออยู่ที่ 20% ลดลงจากปี2561ที่่มีสัดส่วน 24.5% ลดลงจากปี 2560 ที่มีสัดส่วนประมาณ 24.9% และลดลงจากปี 2559 ที่มีสัดส่วนประมาณ 27.4% ทำให้กลุ่มสินค้าสำหรับเด็กต้องปรับกลยุทธ์ในการแข่งขัน เนื่องจากนับวันการแข่งขันของกลุ่มสินค้าสำหรับเด็กจะเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะกลุ่มเป้าหมายอยู่ในวงจำกัด เช่นเดียวกับตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนที่นับวันการแข่งขันจะยิ่งมีความรุนแรง


 
 
 
 
อย่างไรก็ดีแม้ว่าภาพรวมตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนสำหรับเด็กจะมีการแข่งขันที่รุนแรงแต่ภาพรวมตลาดก็ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว โดยปัจจุบันตลาดรวมรองเท้านักเรียนมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน 60% ตลาดรองเท้าหนังสำหรับเด็กนักเรียนหญิง 35% และตลาดรองเท้าอื่นๆอีกประมาณ 5% ซึ่งในส่วนของแบรนด์นันยาง ปัจจุบันยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 43% และเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน ล่าสุดได้ออกมาเปิดกลยุทธ์ทำการตลาด เพื่อรองรับหน้าขายในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ เพราะเป็นช่วงก่อนเปิดเทอมใหม่และเป็นช่วงที่สร้างยอดขายได้สูงคิดเป็นอัตราส่วน 70-80%ของยอดขายทั้งปี โดยกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในครั้งนี้ คือการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ชื่อ SUPER STAR (ซุปเปอร์สตาร์) เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดระดับล่าง เนื่องจากสินค้าแบรนด์นี้จะเป็นสินค้าราคาประหยัด คุณภาพดี ราคาเริ่มต้นที่ 249 บาท ถูกกว่าแบรนด์นันยางทั่วไปที่ขายในระดับราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท

นายจักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่าการเปิดตัวแบรนด์ซุปเปอร์สตาร์เข้ามาทำตลาดในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพราะจากการศึกษาวิจัยตลาดพบว่า ยังมีช่องว่างในตลาดกลุ่มนี้แม้ว่าปัจจุบันจะมีการแข่งขันสูง แต่ยังไม่มีแบรนด์ผู้นำตลาดที่โดดเด่นบริษัทจึงเล็งเห็นช่องว่างในการเข้ามาทำตลาดดังกล่าว

นอกจากจะมีจุดเด่นในด้านของราคาที่ดึงดูดใจลูกค้าแล้วในด้านของกรรมวิธีผลิตก็มีความโดดเด่นอีกเช่นกัน เนื่องจากนันยางได้ใช้หลักการ Zero-Waste หรือการนำยางพารา100% ที่เหลือจากกระบวนการผลิตรองเท้านันยางนำมา Reprocess ทำให้ได้วัตถุดิบ (ส่วนพื้น) มีคุณภาพที่ดี และช่วยลดการสร้างขยะออกจากโรงงาน โดยในปีนี้ตั้งเป้าการผลิตสินค้าแบรนด์ดังกล่าวอยู่ที่ 50,000 คู่ต่อปี

สำหรับช่องทางการจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนักเรียนภายใต้แบรนด์ซุปเปอร์สตาร์นั้น นันยางจะเน้นช่องทางเทรนด์ดิชั่นนอลเทรนด์หรือร้านค้าทั่วไปที่มีอยู่กว่า 4,000 แห่ง เนื่องจากแบรนด์ ซุปเปอร์สตาร์จะไม่มีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเหมือนกับรองเท้านันยางรุ่นอื่นๆ เพราะรุ่นนี้เน้นทำตลาดในด้านของราคาขายเป็นหลัก

ส่วนแผนการทำตลาดนันยางรุ่นอื่นๆจะเน้นไปที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์และทำกิจกรรมทางการตลาดเป็นหลัก ด้วยการสร้าง Platform สื่อสารการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อสร้าง Brand loyalty ให้กับแบรนด์นันยาง โดยในส่วนของปีนี้จะเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มนักเรียน “เด็กกลางห้อง” ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นและยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ผ่านแคมเปญ 

“คนกลางๆอย่างฉัน” ด้วยการนำภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ทำตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter จากเดิมจะเน้นทำการตลาดไปที่ Facebook , Instagram และ YouTube นอกจากนี้ยังจะทำการแนะนำรองเท้านันยางรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรม NANYANG U Challenge ที่จะท้าคนไทยทั้งประเทศให้สร้างสรรค์และออกแบบรองเท้านันยาง Limited Edition ในแบบตัวเองที่ไม่เหมือนใครในการเปิดเทอมใหม่ สำหรับ Nanyang Zafari ที่ได้เปิดตัวสินค้าเข้าทำตลาดไปก่อนหน้านี้ และจากผลการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับนันยางรุ่นดังกล่าว

 
 
 
ด้านนายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า จากผลการตอบรับเป็นอย่างดีของการเปิดตัว Nanyang Zafari เข้าทำตลาด ล่าสุดบริษัทได้มีการปรับโฉมสินค้ารุ่นดังกล่าวให้ดูสากลมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวโฆษณาตัวใหม่เข้ามาช่วยในการทำตลาด ด้วยการชูจุดเด่นของของเท้ารุ่นนี้ที่เป็นรองเท้าดีไซน์ยุค 60 เพื่อสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจากแผนการดำเนินงานดังกล่าวบริษัทได้เตรียมงบการตลาดไว้ที่ประมาณ 60 ล้านบาท

ปัจจุบันรองเท้านันยางกระจายสินค้าเข้าทำตลาดผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายค่อนข้างครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยขณะนี้มีการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายผ่านช่องทางเทรดดิชั่นนอลเทรดคิดเป็นสัดส่วน 75% โมเดิร์นเทรด 20% และออนไลน์ 5% ซึ่งช่องทางออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่มีอัตราการเติบโตอย่างมาก ดังนั้นนันยางจึงจะมุ่งขยายช่องทางขายผ่านออนไลน์ในรูปแบบของมาร์เก็ตเพลสมากขึ้น เช่น Shopee, Lazada และ e-Trailers รวมไปถึง Social commerce ร้านค้าที่มีหน้าร้านบน facebook และ IG เป็นต้น

 
 
 
จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวนันยางคาดว่าสิ้นปี 2562 นี้จะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% ใกล้เคียงกับปี 2561 ที่ได้วางเป้าหมายเติบโตไว้ที่ 7% แต่สามารถทำยอดขายให้เติบโตสูงกว่าเป้าอยู่ที่ประมาณ 10% ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี และเติบโตสวนกระแสภาพรวมตลาดรองเท้าผ้าใบที่อยู่ในภาวะทรงตัว ซึ่งจากอัตราการเติบโตที่ดีดังกล่าว 

นันยางคาดว่าสิ้นปี 2562 นี้ น่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อีกประมาณ 0.5% จากเดิมมีอยู่ที่ 43% เพิ่มเป็น 43.5% ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนต่อเนื่องได้อีก 1 ปี ซึ่งจากกลยุทธ์และเป้าหมายดังกล่าว เชื่อว่าคู่แข่งในตลาดต้องออกมาตอบโต้ผู้นำตลาด เพื่อป้องกันส่วนแบ่งการตลาดที่นันยางจะมาชิงไปอย่างแน่นอน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 27 เม.ย. 2562 เวลา : 16:07:21

24-08-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555