เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ทีเอ็มบีมองเศรษฐกิจไทยปี 61 เติบโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนด้วยทุกองค์ประกอบเศรษฐกิจ


นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics  เผยเศรษฐกิจไทยปี 61  มีแนวโน้มขยายตัว 4.2% สูงกว่าประมาณการเดิม จากแรงส่งของทุกองค์ประกอบเศรษฐกิจที่มีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ คาดว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง สินเชื่อและเงินฝากเติบโตดี ขณะที่ NPL ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 60  และมีแนวโน้มการก่อตัวของ NPL ใหม่จะลดลงในปี 61 


 

 

 

 “TMB Analytics ปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 4.0% จากเดิมคาดการณ์ที่ 3.5%” ปัจจัยผลักดันมาจากมูลค่าส่งออกสินค้าที่เติบโตเร่งขึ้นมากกว่าคาดในไตรมาสสุดท้าย ทำให้ทั้งปีคาดขยายตัวได้ถึง 10.3% ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยวที่เติบโตดี และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยชดเชยเม็ดเงินการลงทุนภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายต่ำกว่าประมาณการเดิม และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงเปราะบาง

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 61 ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 4.2% สูงขึ้นจากมุมมองเดิมที่ 3.8% สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้นและปัจจัยหนุนจากแรงส่งที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจไทยในปีก่อนหน้า  ในส่วนของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวหนุนปริมาณการค้าโลกให้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดความต้องการสินค้าโลกจะเติบโต 4% เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยให้ขยายตัวได้ 4.8% แม้เป็นอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อนหน้าซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานสูง แต่โดยเฉลี่ยมูลค่าส่งออกจะอยู่ที่เดือนละไม่ต่ำกว่า 20.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งเป็นระดับสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นการเติบโตในทุกตลาดและสินค้าหลักสำคัญ แม้กระทั่งตลาดจีนที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ร้อนแรง แต่ก็คาดว่าการส่งออกไปจีนจะเติบโต 8% ซึ่งเป็นผลจากความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลและการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งความต้องการยางพาราเพื่อใช้ผลิตยางรถยนต์

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก นำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่ผ่อนคลายลดลง สภาพคล่องทางการเงินเดิมที่มีอยู่มากจากการอัดฉีดเงินหรือการทำ QE ของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มลดลง ตามมาด้วยการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯอีกในปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้น 3 ครั้งแต่ยังคงเห็นแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาค สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจในภูมิภาคที่แข็งแกร่งรวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ คาดแตะระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงสิ้นปีจาก 32.5 สิ้นปี 60

 

 


 

 

ในส่วนของ เครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศ มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น จากหลายปัจจัยสนับสนุนทั้งการส่งออกที่สดใส เป็นผลให้มีการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น การลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 12% เมื่อพิจารณาจากงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่รวมแล้วแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท เป็นระดับที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง อาทิ มอเตอร์เวย์เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด  รถไฟทางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะเร่งการลงทุนด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น การขยายถนน ขยายช่องทางการจราจรและโครงข่ายถนนสายรองในพื้นที่ภาคตะวันออก นอกจากนี้ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็จะเห็นอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง  

การท่องเที่ยวเติบโตดีต่อเนื่อง คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 61 เพิ่มขึ้นเป็น 37 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 6.5% เป็นการเติบโตจากแทบทุกตลาดนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแง่ภาพรวมโครงสร้างรายได้จากภาคท่องเที่ยวในปี 59 พบว่า 2 ใน 3 มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่มาจากเอเชียตะวันออกและอาเซียน ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวต่อการปรับเปลี่ยนการเดินทางเป็นปัจจัยที่ต้องระวัง นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมท่องเที่ยวกระจุกอยู่ใน 4 จังหวัด  (กรุงเทพฯ ชลบุรี
สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต) ทำให้โครงสร้างรายได้ภาคการท่องเที่ยวไม่กระจายตัวมากนัก เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนให้ฟื้นตัวได้ช้า 

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มทรงตัว โดยขยายตัว 3.0% จากปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยังไม่เข้มแข็งทั้งรายได้นอกภาคเกษตรและรายได้ภาคเกษตร  หรืออีกนัยหนึ่งเศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่การส่งผ่านผลดีไปยังการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนยังไม่เข้มแข็งสะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคเกษตรซึ่งมีการจ้างงานคิดเป็น 70% ของการจ้างงานรวม ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน  ในส่วนของรายได้เกษตรกรพบว่าราคาสินค้าเกษตรโดยรวมถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ยกเว้นราคายางพาราที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ภาพรวมรายได้เกษตรกรในปี 61 ไม่ขยายตัว ฉุดกำลังซื้อและการบริโภคในภูมิภาค   

ในด้านตลาดการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะค่อยๆ ปรับตัวจาก 1.5% สู่ระดับ 2.0% ในปี 61 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องและแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้น 

 

ส่วนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในปี 61 มีแนวโน้มดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐสินเชื่อโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัว 5.3% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 5.7% จากยอดสินเชื่อในปี 60 ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 4% โดยการขยายตัวของสินเชื่อมาจากเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ นำโดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และภาคธุรกิจที่เริ่มมีการขยายกำลังการผลิต ส่วน SME และสินเชื่อรายย่อยยังคงทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภค ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อจะทยอยปรับตัวดีขึ้นจากการปลดล็อครถคันแรก แต่ยังมีปัจจัยลบจากรายได้ภาคเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ 

 ในด้านคุณภาพสินเชื่อ เรามองว่าสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มปรับลดลงในปี 61 โดย 82% ของมูลค่า NPL อยู่ที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ NPL จะลดลงตามการปรับดีขึ้นของเศรษฐกิจ โดยจะเห็นการก่อตัวของ NPL (NPL Formation) มีแนวโน้มลดลงเช่นกันในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้าที่ปรับดีขึ้นตามการลงทุนภาคเอกชน

ด้านเงินฝากมีแนวโน้มขยายตัว 5.5% ปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ 5.9% จากยอดเงินฝากปี 60 ที่คาดเติบโตเพียง 4.3% โดยเงินฝากที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปตามความต้องการสินเชื่อและทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 61   จากความต้องการสินเชื่อในปีนี้ที่เร่งขึ้น คาดว่าจะทำให้สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ตึงตัวขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี เมื่อมองสภาพคล่องโดยรวมของประเทศแล้ว เรายังมีสภาพคล่องเหลือกว่า 12 ล้านล้านบาทนายนริศ กล่าวสรุป


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ม.ค. 2561 เวลา : 16:56:28

18-06-2018
เบรกกิ้งนิวส์
1. ราคาน้ำมันดิบไลท์สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคมเคลื่อนไหวอยู่ที่ 63.91 ดอลลาร์/บาร์เรล

2. ทองคำขายวันนี้ เพิ่ม 50 บาท ทองแท่งบาทละ 19,850 ทองรูปพรรณบาทละ 20,350

3. บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด : รายงานภาวะ TFEX รายวัน ศุกร์ที่ผ่านมาราคาทองคำได้ปรับตัวลง (18/06/61)

4. เช้าวันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดที่ 1,694.24 จุด ลดลง -10.58 จุด หรือ -0.62%

5. บล.กรุงศรี : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน มีมุมมองเป็นลบ (18/06/61)

6. MTS Gold Research | บทวิเคราะห์ราคาทองคำ (ภาคเช้า) ราคาทองคำปรับลดลงอย่างรุนแรง

7. บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นผันผวน (18/06/61)

8. บล.ยูโอบีเคย์เฮียน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน สงครามการค้า ราคาน้ำมันดิบ กดดันภาพตลาดระยะสั้นลงทดสอบ 1685 จุด (18/06/61)

9. บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากความกังวลสงครามการค้าโลก (18/06/61)

10. บล.ไอร่า : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน คาดมีโอกาสปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศ (18/06/61)

11. บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน เก็งกำไรหุ้น Domestic (18/06/61)

12. บริษัท คลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด : รายงานภาวะ Gold Futures รายวัน ราคา Gold Spot เป็นขาขึ้น (18/06/61)

13. YLG รายงานภาวะตลาดทองคำแท่ง - Gold Futures ภาคเช้า ศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลงถึง 23.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (18/06/61)

14. อุตุฯ แจ้งไทย มีฝนเพิ่มขึ้น กทม.-ปริมณฑล มีฝน 60% เหนือ อีสาน ตะวันออก ใต้ตอนบน ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง

15. ค่าเงินบาทเปิดตลาด 32.62 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555