แบงก์-นอนแบงก์
Digital Banking ช่วยลดดอกเบี้ยและเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับ SMEs


เวลากู้เงินจากแบงก์ เราต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินกับแบงก์อยู่มาก โดยเฉพาะธุรกิจ ขนาดเล็กหรือลูกค้ารายย่อยมักถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งเนื่องจากแบงก์มีข้อมูลไม่ เพียงพอที่จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เห็นได้จากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPLs ของธุรกิจ SMEs อยู่ที่ร้อยละ 4.37 ในปี 2560 สูงกว่า NPLs ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ร้อยละ 1.75 สะท้อนต้นทุนความเสี่ยง จากการให้สินเชื่อ (Credit cost) ของแบงก์ที่สูงในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจ ขนาดเล็กที่มีสายป่านสั้นหรือมีโมเดลธุรกิจที่ไม่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ร้านค้า โชห่วยรูปแบบเดิมที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์หรือโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ 

 

 


 

สำหรับธุรกิจ SMEs ในภาพรวม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ของต้นทุนทั้งหมด1 ขณะที่ต้นทุน หลักมาจากต้นทุนสินค้า ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือการหาและรักษารายได้ให้มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมด และเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป แม้กระนั้นเราก็ยังอยากให้แบงก์คิดดอกเบี้ยถูกลงทั้งในเวลาที่มีความต้องการกู้เงินเพื่อใช้ในธุรกิจหรือเป็นสภาพ คล่องในการดำเนินชีวิต 

ในโลกยุคดิจิทัล การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทาง Mobile banking และ Internet banking จึงเป็น แนวทางที่สำคัญที่จะช่วยทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธุรกิจ SMEs ลดลงได้ โดยนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการ ดำเนินงานของแบงก์ในการจัดการเงินสด การบริหารสาขาและพนักงานแล้ว ยังจะช่วยทาให้แบงก์มีข้อมูลมาก เพียงพอในการพิจารณาให้สินเชื่อ (Information-based lending) โดยเฉพาะหากเราเป็นลูกหนี้ที่ดีที่ชำระหนี้ ให้กับแบงก์อยู่ทุกงวด เพราะแบงก์สามารถนำข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน การเดินบัญชี การโอนเงิน ตลอดจน การซื้อขายต่าง ไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและประเมินความเสี่ยงของลูกค้า สามารถแยกแยะ ลูกหนี้ที่ดีออกจากลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระคืนหนี้ ซึ่งก็จะทำให้แบงก์สามารถคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้ ได้ถูกลงโดยเฉพาะกับลูกหนี้ที่ดีที่สามารถชาระคืนหนี้อย่างสม่ำเสมอได้ อีกทั้งยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SMEs ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีเงินเดือนประจำหรือประชาชนที่ไม่มีหลักประกันในการขอกู้จากแบงก์ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากแบงก์จะมีข้อมูลมาประเมินรายได้ พฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ดีกว่ายุคที่ยัง มีการใช้เงินสดเป็นหลัก โดยแบงก์ไทยอาจใช้ข้อมูลที่ร้านค้า แท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซด์ ได้รับเงินจากลูกค้าผ่าน QR code เป็นหลักฐานในการประเมินรายได้เพื่อพิจารณาให้สินเชื่อกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าวซึ่งแต่เดิมขอสินเชื่อได้ ยากเพราะไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน (financial access) ดังที่ เกิดขึ้นในจีนจากการให้บริการทางการเงินของ Ant Financial บริษัทในเครือของ Alibaba ซึ่งมีจุดแข็งในการใช้ ประโยชน์จากข้อมูลการค้าและการชำระเงินออนไลน์มาใช้ประเมินพฤติกรรม และความสามารถในการชาระหนี้ ของลูกค้าเพื่อต่อยอดการให้บริการเงินกู้แก่ลูกค้ารายย่อยได้ด้วยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในระดับที่ต่ำมาก 

1 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของธุรกิจที่รายงานงบการเงินล่าสุดปี 2558 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 

นอกจากมิติของการให้สินเชื่อแล้ว แบงก์ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการออม และการลงทุน ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มมูลค่าทางการเงินให้กับลูกค้าแต่ละรายได้ดีขึ้น 

 

 

การประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลของแบงก์ไทย เกือบทุกแห่งตั้งแต่ ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นอกจากจะสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมไร้เงิน สดของภาครัฐเพื่อลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสร้างความโปร่งใสแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและลดปัญหา การเข้าไม่ถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs และประชาชนได้ด้วย แม้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของแบงก์อยู่บ้าง แต่ ก็ทำให้ธุรกิจแบงก์มีการปรับตัว แข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมต่าง ถูกลง อีกทั้ง ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM (Net Interest Margin) ของแบงก์ไทยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับกลาง เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาจลดลงมาใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค

 

 

โดยเฉพาะประชาชนอย่างเราในที่สุด และแม้ว่าปริมาณการใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) จะ เติบโตขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจาก Mobile banking และ Internet banking รวมถึงการโอนเงิน ผ่านระบบพร้อมเพย์ของประชาชนที่มีปริมาณธุรกรรมมากกว่า 170 ล้านรายการ ด้วยมูลค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 4,000 บาทต่อรายการ สะท้อนความนิยมในการใช้พร้อมเพย์ที่มากขึ้น แต่การใช้ e-Payment ของไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ เทียบกับต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะช่วยกันสนับสนุนการทาธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลกัน ให้แพร่หลายมากขึ้น 


บทความโดย : นางสาวนันทวัลลิ์ ถิรธนาพงศ์ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 


LastUpdate 15/05/2561 16:12:21 โดย : Admin

22-10-2018
เบรกกิ้งนิวส์
1. เงินบาทปิดตลาดวันนี้(22 ต.ค.)ที่ระดับ 32.77 บาท/ดอลล์ อ่อนค่าสวนทางภูมิภาค

2. เงินบาทปิดตลาด 32.77 บาท/ดอลล์ อ่อนค่าสวนทางภูมิภาค

3. ตลาดหุ้นไทยปิด ลบ 9.35 จุด ดัชนี 1,658.56 จุด

4. จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ รายงานภาวะ Gold Futures ภาคค่ำวันนี้ (19/10/61)

5. ค่าเงินบาทปิดตลาดแข็งค่าขึ้น 32.63 บาท/ดอลลาร์ คาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.55-32.70

6. ตลาดหุ้นไทยปิด ลบ 15.00 จุด ดัชนี 1,667.91 จุด

7. PTTOR-บางจากฯ ลดราคาน้ำมัน15-30 สต.พรุ่งนี้

8. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า ลบ 14.30 จุด ดัชนี 1,668.61 จุด

9. บล.ทิสโก้มองทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ : ไหลลงต่อ หุ้นโลกดิ่งแรง-ราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง-ดอลล์แข็ง

10. ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าที่ 32.67 บาท/ดอลลาร์ เหตุมีแรงซื้อดอลลาร์กลับ

11. MTS Gold แนะกลยุทธ์ลงทุนทองวันนี้ "ลงซื้อขึ้นขาย เน้นเล่นเก็งกำไรในกรอบ 1,220 - 1,235 เหรียญ"

12. จีทีเวลธ์ แนะนำนักลงทุนหาจังหวะเปิดสถานะ Long เมื่อราคาทองคำย่อตัวลงใกล้บริเวณแนวรับ1,215 - 1,220 USD

13. ตลาดหุ้นไทยเปิด ลบ 2.79 จุด ดัชนี 1,680.12 จุด

14. ไทยออยล์ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำวันศุกร์ที่ 19 ต.ค.61

15. ทองคำ เปิดตลาด ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 19,450 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555