The Best is yet to Come !! ปลาวาฬ - วรสิทธิ์ อิสสระ








“ผมไม่เก่ง แต่ผมโชคดี” “ผมคุยกับคุณพ่อเลยว่าการทำงานของผม บางเรื่องผมรอพ่อไม่ได้ ผมขอตัดสินใจเลย คือ ถ้าผมออกรบ ถ้าเกิดผมต้องฆ่า ผมก็ฆ่าตอนนั้นเลย เชือดต้องเชือดตรงนั้น ไม่ใช่ว่าต้องรอหัวหน้าก๊กสั่ง เพราะหัวหน้าไม่ได้เห็นสนามรบเหมือนเรา” นี่คือความเด็ดเดี่ยวของผู้ชายที่ชื่อ ปลาวาฬ – วรสิทธิ์ อิสสระ หนุ่มรุ่นใหม่ไฮเปอร์ที่หาตัวจับยากในวงการธุรกิจโรงแรม และล่าสุดกับการเปิดตัวเว็บไซต์ Gurawan แหล่งรวมสินค้าดีมีสไตล์แบรนด์ไทยภายใต้ธุรกิจใหม่ “สยามแบรนด์ส” 
 

เริ่มต้นจากวัยเรียน ที่ไม่ใช่แค่เรียน แต่เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย
    ผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง เรียนไฮสคูลที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 9-15 ปี พอเบื่ออังกฤษ ประมาณ ม.5–ม.6 ก็ย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา จนถึงเรียนมหาวิทยาลัย อยู่อเมริกาประมาณ 5 ปี ซึ่งช่วงนั้นก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ช่วงมหาวิทยาลัยเรียนน้อยมาก เพราะการที่อยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมัน structure มากๆ ทุกอย่างทำเป็นตารางทุกวัน พอต้องมาเรียนวันละแค่ 3 ชั่วโมงก็รู้สึกเบื่อ เริ่มเที่ยว เที่ยวเสร็จก็เบื่อเพราะเงินหมดเร็ว ก็เลยเริ่มหางานทำไปด้วย  ตอนนั้นทำทุกอย่างทั้งร้านอาหาร ผับ ทำหน้าที่ที่เกี่ยวกับงาน Hospitality เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม 

    เคยทำที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ล้างจาน เด็กเสิร์ฟ รับโทรศัพท์ หลังจากนั้นเจ้าของร้านดึงตัวไปทำงานเป็น Promoter ให้ ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ทำงานเก่งกว่าเรียน เพราะไม่ชอบเรียนหนังสือตั้งแต่เด็ก เรียนก็จบช้าไปหนึ่งปี หาเงินได้เยอะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่ให้เงินเดือนประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐเป็นเงินไทยประมาณ 30,000 กว่าบาท แต่ตอนเด็กๆ ที่อยู่โรงเรียนประจำได้เดือนละ 30 ปอนด์ ก็พออยู่ได้ แต่ก็ทำมาม่า พาสต้าขายในโรงเรียน เพราะชอบขายของ อะไรที่สามารถทำให้เกิดรายได้เพื่อเอามาใช้กินใช้เที่ยวตามนิสัยเราได้ ก็ทำหมด ตอนนั้นที่ได้ 1,500 เหรียญสหรัฐ เอามาจ่ายค่าเช่าบ้าน 400 ค่าน้ำมันรถ 200 ค่าอาหาร 300 เหลือ 400 ก็เที่ยว คืนหนึ่งก็หมดแล้ว ผมก็เลยหางานทำ กับ 3 ปีในชีวิตมหาวิทยาลัยที่อเมริกาก่อนไปต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ ปีแรกทำงานที่ร้านอาหารไทยก่อน แล้วก็โดนดึงตัวไปทำงานในผับ เริ่มจากดูแลแขกวีไอพี ได้ทิปเยอะดี ก็ทำไปก่อน ซึ่งผับที่ทำจะมี Promoter หลายคน แต่วันจันทร์จะไม่มี ผมก็เลยขอที่ผับทำหน้าที่วันจันทร์ 

การเริ่มต้นทำงานที่บ่งบอกถึงความครีเอท และมุ่งมั่นตั้งใจ
    ทางผับบอกว่าวันจันทร์จะลงทุนทำอะไร มันไม่ค่อยมีคน ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร ผมมีงบ ผมก็เอาเงินประมาณ 300 เหรียญสหรัฐไปลงทุนกับเพื่อน 3 คน คนหนึ่งเป็นดีเจ อีกคนเป็นนักอเมริกันฟุตบอลคอยเฝ้าประตู ผมเอาเงินไปทำแผ่นพับ หาดีไซเนอร์ โปรโมทเป็นคืน “International Night” เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ เด็กเรียนเก่งจะกลับบ้าน เด็กที่สอบไม่ผ่านก็จะเรียนซ้ำชั้น เพราะผมก็เรียนซ้ำชั้น (หัวเราะ) ซึ่งผมก็มีแก๊งค์เด็กซ่า ผมก็เริ่มเอาแผ่นพับไปแขวนตามประตู แล้วผมก็จ้างบริษัทพิซซ่าที่เพื่อนทำงานอยู่ที่เขาต้องไปแจกแผ่นพับของร้านอยู่แล้วตามอพาร์ทเม้นท์  คอนโดคอมเพล็กซ์ ประมาณไว้ 3-4 พันห้อง ผมก็ทำแผ่นพับประมาณ 2 พันอัน แล้วจ้างคนส่งพิซซ่า 4 คน 800 เหรียญ ไปแขวนเพิ่มให้ลูกค้าที่สั่งพิซซ่าอยู่แล้ว โดยคอนเซ็ปท์ปาร์ตี้วันจันทร์ของผมคือ “International Night Monday at Lust” ผมก็จัดดีเจ และจ้างนักดนตรีพวกบราซิลเลี่ยนมาตีกลอง มาเล่นดนตรีฮิปฮอบ และเฮ้าส์  ได้การตอบรับดีมาก คืนแรกคนมา 600 คน ปกติผับรับได้ 400 คน ต้องเปิดโซนสวนเพิ่ม ซึ่งทำอยู่ 3 เดือน ได้เงินเยอะมาก ตอนนั้นเฉพาะค่าเข้าผับคนละ 20 เหรียญแล้ว ถ้าคนมาเที่ยว 300 คนแรก ผมได้ 8 เหรียญสหรัฐต่อคน แต่ถ้าเกินจาก 300 คน ผมได้ 15 เหรียญสหรัฐต่อคนเลย ถ้า 400 คน ก็คูณ 15 ก็ได้เป็นพันเลย ทำไปเรื่อยๆ 3 เดือนคนฮิตมาก 

เมื่อเครื่องติด ความคิดก็ไม่หยุดนิ่ง
    พอช่วงเปิดเทอม Promoter ก็ทำยอดไม่ดี ผมก็เลยขอทางผับทำวันพุธด้วย ขอเป็น “Lady Night” ซึ่งตอนนั้นเรดบลูวอดก้าเพิ่งเข้าอเมริกามา และเพื่อนผมเรดบลู กระทิงแดง เพราะเรียนด้วยกันมาแต่เด็ก  ตอนนั้นก็เลยจัดแบบก่อนสี่ทุ่มครึ่งให้เข้าผับได้เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายห้ามเข้า บางวันก็เป็นแบบให้ผู้หญิงจ่ายค่าเข้าแล้วดริงก์ฟรี แล้วพอหลังสี่ทุ่มครึ่งก็เปิดให้ผู้ชายเข้า ก็ได้ค่าเข้าอีก ตอนนั้นคิวยาวมาก พอทำได้ประมาณ 6-7 เดือน เห็นว่าวันศุกร์ว่าง และเจ้าของผับซึ่งรักผมมากเขาเป็นเกย์ ผมก็เลยเสนอให้ทำ 70’s ดิสโก้ทำ “Gay Night” ซึ่งสนุกมาก สนุกที่สุด เป็นคืนที่คนมาเที่ยวจะหน้าตาดีที่สุด ก็ทำแบบนี้เกือบ 2 ปี ได้เงินเยอะมากจนใช้ไม่หมด ผมก็จะทานแต่อาหารอย่างดีทุกวัน ชีวิตแบบซุปเปอร์รวย ซึ่งเงินจะฝากแบงก์ก็ไม่ได้เพราะไม่มีกรีนการ์ด ก็เงินสดล้วนๆ ก็เลยปาร์ตี้กระจุย

พ่อแม่เริ่มงง ว่ารวยมาจากไหน?
พ่อแม่งงมาก จากเดิมที่เคยอยู่บ้านเช่าขนาดเท่าตู้คอนเทนเนอร์ แต่พอมาเยี่ยมอีกที ผมย้ายไปอยู่เลคไซด์วิลเลจ ริมทะเลสาบ มีสวน มีห้องนั่งเล่น จ่ายค่าเช่าเดือนละพันเหรียญสหรัฐ ค่าไฟเดือนละ 500 เหรียญสหรัฐ ไม่แคร์เลย พ่องงว่าทำงานอะไร เรียนก็ได้พอแค่ผ่าน เพราะตอนนั้นหาเงินได้ก็ส่งเวสเทิร์นยูเนี่ยนกลับไปฝากที่เมืองไทยด้วยเพราะมันเยอะมาก เค้าก็เลยมาเช็คว่าเราทำงานอะไร เดือนหนึ่งได้ประมาณ 4-5 พันเหรียญสหรัฐ ขนาดถลุงใช้ไปแล้วก็ยังเหลือเดือนละ 3-4 พันเหรียญ ก็เลยบอกที่บ้านว่าไม่ต้องให้เงินเดือนผมแล้ว ผมขอแค่เดือนละ 1,000 ดอลลาร์เป็นธรรมเนียมเพื่อจ่ายค่าเทอม ซื้อหนังสือ ชีวิตตอนนั้น ทำงานเสร็จตี 4 ตี 5 คืนวันเสาร์ก็ขับรถไปเที่ยวไมอามี่ ไปนอนเล่นชายหาด เสร็จแล้วก็กลับมาเรียนวันจันทร์ ชีวิตแบบสบายมาก 
 

เมื่อฝีมือเข้าตา ความท้าทายก็ถูกหยิบยื่นให้
    วันหนึ่งหลังจากจบอนุปริญญา ผมก็ย้ายไปเรียนต่อการโรงแรมที่ไมอามี่อีก 6 เดือน ตอนนั้นมีเงินเก็บเยอะมาก ประมาณ 2-3 หมื่นเหรียญสหรัฐ ก็เลยหยุดทำงานเพื่อใช้เงินก่อน ก็มีส่งเงินให้คุณแม่ 2 แสนบาทเป็นของขวัญ แล้วสมัยนั้นมีผับชื่อ Bed ซึ่งดังมาก และคู่แข่งของผับนี้ชื่อ Opium Garden อยากให้ผมไปช่วยโปรโมท ผมก็ไปช่วย และถือว่าผมเป็นเด็กเอเชียคนเดียวในตอนนั้นที่สามารถทำงานได้เลย เพราะเด็กเอเชียคนอื่นจะเป็นเด็กเรียน ไม่ก็ทำงานในร้านอาหารไทย ส่วนเพื่อนในกลุ่มผมไม่มีคนไทยและคนเอเชียเลย และที่ไมอามี่ถือเป็นเมืองที่หรูหรามาก ทุกคนใฝ่ฝันที่อยากจะไปมากกว่าลอสแอนเจลิสเสียอีก ชีวิตตอนนั้นเรียกว่าเป็นคนรวยเลย
 
ทำงานจนเพลิน แต่ยังเรียนไม่จบ จะทำอย่างไร?
    อยู่มาวันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเราอยู่ที่นี่ก็อยู่ได้ งานก็มีเพราะเจ้าของผับเสนอให้อยู่แล้ว มีเจ้านายที่ดี มีเพื่อนที่ดีคอยดูแล มีคอนเนคชั่น ถ้าทำงานก็หาเงินได้ปีละแสนเหรียญสหรัฐไม่ต้องไปทำงานหนักเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่ก็คิดว่าเราก็คงไม่ได้กลับเมืองไทยแน่ๆ คงใช้ชีวิตอยู่ไมอามี่ เพราะตอนอยู่ที่นั่นเพื่อนก็ให้เช่าบ้านริมหาดในราคาที่ถูกมาก บ้านใหญ่มาก สวยมาก สไตล์อาร์ทเดคคอร์ อยู่สบาย คิดว่าอยู่แบบนี้ก็อยู่ได้เรื่อยๆ อายุก็เพิ่ง 21 ปี แต่กลับยังเรียนไม่จบ ผมก็เริ่มคิดว่าเอายังไงดี เลยไปปรึกษาครูว่าจะทำยังไงเพราะถ้าอยู่ที่นี่ต้องเรียนไม่จบแน่ แล้วตอนนั้นก็เรียนเลทไปแล้ว 1 ปี ครูก็เลยแนะนำให้ไปเรียน Pass Course คอร์สสั้นๆ ที่สวิตเซอร์แลนด์ คือเรียนประมาณ 9 เดือนก็จบได้เลย เรียน 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ผมก็เลยตัดสินใจย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์ รูมเมทที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นและเพื่อนทุกคนงงมาก ตื่นเช้ามาผมก็บอกเพื่อนว่าเดี๋ยวไปเรียนก่อน เพราะอยู่ที่นี่ต่อชีวิตคงสั้นแน่ เพราะเราทำงานกลางคืนอยู่ในที่อโคจรตลอด แต่เราก็เอนจอยนะ เพราะเราชอบ มันสนุก 

ชีวิตที่ผูกพัน และหนีไม่พ้นกับการทำงานในผับ
    สรุปก็ไปเรียนสวิตเซอร์แลนด์อยู่ปีหนึ่ง พอไปอยู่สวิสก็ได้เปิดผับอีก (หนีไม่พ้น เราแอบแซว) เริ่มจากรู้ว่าโรงเรียนกำลังหาประธานนักเรียน ก็บอกเพื่อนว่าอยากเป็น ผมก็เริ่มหาเสียงทั้งจากครูและเพื่อนนักเรียน สุดท้ายก็ได้รับเลือก ตอนนั้นก็คิดแค่จะทำขำๆ เพราะหน้าที่ที่ต้องทำ คือจัดแข่งฟุตบอล สนุกเกอร์ ฯลฯ แต่ตอนนั้นแคมปัสที่เรียนจะต้องย้ายไปทำเลใหม่ โรงเรียนก็พากันไปดู ผมก็พาพ่อแม่ไปด้วย สถานที่ใหม่สวยมาก อยู่ริมหาด พากันไปดูห้องต่างๆ จนมาห้องหนึ่งผมถามว่าจะทำอะไร เขาก็บอกว่าไม่รู้ ผมก็เกิดไอเดีย ก็เสนอให้ทำผับ ซึ่งที่ผมเลือกเรียนการโรงแรมเพราะชอบที่มีการเรียนเรื่องไวน์ ค็อกเทล เกี่ยวกับเอนเตอร์เทนเม้นท์ บัญชีก็ทำเป็นอยู่แล้ว Economics ก็เรียนมาแล้ว ก็เลยอยากทำ    
    ตอนนั้นพ่อบอกเลยว่าไม่ช่วยลงทุนนะ เราก็บอกไม่ต้อง ให้โรงเรียนลงสิ ซึ่งหลังจากนั้นเราในฐานะประธานนักเรียนก็ต้องไปคิดแผนแล้วว่าเทอมนี้จะทำอะไร ผมก็เสนอไปว่า แข่งฟุตบอล แข่งทำอาหาร ฯลฯ และสิ่งสุดท้ายคือเปิดคลับ พอทุกคนได้ยินก็หัวเราะเยาะ ซึ่งผมเกลียดการถูกหัวเราะเยาะมาก ก็อธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าชีวิตคนที่เมืองลูเซิร์นนี้ไปไหนมาไหนก็ง่ายไม่จำเป็นต้องใช้รถ กาสิโน ผับก็เปิดกันทั่วไป ผมก็บอกทุกคนว่า วันนี้พวกคุณหัวเราะเยาะผม “วันหนึ่งผมจะหัวเราะให้ดังกว่า ถ้าผมสามารถทำเงินให้กับพวกคุณได้” แต่ก็ไม่มีใครยอมสนับสนุน ผมก็บอกไม่เป็นไร ผมก็เริ่มจากทำธีมรีไซเคิล ธีมแบบโมรอคคัน มีม่านเยอะๆ ผมก็ไปถ่ายรูปห้อง ตอนนั้นผมชอบผับชื่อ Bed ที่ไมอามี่มาก ผมก็เลยอยากทำสไตล์เหมือน Bed คือเอาเตียงมาตั้ง แล้วทำม่านเป็นเดรฟ ทำไลท์ติ้งดีๆ พอเสนอไปทางโรงเรียนก็อนุมัติ ผมก็จ้างบริษัททำสัญญา จดทะเบียนใบอนุญาต คือทำแบบจริงจัง ซึ่งการทำผับแบบนี้สามารถทำได้ในโรงเรียน เพราะเรากำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนคอร์ส Club Management คือสอนเรื่องการบริหาร การทำการตลาด การฝึกทักษะเรื่องค็อกเทล Mixology ไวน์เทสติ้ง รวมไปถึงแสงสีเสียง 

    พอได้ใบอนุญาตมาแล้ว กลับไม่ผ่านเรื่อง fire safety ยังมีเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ (fire hazard) ก็แจ้งทางโรงเรียนๆ ก็ให้เงินมา 1 แสนฟรังซ์ เพื่อมาตกแต่งจัดการเรื่องพวกนี้ พอทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็ต้องหาทีมมาบริหารจัดการ ซึ่งตัวผมเองต้องเป็นคนลงทุนเรื่องแอลกอฮอล์ทุกอย่าง ก็ชักชวนเพื่อนๆ ที่สนิท (และยังสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้) 3-4 คนมาช่วยกัน คนหนึ่งเป็นดีเจ คนหนึ่งทำบาร์ ช่วยๆ กันอยู่แค่นั้น ซึ่งคืนหนึ่งจะมีคนมาเที่ยวประมาณ 60-100 คน ก็ทำอยู่แบบนี้ แต่พอเริ่มทำเงินได้ เพราะผมซื้อแชมเปญขวดละ 5 ฟรังซ์ มาขายขวดละ 25 ฟรังซ์ คืนหนึ่งขายได้ 50 ขวด มาแบ่งรายได้กัน ก็เริ่มเจอปัญหาการเมืองคือทางโรงเรียนขอเข้ามาบริหารเอง ไม่ให้ผมทำ พอเอาไปทำเองคนก็เริ่มน้อย เพราะผมก็ชวนเพื่อนๆ ไปปาร์ตี้ที่บ้านผมแทน ทุกคนก็ตามผมมาหมด (หัวเราะ) สุดท้ายครูก็ต้องให้ผมกลับมาทำอีก ซึ่งสิ่งที่ทำไปทั้งหมดผมก็เขียนเป็นคู่มือการบริหารจัดการให้ทางโรงเรียนด้วย ก็เป็นโรงเรียนแรกในสวิตเซอร์แลนด์ที่ให้นักเรียนเปิดผับในโรงเรียนแล้วบริหารจัดการเอง เพราะโรงเรียนอื่นเปิดเหมือนกันแต่ให้คนนอกเข้ามาบริหาร ก็ถือเป็นคอร์สเรียนหนึ่งเลย ซึ่งคนที่จะทำ Restaurant Management ต้องมีชั่วโมงบินในผับนี้อย่างน้อย 120 ชั่วโมง และเป็นครั้งแรกที่ผมเรียนแล้วได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่โรงเรียนนี้ จากปกติเรียนได้เกรด B-C เอาแค่ผ่าน แต่ก็เป็นปีที่เรียนหนักมากๆ และเพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนนั้นก็มาทำงานด้วยกันที่โรงแรมศรีพันวาในปัจจุบันนี้

 
หลังเรียนจบ ก็เริ่มหางานทำ 
    หลังจากเรียนจบ ก็ต้องหางาน ซึ่งปกติต้องหาในยุโรปอย่างเดียว และภาษาเราก็ไม่ค่อยได้ งานก็หายาก ผมก็เลยกลับมาหางานที่เมืองไทยตามโรงแรมชื่อดังต่างๆ บางโรงแรมให้ผมเป็น Spa Reception, Fitness Room Supervisor, Room Service ผมก็มองว่าจะทำทำไม เงินเดือนก็น้อย ก็คิดอยากกลับไปหางานทำที่ไมอามี่ ตอนนั้นก็เริ่มอยากทำงานธนาคาร ก็เริ่มหางานธนาคารในฝ่ายที่ทำเกี่ยวกับ Property เพราะคิดแล้วว่าจะไม่ทำงานเซอร์วิสในโรงแรมแล้ว แต่ธนาคารก็ต้องการคนที่จบปริญญาโท ผมก็เลยไม่ได้ทำอีก จนวันหนึ่งไปเห็นประกาศรับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งโรงแรมนี้จะเข้าไปเลือกเด็กเพียง 15 คนจากทุกโรงเรียนทั่วสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าทำงานเป็น Chef de Commis หมายถึงคนถืออาหารให้เด็กเสิร์ฟเอาเสิร์ฟลงโต๊ะ และผมทราบว่าโรงแรมนี้เจ๋งที่สุด เท่ห์ที่สุด มี 21 ห้อง แพงที่สุดในอิตาลี ผมอยากได้งานนี้มาก 

    วันที่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ เขาบอกว่าผม Over Qualified สำหรับงานนี้ แต่ผมบอกว่าผมจะรู้สึกเป็นเกียรติมากถ้าผมได้ทำงานที่นี่ เพราะที่นี่ท็อปที่สุดของโลก และก็บอกเขาว่าผมเคยฝึกงานที่โรงแรมรามาดาเมื่อตอนอายุ 15 และที่โอเรียนเต็ลตอนอายุ 21 ปีครึ่ง ในส่วนงาน Housekeeping, Room Service, HR, Training ล้างห้องน้ำ ฝึกทุกอย่าง ได้ค่าฝึกงานเดือนละ 4,000 บาท แต่ก็ทำ และผมก็ทำเต็มที่ ฝึกทุกอย่าง ผมบอกเขาว่าผมอยากทำงานที่นี่มาก สรุปตอนนั้นก็ได้ทำงาน ทำอยู่ 8 เดือน ก็เริ่มจากเด็กถือถาดอแต่เอนจอยมาก เพราะได้ลงไปในครัว ได้ไปคุยกับเชฟ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่  ตอนผมอายุ 24 ปี แต่เขาอายุ 28 ปี ตอนนี้เป็นเชฟที่ดังและหล่อที่สุดในอิตาลี ตอนนั้นผมจะชอบแซวเขา แอบดูเขา อยากรู้ว่า Michelin Star ทำกันยังไง หลังๆ ก็เริ่มสนิทกัน ก็เริ่มได้ชิม ได้เห็นวิธีการทำ ได้รียนรู้ พอขึ้นมาเสิร์ฟก็มาดูวิธีการเปิดไวน์ เช่น ไวน์ขวดละ 7 หมื่นบาทต้องเปิดยังไง ผมเลยได้เห็นอะไรอีกมาก จากชีวิตที่อยู่แต่ในโลกของไนท์คลับ อันเดอร์กราวน์ เปิดเพลงมันส์ คนเมาเยอะๆ  ก็เปลี่ยนมาทำทำโรงแรมหรูแบบผู้ดี คนดังๆ หลายคนก็มาใช้บริการ ทั้งนักธุรกิจมีชื่อ ดาราชื่อดัง เรียกว่าลูกค้าที่รวยระดับโลกทั้งนั้น บางคนมาเฮลิคอปเตอร์ มาเรือ ซึ่งสุดยอดมาก แบบว่ามาใช้บริการกันแบบไม่ใส่ใจเรื่องราคาเลย ให้ทิปครั้งละ 100 ยูโร อย่างศรีพันวาก็สู้ไม่ได้ถึงจะสวยมาก แต่คอนเนคชั่นของที่นี่มีมากว่า 40-50 ปี เขาแข็งแรงเรื่องนี้มาก 

    แต่พอทำได้ 2 เดือน ก็เริ่มคันอยากกลับไปเที่ยวอีก ซึ่งตอนนั้นชอบไปเที่ยวผับชื่อลาทอเร่ เป็นเหมือนปราสาทเก่าอยู่ริมทะเลสาบ เคยถ่ายหนังเรื่องเจมส์บอนด์ด้วย สวยมาก ผมก็เริ่มอยากเป็นดีเจ ก็ไปตีสนิทกับเจ้าของชื่อแมกซ์ ผมก็ไปเปิดแผ่นให้เขาฟัง บูธดีเจเป็นเหมือนป้อมปราสาท มองลงไปเป็นสวน ไฟสวย มีคนมาเที่ยวประมาณ 700 คน ก็คุยกันว่าจะมาทำช่วงซัมเมอร์ ตอนนั้นผมก็ยังทำงานปกติ แต่มีวันหนึ่งแมกซ์ก็โทรมาให้ไปทำ วันนั้นคนก็มันส์มาก ก็เปิดแผ่นตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี 4 พอจะเก็บของกลับบ้าน แมกซ์ก็มาชวนบอกให้มาทำทุกวันศุกร์ เสาร์ เที่ยงคืนถึงตี 3 เพราะคนอิตาเลี่ยน เยอรมันเที่ยวกันดึก แล้ววันนั้นเขาให้ค่าตอบแทนผม 400 ยูโร ตกชั่วโมงละ100 ยูโร คิดเป็น 5,000 บาท ซึ่งตอนนั้นผมทำงานที่โรงแรมได้เดือนละ 1,200 ยูโร ซึ่งก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่แมกซ์ให้เงินเยอะมาก ก็เลยทำงานควบสองแห่งเลย (หัวเราะ) 

    พอช่วงซัมเมอร์อากาศเริ่มร้อน โรงแรมก็มีการประชุมพนักงานเพื่อหา Pool Service ซึ่งเป็นคนเสิร์ฟข้างสระน้ำที่มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ สระน้ำจะถูกล้อมด้วยสนามหญ้า ต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม เริ่มตั้งแต่จัดสระน้ำ มองพนักงานคนอื่นก็หลบหน้าหมดไม่มีคนสนใจทำ ผมก็เลยเสนอตัวทำ ซึ่งอาทิตย์แรกทำคนเดียวก่อน แต่หลังจากนั้นหลานเจ้าของซึ่งอายุ 15 ปีก็มาทำด้วย สรุปก็ช่วยกัน 2 คน ผมก็ถามทางโรงแรมว่า ผมทำอะไรได้ทุกอย่างเลยใช่ไหม ผมก็ขอจัดดอกไม้รอบสระ ตอนนั้นผมถามผู้อำนวยการว่าที่ผ่านมาเคยทำรายได้ได้เท่าไหร่ เขาบอกได้วันละ 1,000 ยูโร ผมก็สัญญากับเขาว่าผมจะทำให้ที่นี่กลายเป็น “Best Pool Service in the World” สรุปผมก็ทำได้วันละ 3,000 ยูโร ตอนนั้นใช้วิธีตีสนิทกับแขกที่มาพัก แต่ละคนมาอยู่ที 2 อาทิตย์ ทุกเช้าเดินผ่านพวกเขาก็จะเชิญชวนให้เขามา Pool Service เดินเหมือนตัวเองเป็นผู้จัดการ จนเจ้านายบอกว่าไม่กล้าเรียกผมว่าเป็น Pool Boy แล้ว ต้องเรียกว่า  Pool Director ซึ่งผมจะจำชื่อแขกได้เกือบทุกคนเพราะมีไม่เยอะ และผมก็จะ Customized Service มาก ผมจะแนะนำให้ลูกค้าสั่ง Macchiato เพราะผมทำอร่อย และเคยทำตอนอยู่ไมอามี่ โดยผมก็จะเดินไปตัดมิ้นท์ที่ปลูกตรงสวนแถวนั้นมาผสม ลูกค้าก็ชอบมาก ขายแก้วละ 35 ยูโร ประมาณพันกว่าบาท วันหนึ่งผมขาย 40 แก้วก็คุ้มแล้ว และผมก็ได้ทิปเยอะมาก  เฉลี่ยวันละ 300 ยูโร แค่ทิปอย่างเดียวผมก็รวย ก็กลับมารวยมากอีกแล้ว (สายตาเป็นประกาย) 

และโอกาสดีๆ ก็ถูกหยิบยื่นให้อีกครั้ง
    ระหว่างที่ทำงานที่นั้น มีลูกค้ามาเสนองานให้ผมเยอะมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง มีลูกค้าคนหนึ่งซึ่งอยู่กับผม 7 วันเต็มมาชวนไปทำงานที่โรงแรมหรูในไอร์แลนด์ ตอนนั้นผมได้ข้อเสนอค่าตอบแทนและสวัสดิการดีมาก พอคุยเสร็จเขาก็ให้ทิป 1,000 ยูโร แล้วทิ้งท้ายว่า “ถ้าอยากได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ก็บอกเขา” ตอนนั้นรู้สึกชีวิตสวยงามมาก ข้อเสนอคือจะได้เดินทางเดือนละ 3 อาทิตย์ อยู่โรงแรม 5 ดาว ได้กินทุกอย่างที่ต้องการแบบไม่จำกัด มีคนขับรถ และอีก 2 วันต่อมาเขาก็ส่งสัญญามาให้ ในสัญญาระบุว่าให้ค่าตอบแทนเดือนละ 7,000 ปอนด์ เยอะมาก แล้วช่วงนั้น 2003-2006 โบนัสก็เยอะมาก ผมก็คิดเลยว่าผมคงจะไม่ค่อยได้ใช้เงินก้อนนี้เลย เพราะทุกอย่างมีให้หมดแล้ว ก็เลยคิดว่าพอทำงานซัก 3 เดือนจะซื้อรถพอร์ช เทอร์โบ ทิ้งไว้ที่อังกฤษเพราะน้องๆ ก็อยู่อังกฤษเพราะเป็นรถในฝัน ผมก็โทรบอกคุณพ่อว่าได้ข้อเสนอดีมากๆ พ่อบอกสุดยอดเลย ตอนนั้นคิดขึ้นมาว่าถ้าทำงานที่เมืองไทยก็มาเป็น Spa Reception งั้นไม่กลับละ ทำงานที่นี่ดีกว่า พ่อก็ไม่ว่าอะไร ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาเลย
 

จุดพลิกผันเมื่อตัดสินใจเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว
    ผมต้องเริ่มงานวันที่ 5 มกราคม 2005 ผมเลยมีช่วงว่าง ผมก็ช่วยคุณพ่อเขียนแผนธุรกิจของศรีพันวาช่วงที่กลับมาไทย ผมไปอยู่คลุกฝุ่นในไซท์งานที่ภูเก็ต เช่าโรงแรมอยู่ข้างๆ ตอนนั้นสำนักงานขายเพิ่งสร้างเสร็จ มีเอเย่นต์ขาย แต่ตัวสำนักงานและบริการแย่มาก ขายบ้านราคาเป็นล้านอย่างกับขายผลไม้ เลยคิดว่าต้องปรับปรุง ก็เข้าไปจัดออฟฟิศใหม่หมด แทนที่จะได้ไปพักชิลๆ ผมก็ลงมือขายเองเลยเพราะงานพวกนี้ผมทำได้อยู่แล้ว แต่พอคุณพ่อทราบว่ามาเปลี่ยนระบบเดิมก็ไม่พอใจ ก็ทะเลาะกัน ก็เลยไม่ทำ แต่ตอนนั้นก็ไม่คุ้นกับระบบการทำงานแบบที่เป็นอยู่ เพราะคุ้นเคยกับสไตล์ทำงานแบบยุโรป คือตรงไปตรงมา ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด และตอนนั้นก็บอกพ่อว่าเราตั้งราคาขายบ้านหลังละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐมันต่ำไป ผมคิดว่าโดนกดราคา ก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ผมก็คุยกับคุณพ่อเลยว่าจากประสบการณ์อันโชกโชนของผมที่หาเงินเองได้มาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ มีงานมาเสนอค่าตอบแทนให้สูงขนาดนี้ อย่ามองผมเป็นเด็ก ผมไม่ได้อวดดีด้วย และพ่ออาจรู้จักผมน้อยไป เพราะปีหนึ่งเราเจอกัน 2 ครั้งเองไม่เกิน 6 อาทิตย์ เราต้องคุยกันแบบโปรเฟสชั่นแนล แต่ตัวผมเองก็ยอมรับว่ามี “อัตตาสูง” ผมเชื่อว่าขณะนั้นถึงผมจะอายุแค่ 23-24 ปี แต่ผมเชื่อว่าผมดูแลตัวเองมาตลอด ชั่วโมงบินก็เชื่อว่ามากกว่าคนในวัยเดียวกัน ผมก็ขอพ่อบริหารจัดการ เพราะผมดูผลสำรวจแล้ว ผมว่าเราตั้งราคาขายถูกมากเลย ผมขึ้นราคาอีก 40% แต่ก็ยังขายไม่ได้อีก เพราะปีนั้นเกิดสึนามิ ต้องหยุดก่อสร้างก่อน พอช่วงเกิดสึนามินี้เอง ผมรู้สึกเองเลยว่าเหมือนผมมีภาระ จะถอยดีหรือเปล่า แล้วอีก 10 วันก็ต้องไปทำงานที่ไอร์แลนด์แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมมีเพื่อนรัสเซียคนหนึ่งก็ไปช่วยคนที่เขาหลักกันอยู่ 2 วัน เพื่อนคนนี้ชื่อเซอร์เก้ ผมก็บอกเขาว่าอีก 10 วันต้องจากกันแล้ว แต่ผมจะพยายามหางานที่ไอร์แลนด์ให้นะ แต่พออยู่ไปอยู่มา ผมก็เปลี่ยนใจ ตัดสินใจชวนเซอร์เก้ให้ทำงานที่เมืองไทย แล้วผมก็เริ่มทำแผนธุรกิจเสนอพ่อ เพราะช่วงนั้นอยากพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เราต้องสร้างต่อ ขึ้นราคาบ้าน 2 เท่า เปลี่ยนจากเรสซิเดนซ์อย่างเดียวเป็นโรงแรมด้วย และสมัยนั้นยังไม่มีคนทำลักษณะนี้ แล้วก็ไปบอกพ่อว่าจะอยู่ช่วยพ่อต่อ พ่อบอกให้เงินเดือน 35,000 บาท (มีเสียดายเล็กน้อยกับเงินเดือนที่ต้องทิ้งไป) แต่ตอนนั้นใจหนึ่งก็ไม่ได้อยากกลับเมืองไทยเสียทีเดียว แอบคิดถึงไอร์แลนด์เพราะคิดว่าทำงานแค่ 3 เดือนก็ได้พอร์ช เทอร์โบแล้ว อยู่กรุงเทพฯ ขับรถเก่า เงินเดือน 35,000 รถประจำตำแหน่งเป็นปิกอัพคันหนึ่ง คอมมิสชั่นก็ไม่ได้ พ่อบอกให้มากกว่านี้เดี๋ยวคนอื่นจะว่าได้ 

การดูถูกจากคนรอบข้าง ถือเป็นแรงขับที่ดีให้เราต้องพิสูจน์ตัวเอง
    พอวันที่ต้องเสนอแผนธุรกิจ ผมนำเสนอตั้งแต่รูปแบบเว็บไซต์ โลโก้ ขอเพิ่มราคาขายจาก 1 เป็น 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ พ่อก็บอกทุกคนว่าจะให้ผมมาเทคแคร์เซลล์ คนก็ถามเลยว่า “คุณวาฬขายบ้านเป็นเหรอค่ะ” “คุณวาฬขายของไฮเอนด์เป็นเหรอค่ะ” ซึ่งคนพวกนี้เขารู้จักเรามาตั้งแต่เด็ก เลยเห็นเราเป็นแค่ลูกคุณสงกรานต์ ผมก็ให้เค้าดู Resume ว่าผมทำอะไรมาบ้าง งานที่ผมทิ้งมาให้ข้อเสนออะไรผมบ้าง 

    พอได้ทำงาน ก็ตั้งตำแหน่งตัวเองเป็น Business Development เริ่มไปจัดการจัดสำนักงานขายใหม่ทั้งหมด เพราะของเดิมมันรกมาก เอาเอเย่นต์ออก และจากนั้นเพียง 3 อาทิตย์ผมขายบ้านได้ ถือว่าโชคดีมาก จำได้เลยว่าขายได้หลังแรกเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์  ซึ่งถามว่าทำไมขายได้ เพราะผมทำให้บ้านดูหรูขึ้นด้วยการปรับราคาแพงขึ้น วิธีการขายผมก็ไม่เหมือนคนอื่น ผมพาไปดูทีละห้องๆ สาธยายจุดเด่นและฟังก์ชั่นของแต่ละห้อง ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ทุกอย่าง ผมลงรายละเอียดหมด ตั้งราคาขายอยู่ที่ 2.5 – 12 ล้านเหรียญสหรัฐ สรุปปี 2005 ผมทำยอดขายได้ 560 ล้านบาท ปี 2006 ได้ 600 กว่าล้าน พอปี 2007 ทำได้ 800 กว่าล้าน 2008-2009 รวมกันประมาณ 700 กว่าล้าน ตอนนั้นทุกคนว่าอะไรผมไม่ได้แล้ว ทุกคนที่เคยว่าผมหน้าแตกหมด เรียกว่าตั้งแต่ปี 2005 ผมแทบไม่ได้กลับกรุงเทพเลยเพราะลุยธุรกิจอย่างเดียว จากนั้นผมก็เริ่มสร้างทีมงานของผมซึ่งเป็นคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก บางคนผมรักและผูกพันมาก จนตอนนี้ธุรกิจศรีพันว่าถือว่าอยู่ตัวแล้ว 

    สรุปก็ทำธุรกิจโรงแรมอยู่ประมาณ 8 ปี ซึ่งตอนนี้โครงการที่ศรีพันวามีทั้งหมด 4 เฟส แต่ยังเหลือพื้นที่ทำได้อีก 5 หลัง ซึ่งผมฝันไว้ว่าจะทำเป็นเมก้า เบลล่า เป็นวิลล่าที่มี 7 ห้องนอน พื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ราคาหลังละ 300-400 ล้าน ซึ่งมองว่าขายได้อยู่แล้ว เพราะบางคนยังซื้อเรือราคาเป็น 1,000 ล้านเลย แต่อาจต้องรอเวลาก่อนเพราะตอนนี้ตลาดเงียบมาก ค่าเงินก็แพง ปัจจัยอื่นๆ ด้านเศรษฐกิจการเมืองของประเทศก็ยังไม่ค่อยสนับสนุน

ธุรกิจครอบครัวให้อะไรกับชีวิตบ้าง
    เป็นธุรกิจแรกที่ใหญ่ที่ได้เริ่มทำ และผมได้ความสะใจ เพราะต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ ไม่ใช่กับที่ทำงานนะ แต่กับคู่แข่งในธุรกิจโรงแรมด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เมื่อก่อนทำงานแบบวันแมนโชว์ จนวันนี้มีทีมงานที่สร้างมากับมือ ซึ่งจากศรีพันวาเรามีหนี้เยอะมาก แต่ผมก็สามารถทำให้มันกลับมาต่อยอดได้ที่เดอะอิสสระ ลาดพร้าว หรือโครงการอื่นๆ ได้ ศรีพันวาเป็นโครงการที่มีราคาขายต่อตารางเมตรแพงที่สุดในเมืองไทย ก็ภูมิใจกับสิ่งนี้ ที่ภูมิใจเพราะศรีพันวาเป็นแบรนด์ไทยด้วย ซึ่งผมรักความเป็นไทยมาก ถือเป็นประเด็นสำคัญของผมเลย ฝรั่งบางคนเคยดูถูกผมว่า “ผมเป็นคนไทย ผมทำงานแบบนี้ไม่ได้หรอก แต่ผมทำได้ ผมก็ภูมิใจ”

ทำงานสไตล์ไทยกับสไตล์ฝรั่งปรับตัวยากไหม
    ไม่ยาก ฝรั่ง ก็ตรงไปตรงมา ทำผิดก็มีระบบ คนไทยอาจเป็นสไตล์ครอบครัว ทำผิดก็แก้ตัว แต่ผมมีกฏ “อย่าทำพลาดอย่างเดียวกันเกิน 3 ครั้ง” สำหรับการบริการลูกค้าและการบริหารงานก็ผสมผสานกันระหว่างสไตล์ไทยกับฝรั่ง ผมชอบทำงานแบบปรับตัวได้เร็ว มูฟได้เร็ว บางเรื่องผมรอคุณพ่อไม่ได้ ผมก็ขอตัดสินใจเลย ทุกอย่างต้องกล้า ต้องเด็ดขาด อย่างคุยกับผู้รับเหมาก็ต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา คุยกันทะเลาะกันเรื่องงาน พอเสร็จงานก็ไปนั่งสังสรรค์กัน แต่ผมไม่เคยดูถูกคน และโชคดีที่คุณพ่อให้โอกาส ถ้าอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่เป็นแบบนี้ ซึ่ง 3 ปีแรก ผมทะเลาะกับพ่อเยอะมาก ผมโดนไล่ออกอยู่หลายหน แต่พ่อเองต้องดูแลกิจการหลายอย่าง เราก็ต้องช่วยดูแล

ครั้งแรกกับการเปิดตัวเว็บไซต์ GURUWAN เริ่มมาทำธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างไร
    ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีมาก แต่ยังล้าหลังเรื่อง E-commerce เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ตัวผมเองก็ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ผมใช้ Google ทุกวัน ใช้เฟสบุ๊ก ซื้อของจ่ายเงินออนไลน์ มีแอคเคานท์ PayPal ซึ่งถ้าดูเว็บไซต์บริษัทต่างๆ ที่เปิดอยู่ตอนนี้ถือว่าล้าหลังมาก แต่อย่างศรีพันวาผมเปลี่ยนหน้าเว็บทุก 6 เดือน ลงทุนเยอะมาก แต่ก็ถือว่าได้กลับมาแล้วคุ้ม แต่อย่างอิสสระ 2 ปีถึงจะเปลี่ยนเพราะเปลี่ยนทีขั้นตอนก็เยอะ ไม่คล่องตัว และผมสังเกตว่าช่วงที่ทำศรีพันวา เว็บ Travelocity, Agoda, Expedia เข้ามาขายของออนไลน์ ทุกคนต้องขายออนไลน์ แล้วทำไมเราไม่ลองบ้าง อย่างโรงแรมระดับโลกที่เขาขายได้เพราะเขาขายผ่านทัวร์โอเปอเรเตอร์ เขาจะไม่ให้ความสำคัญเรื่องเว็บไซต์ แต่เพราะโรงแรมเขามีชื่อเสียงมากอยู่แล้ว แต่อย่างศรีพันวาไม่มีใครรู้จัก และทุกวันนี้ทุกคนให้ความสำคัญโซเชี่ยลมีเดีย อินเตอร์เน็ทใช้งานได้ง่ายขึ้น ผมจึงให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของศรีพันวามาก ทำมา 5 ปีจนคุ้นเคย และผมถือว่าศรีพันวาเป็นโรงแรมแรกๆ ที่มาทำการขายผ่านออนไลน์ ซึ่งช่วยได้มาก ถ้าไม่มีออนไลน์ก็อยู่ไม่ได้ รายได้ของเราก็มาจากการขายออนไลน์ไม่น้อย 

อีกอย่างผมมีช้อปขายของเล็กๆ อยู่ด้วย ขายพวกเสื้อโปโล กางเกงเล ผ้าขาวม้า ทำมาเกินก็เอาไว้ขาย ขายได้เดือนละ 100 กว่าตัว ผมชอบของไทยอยู่แล้ว แต่มันเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย และสินค้าไทยคุณภาพดีมีเยอะ ในทวีปเอเชียเนี่ย สินค้าไทยสวยที่สุด แต่ผู้ผลิตอาจไม่มี know-how ซึ่งผมก็ไม่ได้มีเยอะ ผมก็เลยจับมือกับเพื่อนที่เก่งเรื่องไอทีมาช่วยดูแล ซึ่ง WAN มาจาก Wide Area Network หมายถึงเน็ทเวิร์คที่กว้างไกล ส่วน GURU ก็แปลว่าผู้รู้ GURUWAN จึงหมายถึงเรารู้จักคนเยอะ

การเลือกพันธมิตรร้านค้า 
    ต้องคัดเลือกอย่างดี ไม่ให้ทำของเลียนแบบ และต้องโชว์ความเป็นไทย เพราะผมอยากโปรโมทสินค้าไทย เริ่มจากของที่มีชื่อเสียง 200 อันดับแรกของไทยก่อน โดยผมใช้วิธีหาเสียงแนะนำเว็บไซต์ตัวเองให้ผู้ประกอบการรู้จัก เป้าหมายคืออยากช่วยผลักดันสินค้าไทยเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักมากกว่านี้ และในอนาคตจะตีตลาดโอท็อปด้วย เพราะเชื่อว่าคนที่มีโอท็อปภายใน 2 ปีนี้ know-how ในการใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คจะมีมากขึ้น 

ตั้งเป้าคนที่จะมาร่วมธุรกิจยังไง
    ตอนนี้มีประมาณ 100 ราย ภายใน 6-7 เดือน ตั้งเป้าไว้ 200 ราย เลือกผู้ประกอบที่มีดีไซน์ดูอินเตอร์เนชั่นแนลหน่อย  และงานฝีมือต่างๆ ที่ผลงานดี คัดที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางถึงใหญ่ และอนาคตก็เปิดที่เกี่ยวกับโอท็อปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งคิดว่าถ้าเราทำการตลาดดี สินค้าก็ขายได้ และถ้าได้ค่าชิปปิ้งที่ถูก สร้างระบบการบริหารงานที่ดี ธุรกิจก็น่าจะไปได้ดี

เห็นโอกาสของธุรกิจนี้ยังไง
    ผมเห็นโอกาสว่าผมอยากโชว์สินค้าไทย ซึ่งเริ่มมาจากความภูมิใจที่สามารถสร้างธุรกิจแบรนด์ไทยของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ สามารถทำให้โกอินเตอร์ได้ และแบรนด์ต่างชาติในเมืองไทยตอนนี้ยังตามเราอยู่ แบรนด์ดังต่างชาติที่เข้ามา ถ้าเทียบในเชิงดีไซน์ เซอร์วิส และรายได้ เขาอาจสู้เราไม่ได้ ซึ่งจริงๆ เขาดูถูกพวกเราไว้เยอะ แต่เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นความสำเร็จตรงนี้ได้ อีกเรื่องถ้าเราดูจีดีพี เรื่องการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ถ้าทำได้ 0.5 ของจีดีพี ผมก็ภูมิใจแล้ว ผมอาจตัวเล็กมากถ้าจะบอกว่าอยากช่วยประเทศไทย แต่ผมอยากช่วยสินค้าแบรนด์ไทย อยากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อยากเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่เหมือนเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ ยังไงเขาก็ขายสินค้าของเขาได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเขามาร่วมกับเว็บไซต์เราแล้วสามารถเพิ่มยอดขายได้ 1-5% ผมก็มีความสุขแล้ว และวันที่เปิดตัวเว็บไซต์มีคนมาร่วมงานถึง 90 ราย ก็ดีใจมาก 

ผมอาจมีสัญชาตญาณในการแข่งขันน้อย ทำโรงแรมก็ไม่ได้แข่งกับใคร ตอนเรียนก็ไม่ได้แข่งกับใคร แต่ถ้าเราเห็นโอกาสที่เราจะเป็นคนแรกในธุรกิจได้ เรามีของแปลกได้ เราก็จะชิงลงมือก่อน อย่างการจับมือกับ PayPal ผู้นำทางด้านการให้บริการระบบช่องทางการจ่ายเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งพยายามตีตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้วแต่เขาเข้าไม่ถึง ผมก็เลยเสนอตัวว่าผมรู้จักแวดวงคนทำโรงแรมด้วยกันเยอะ เดี๋ยวผมลองคุยให้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ PayPal ส่วนใหญ่เน้นโรงแรมแบรนด์ไทยเสียส่วนใหญ่ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางในการรับเงินให้มากขึ้น ก็เพิ่มรายได้จากการจองตรงได้ และเวลาผมจะชักชวน ผมก็จะบอกเลยว่าทำไมควรใช้ PayPal เพราะระบบนี้มีฐานลูกค้าอยู่ 120 ล้านคน และคนที่ไม่มีแอคเคานท์ PayPal และจ่ายเงินผ่าน PayPal มีอีกกว่า 200 ล้านคน ค่าบริการก็ต่ำกว่าออนไลน์แบงก์กิ้งที่อื่น คนที่เสิร์ชเจอแล้วอยากจะจองโรงแรม บางคนอาจยังไม่รู้ชื่อโรงแรมมากก่อนเพราะไม่ได้ดังทั่วโลก แต่พอเห็นว่ามี PayPal มันสร้างความมั่นใจได้ 

เราได้อะไร ค่าธรรมเนียม ?
    ค่าธรรมเนียมผมถือว่าน้อย สมมติเรทอยู่ที่ 2.8% ผมต้องจ่ายให้วีซ่า มาสเตอร์ แล้ว 2% เหลือ 0.8% แบ่งกับ PayPal ซึ่งจะให้ได้เยอะ ก็ต้องทำงานเยอะ ผมอยากนำเสนอสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จัก

วางกลยุทธ์ในการโปรโมท GURUWAN ให้เป็นที่รู้จัก
    เราลงทุนทำการตลาดออนไลน์ไปมาก ซึ่งใน GURUWAN ไม่มีตัวเลขอะไรที่จะเทียบได้เลย บริษัทนี้ขายของอะไร ทุกรายเป็น Private Company เราไม่รู้เลยว่ารายได้เขาเป็นอย่างไร เรามีตั้งประมาณการไว้ว่าปีหน้าจะทำยอดการซื้อขายได้ 80-130 ล้าน ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่สำหรับ PayPal จะช่วยทำให้ผมรู้ว่าปีนี้มีคนจองโรงแรมโดยตรงผ่านเว็บไซต์เท่าไหร่ และเฉลี่ยเท่าไหร่ ผมประมาณ PayPal ไว้ว่า เอาตั้งแต่โรงแรม 1-5 ดาว คิดเฉลี่ยปีหนึ่งน่าจะได้ 5-8 ล้านต่อราย เท่านี้ก็พอเลี้ยงตัวได้แล้ว เพราะเป้าหมายแท้จริงผมอยากเป็นช่องทางใหม่ให้ธุรกิจ ผมอยากช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ผมทำ PayPal สิ่งที่ผมคำนึงถึงมากกว่ารายได้ คือถ้าเกิดผมได้ 1,000 โรงแรมๆ ละ 10 ล้าน ผมจะมีมูลค่าธุรกิจ 10,000 ล้าน และ PayPal ก็ไม่ใช่แค่ช่องทางการชำระเงินอย่างเดียว ถ้ามี 10,000 ล้านให้ PayPal ในอนาคต ePayment ต่างๆ ก็จะเข้ามาเมืองไทยอยู่แล้ว และพวกนี้เหมือนเชื้อไวรัส อย่างนอร์เวย์ตอนนี้คนประเทศนี้ไม่พกกระเป๋าเงินแล้ว ทุกอย่างอยู่ในโมบาย สมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ แค่แตะปุ่มก็ได้สินค้าแล้ว และอนาคตหากสยามแบรนด์สเป็นผู้นำในธุรกิจ Payment Gateway ซึ่ง PayPal เปิดมา 14 ปีแล้ว ยอดขาย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในสองไตรมาสแรก เขายังไม่เคยให้ Distribution line กับใครเลย เราถือเป็นรายแรกที่ได้มา เป็นเหมือนกรณีศึกษาของเขา ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นดี เพราะฉะนั้นเรื่องรายได้ ก็คาดหวังแค่พอเลี้ยงตัวได้ 
 
แต่มองระยะยาวว่า 5-10 ปีนี้ ถ้าเราเป็นผู้นำด้านนี้ เทคโนโลยีที่จะได้สัมปทาน เราก็จะได้ด้วย ผมมองเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งการลงทุนกับ PayPal ทำในรูปแบบ Contract เราไม่ต้องจ่ายเงินให้เขา คนขายก็ผมเอง ผมก็โทรศัพท์ติดต่อทุกโรงแรมเอง สนุกดี ของ GURUWAN ประมาณ 30-40 ล้านบาท รวมค่าการลงทุนทุกอย่างแล้ว ถ้าปีหน้าถ้าได้ 100 ล้านก็จะน่าจะคุ้มแล้ว และลงทุนกันหลายคน มีทั้งเพื่อนที่เรียนกันมา ครอบครัว แต่ไม่เกี่ยวกับชาญอิสสระ สรุปสยามแบรนด์สผมถือหุ้น 40% คุณแก๊ป – ธนะ ศิริจันทโรภาส 20% ที่เหลือก็สมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ ที่อยู่กับผมมาตั้งแต่เรียนก็เป็นรายย่อยหลายราย ตอนนี้ก็มีทีมงานทั้งหมด 28 คน แต่คุณแก๊ปเป็นคนบริหารจัดการทั้งหมด

การวางระบบการทำ GURUWAN และแบ่งหน้าที่อย่างไร
    ผมทำงานง่าย ผมขายและหา Supplier อย่างเดียว แต่คุณแก๊ปจะเหนื่อยมากกว่า เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เขาผ่านงานบริษัทชั้นนำมามาก เป็น IT Consultant มาก่อน เขาจะมีพื้นฐานด้านไอทีมาตั้งแต่เด็ก เป็นการจัดหาคนวางโปรแกรม Web Architect ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง คือถ้าเปิดแปลนบ้านผมจะรู้ว่าห้องไหนเล็กใหญ่อย่างไร เหมือนเราสร้างออนไลน์ช้อปอันหนึ่งขึ้นมา ผมอ่านแพลนก็จะไม่รู้หรอกเพราะทุกอย่างเป็น รหัสทั้งหมด ทีมงานก็เป็นเด็กไทยที่ได้รับทุนฟุลไบร์ท ทุนต่างๆ เต็มไปหมด ถือว่าเป็นทีมงานที่เก่งมาก ผมเชื่อว่าประมาณ 2 ปี ถ้าเราขายได้ราคาดี เราอาจจะลงทุนทำเว็บไซต์ใหม่ที่เกี่ยวกับโอท็อปได้ 
 
แล้วรายได้มาจากไหน?
    ได้คอมมิชชั่นจากการขายสินค้า 20% ซึ่งเจ้าของธุรกิจเขาก็ยังขายสินค้าของตัวเองจากช่องทางปกติอื่นได้ แต่สยามแบรนด์สเป็นอีกช่องทางขายหนึ่ง ไม่ต้องเสียอะไรเลย ขายได้ก็ได้ ถ้าขายไม่ทันก็ให้ลูกค้ารอได้ บางรายตอนไปเสนอก็บอกเราว่ามีเว็บไซต์ตัวเองอยู่แล้ว แต่เราบอกว่ามีคนเข้าชมเท่าไหร่  สมมติหมื่นคน แต่ถ้าเรารวมหลายบริษัทก็เหมือนเป็นศูนย์รวม คนก็เข้ามาดูเป็นแสน และผู้ซื้อจะสั่งซื้อโดยตรงจากผู้ประกอบการก็ได้ด้วย เพราะเราใส่ชื่อแบรนด์ไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าสั่งซื้อผ่าน GURUWAN ผู้ซื้อก็จะมั่นใจว่าสั่งผ่านเราง่ายกว่า ทุกอย่างมัน Integrate ซึ่งตรงนี้แหละที่เราเหนื่อย เราต้องทำ Sale Training 

แบ่งประเภทสินค้าในเว็บอย่างไร
    แบ่งเป็นหลายประเภท ตั้งแต่ Home Decoration, Outdoor Furniture งานฝีมือ ผ้าไหม จิวเวลรี่ ซึ่งในเว็บไซต์เราก็โชว์แผนธุรกิจเราเลย ถามว่ากลัวโดนลอกเลียนแบบไหม ผมมองว่าการออกแบบเว็บไซต์ใครๆ ก็ทำได้ แต่มันแตกต่างในเรื่องของการเขียนโปรแกรมเบื้องหลังซึ่งคุณแก๊ปทุ่มเทมาก ทำงานหนักทุกวัน ซึ่งส่วนนี้ผมก็ยกให้คุณแก๊ปดูแลไปเพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญ และรู้สึกว่ามันตื่นเต้นตรงที่ผมเป็นนักการตลาด เป็นนักขาย ผมอาจเคยทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นนักการโรงแรมด้วย ซึ่ง 2 สายงานนี้ไม่ค่อยมีใครมาจับมือทำธุรกิจกัน ซึ่งเราทำได้ และเราเป็นเพื่อนเก่ากัน งานเดิมของคุณแก๊ปก็ได้เงินเดือนสูงอยู่แล้ว และเขาตัดสินใจออกมาลงทุนร่วมกับเรา แสดงว่าเขาต้องเห็นแล้วว่าไอเดียที่เราคุยกันมันดี 
 
แสดงว่าจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้เป็นความคิดของเรา
    เป็นความคิดของผมที่จะอยากทำเรื่องอีคอมเมิร์ซ อยากจะขายของออนไลน์ จึงคิดต่อยอด ผมจึงชักชวนคุณแก๊ป ซึ่งชวนมาหลายรอบแล้ว เคยชวนไปช่วยศรีพันวาด้วย เขาก็จะเกรงใจรอเก็บเงินก่อน แต่จริงๆ สมัยเรียนแก๊ปช่วยผมหลายเรื่องมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรเลย แต่เพิ่งมาปีที่แล้วเขามาชวนผมไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ผมก็แกล้งบอกว่าไม่ไป เพราะนี่ตั้งแต่กลับมาทำงานที่ศรีพันวา แก๊ปยังไม่เคยมาเยี่ยมผมเลย ผมก็แซวเขาไป ก็บอกให้เขาว่าต้องเอาบัตรเชิญมาให้ด้วยตัวเอง ก็เลยมีโอกาสคุยกัน ตอนนั้นตัวผมเองก็มีสังคมเฉพาะที่ภูเก็ต กลับมากรุงเทพก็ไม่ค่อยมีสังคม ไม่ค่อยได้เจอใคร 

ตอนคุยกันก็คุยเรื่องความหลัง ตั้งแต่สมัยทำสปาเก็ตตี้ขายฝรั่งกัน คุณแก๊ปก็บอกอยากทานมาก ไม่ได้ทานมา 15 ปีแล้ว เพราะผมมีสูตรเฉพาะของตัวเอง ผมใช้น้ำพริกเผาใส่กระเทียมเจียวใส่แม๊กกี้ ส่วนแก๊ปทำมาม่าต้มยำกุ้งผัดแห้งใส่ไข่อร่อย ระหว่างนั้นก็ชวนคุยธุรกิจว่าหลังแต่งงานอยากทำอะไร ก็เลยชวนเขาทำขายของออนไลน์ ซึ่งเขาก็สนใจ ก็เริ่มวางแผนระดมความคิดกันตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งแค่บอกคอนเซ็ปท์ไป คุณแก๊ปก็เข้าใจเลยว่าเราต้องการอะไร ผมบอกว่าอยากขายสินค้าแบรนด์ไทย ทุกอย่างที่คุณเห็นในโรงแรมนี้ผมสามารถขายผ่านออนไลน์ เพราะเวลาลูกค้ามาพักเขาชอบสินค้าตัวไหนเขาก็สั่งซื้อกัน และสินค้าไทยก็สวย เลยร่วมลงทุนกันตั้งแต่นั้น

วิธีการเข้าถึงพันธมิตรร้านค้าต่างๆ ทำอย่างไร
    ผมเริ่มทำความรู้จักร้านค้าเหล่านี้ตอนผมไปเดินงานแฟร์ เพราะผมชอบเดินงานโอท็อป งาน BIG &  GIFT และผมเป็นคนชอบซื้อของเข้าบ้านตั้งแต่อายุ 18-19 อย่างคุณยายผมก็เรียกว่าเป็นเจ้าแม่โอท็อปเลยก็ว่าได้ งาน BIG & GIFT ล่าสุด ผมก็จะไปกับทีม แล้วให้ทีมช่วยเก็บนามบัตร ผมก็แนะนำตัวทำความรู้จัก ก็เอาโบชัวร์ GURUWAN ไปแนะนำตัว จะเห็นในเว็บไซต์ที่ผมถ่ายรูปกับเจ้าของร้านหลายๆ คน นั่นคือผมถือโบชัวร์เขา เขาถือโบชัวร์ผม และก็เป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็ให้ทีมงานประสานงานต่อ ซึ่งก็ได้การตอบรับที่ดี

แล้ว PayPal ได้มาอย่างไร
    ถือเป็นความโชคดีที่ได้ระบบนี้มา ซึ่งตอนเริ่มทำธุรกิจนี้เราเห็นแผนงานแล้ว เราก็เริ่มหาพันธมิตรในด้านต่างๆ เริ่มจากวิธีการส่งของ ซึ่งที่มีอยู่ปัจจุบันค่าส่งแพงมาก ผมต้องหาบริษัทจัดส่งสินค้าที่ยินดีที่จะให้ราคาพิเศษถ้าเราการันตีเรื่องปริมาณการส่ง ผมก็จับมือกับ UPS ในการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ ตอนนี้ก็กำลังคุยกับ TNT เพื่อให้จัดส่งสินค้าภายในประเทศ และเรื่องการชำระเงิน เราก็หาบริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก จึงติดต่อ PayPal ไป ซึ่งเราต้องโชว์ให้เห็นเลยว่าใครทำอะไร ธุรกิจเราเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ถือหุ้นทำอะไรมาบ้าง ค่อนข้างละเอียดเลย และก็ขอให้เขาคิดราคาแบบถูกมาก เขาตอบตกลง อีกอย่างผมได้ทราบว่า Paypal พยายามเข้าตลาดเมืองไทยมานานแล้วแต่ไม่สำเร็จ ผมก็เลยบอกเขาว่าเราสามารถแนะนำโรงแรมให้ใช้ระบบของเขาได้เพราะเรามีคอนเนคชั่นโรงแรมเยอะ อีก 2 วันเขาบินมาคุยเลย แล้วก็ใช้เวลาเซ็นสัญญากันอยู่ 8 เดือน แต่ด้วยความที่เขาไม่เคยปล่อย Distribution แบบนี้ให้ใคร เขาก็เครียดมากพอสมควรว่าจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเราก็ต้องพิสูจน์ให้เขาดู และเราก็ขายได้ เพราะผมเริ่มพรีเซลล์ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำสัญญา ตอนนี้ผมได้ประมาณ 30 โรงแรมแล้ว

นอกจากโรงแรมแล้ว ร้านค้าต่างๆ  ใช้ PayPal ได้ด้วยหรือไม่
    ได้ อย่างถ้าเอาของมาฝากขายกับเรา คุณก็ได้เรทถูกสุด แต่ถ้าเป็นโรงแรมพวก Online Transaction ที่ผ่านเราจะได้เรทดีที่สุด คือจะทำธุรกรรมผ่าน PayPal โดยตรงก็ได้ แต่เรทอาจจะสูงกว่า และถ้าผ่านเราเนื่องจากเราการันตี Volume กับเขา ผู้ซื้อก็จะได้รับสินค้าและบริการที่ดี คนที่ทำธุรกิจกับเรามีแต่ได้กับได้ เราไม่เคยเอาเปรียบใคร มีแต่Win Win และผมเชื่อว่าอย่างโรงแรม ถ้าคนเห็นสัญลักษณ์ PayPal ลูกค้าก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เท่าที่ผ่านมาผมเห็นว่าตรงนี้ช่วยผลักยอด Direct Booking ได้ประมาณ 15% ซึ่งไม่ต้องเสียคอมมิชชั่นให้ใครเลย อาจเสียแค่ 3% ให้ Booking Engine ให้ PayPal อีก 2.8% แต่ถ้าออนไลน์เองต้องเสีย 30-40% ก็ถือเป็นข้อเสนอที่ลงตัว

วางเป้าหมายกับธุรกิจนี้อย่างไร
    สิ้นปีนี้น่าจะได้ประมาณ 100 โรงแรม ภายในสิ้นปีหน้า ผมอยากได้ประมาณ 400-500 โรงแรม แต่ในสังคมไทย คนส่วนใหญ่ยังถือว่ารู้จัก PayPal น้อยมาก มันเหมือนเป็นช่องว่างระหว่างวัย จะมีแค่คนรุ่นใหม่เท่านั้นที่รู้จัก แต่กลับเป็นข้อดีตรงที่ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่คนรุ่นใหม่ก็เข้ามามีส่วนช่วยพ่อแม่บริหารกันเยอะขึ้น เขาก็จะต้องหาอะไรใหม่ๆ เข้ามา พอเราเอา PayPal ไปนำเสนอ ก็บิวด์เขาว่าถ้าคุณสามารถไปเจรจากับพ่อแม่เรื่องนี้ได้ถือว่าคุณเก่งมากนะ (หัวเราะ) พยายามบอกเขาว่าปัจจุบันทุกอย่างมันต้องอีคอมเมิร์ซหมดแล้ว

แล้วมองเทรนด์เรื่องอีคอมเมิร์ซอย่างไรบ้าง
    ในเมืองไทยผมมองว่ายังเพิ่งเริ่มต้น เป็นธุรกิจที่ยังสามารถเติบโตได้ อย่างเว็บไซต์ Agoda ถือว่าโตมาก แต่อัตราการเติบโตในวันนี้เริ่มช้าลงแล้วเพราะทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ขณะเดียวกันเขาก็กำลังจะหากลยุทธ์ใหม่มาพัฒนาขึ้นไปอีก ซึ่งเว็บนี้เคยศึกษาดู เขาเริ่มต้นทำงานจาก 4 คน ทำที่ภูเก็ต ตอนนี้ถือเป็น Online Travel Agency ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ถือว่าเก่งมาก อย่าง Ensogo ก็เริ่มในเมืองไทย และยังมีอีกหลายบริษัทที่เริ่มทำในเมืองไทยและประสบความสำเร็จมากมาย เพราะคนไทยเก่ง โปรแกรมเมอร์คนไทยเก่ง
 

รูปแบบการทำธุรกิจที่ได้เปรียบเรื่องคอนเนคชั่น เรานำเรื่องนี้มาใช้อย่างไร
    ผมไปไหนผมก็คุยกับทุกคนได้ ผมไม่ค่อยขี้อาย เจอใครผมก็ไหว้ไว้ก่อน และทุกฝ่ายก็ WIN WIN เพราะเราไม่เคยเอาเปรียบใคร อย่างเรื่องทำธุรกิจ ผมเองเป้าหมายสูงสุดคืออยากมีเรียลเอสเตทที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยในรูปแบบออนไลน์ เพราะออนไลน์เป็นเรื่องที่ไม่มีขีดจำกัด

จากภาพของนักการโรงแรม นักอสังหาริมทรัพย์ และเปลี่ยนมาเป็นหนุ่มไอที 
    ตื่นเต้นดี เพราะจากประสบการณ์การขายโรงแรม ผมมองเห็นโอกาส และโลกเราเปลี่ยนไปมาก เรามีสินค้าในมืออยู่แล้ว ก็แค่พัฒนาธุรกิจให้ทันกับโลกยุคใหม่ ในมุมของอสังหาริมทรัพย์คุณพ่อก็ให้ดูที่ดินหลายแห่งเพื่อจะขยายธุรกิจ แต่ผมว่าเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่น่าสร้างอะไร และถ้าผมได้ทำผมก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีเพื่อทำอย่างจริงจังอีก เป็นคนที่ทำอะไรก็ต้องทำแบบจริงๆ คนอื่นอาจเข้าไซท์งานอาทิตย์ละครั้ง แต่ผมต้องเดินตรวจทุกเช้า เป็นคนลงรายละเอียด ตอนอยู่ไซด์ที่ศรีพันวา ผมเดินดูไซท์ทุกวันทั่วหมดเลย ไม่เคยสั่งการจากห้องประชุม ผมชอบดูของจริงมากกว่า ออฟฟิศผมยังแทบไม่ได้เข้า ยังบอกน้องชายเสมอว่าต้องดูไซท์บ่อยๆ ถ้าปล่อยอาจมีปัญหาภายหลัง

ต้องทำธุรกิจหลายอย่าง แบ่งเวลาอย่างไร
    ตอนนี้ที่ศรีพันวารับ GM คนใหม่เข้ามาช่วยดูแล เพราะผมจะต้องไปขาย PayPal ที่ภูเก็ตเพราะที่นั่นผมรู้จักผู้ประกอบการทุกคน ตอนนี้ก็แบ่งงานกับคุณแก๊ปว่า ผมขาย PayPal คุณแก๊ปทำ GURUWAN ผมเป็นคอนเนคเซลเลอร์กับทีมอื่นๆ ก็ต้องแบ่งเวลามากขึ้น และกับครอบครัว เวลาไปภูเก็ตก็เอาลูกไปด้วย ก็ได้อยู่กับลูกทั้งวัน แต่ภรรยาผมจะชอบกรุงเทพฯ มากกว่าภูเก็ต และเวลาผมมากรุงเทพฯ ผมก็จะสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ กลับมาเดือนละหนสองหน เฉลี่ยไม่เกิน 5 วัน ก็แฮงค์เอ้าท์ตลอด ตอนลูกคลอดใหม่ๆ ผมก็ดูแลเต็มที่อยู่ 2 อาทิตย์ ลงมือทำทุกอย่างเองฐานะคุณพ่อมือใหม่ แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาและพี่เลี้ยงน่าจะดีกว่า เพราะทำงานหนักมาเยอะแล้ว (หัวเราะ)

ทำงานหนักตลอด ถ้ามีเวลาว่างทำอะไร
    ผมชอบขับรถ จะอยู่กับรถมากกว่าอยู่กับภรรยาเสียอีก จะยุ่งอยู่กับเรื่องรถตลอดเวลา รถเป็นอะไรนิดหน่อยไม่ได้เลย ต้องเข้าอู่ทันที ต้องเพอร์เฟคตลอดเวลา 

พัฒนาตัวเองอย่างไรเพื่อให้ไปทำธุรกิจออนไลน์
    ผมอ่านหนังสือมากขึ้น เข้า Google มากขึ้น อ่านพวก Bloomberg, TIME, Economist เพราะพวกนี้ช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วย ค้นคว้าข้อมูลต่างๆ จากการอ่านนิตยสาร และดูข่าวเยอะมาก ชอบอ่านบทสัมภาษณ์ของคนอื่น อย่างล่าสุดตอนนี้อ่านหนังสือ WIRED อ่านเรื่องราว CEO ของ Rakuten ซึ่งเป็นเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่เริ่มต้นลงทุน 12 ล้าน และขายสินค้าญี่ปุ่นที่เป็นโอท็อป ช่วยโปรโมทขายกิโมโนที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว บางสินค้าอาจจะเจ๊งไปแล้วถ้าไม่มี Rakuten และนี่ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ผม เขาอยากเปลี่ยนสังคมญี่ปุ่นให้เปิดกว้างขึ้น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แทนที่จะโดน Take Over แต่เราสามารถพัฒนาธุรกิจผ่านเว็บไซต์เขาได้ WIRED เป็นหนังสือที่ Tricky มาก มีบทสัมภาษณ์เป็นหนังสือที่ไฮเทคมาก 

ไลฟ์สไตล์หลังชั่วโมงทำงาน
    กินอาหาร และขับรถ อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ โดนห้ามซื้อรถ ตอนนี้เลยมีหลายคัน เงินที่เก็บได้ผมจะไปซื้อรถหมดเลย มีรถตกทอดมาจากคุณปู่ คุณตา คุณพ่อ คุณแม่ 4 คัน แล้วซื้อเองอีกหลายคันมีซูบารุ โฟล์คกอล์ฟ ออดี้ A3, X5, Dodge บางรุ่นมี 4 คันในประเทศไทย และซื้อมือสองราคาถูก จะรอจังหวะ ไม่ซื้อตอนออกใหม่ๆ และก็ขับหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้จนครบทุกคัน อีกเรื่องที่ทำถ้าว่างคือ Search Engine ในGoogle หรือเล่น Facebook  

ตั้งใจเลี้ยงลูกยังไง
    ผมอยากให้ลูกอยู่ภูเก็ต เพราะอยากให้ลูกอยู่กับดินกับทราย ตอนนั้น 2 เดือน 5 วัน แล้วพาไปอยู่ภูเก็ต เขาเปลี่ยนไปหลายอย่าง ยิ้มทั้งวัน อาจเป็นเพราะอากาศดีกว่า อยู่แล้วสบายกว่า  เรื่องการเรียนผมก็ไม่ได้คาดหวังให้ลูกเรียนตามกระแส แล้วต้องจ่ายเงินเพื่อให้ลูกได้เรียนเยอะๆ เป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบ เพราะผมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องคอรัปชั่น เหมือนพ่อแม่สอนเรื่องคอรัปชั่นพวกนี้ให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ผมชอบโรงเรียนวิถีพุทธอย่างโรงเรียนทอสีซึ่งเป็นของคุณน้า ที่นี่จะเน้นสอนเรื่องการทำความดีให้เด็ก เพราะเคยคลุกคลีมาแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดี สอนให้เป็นคนดี สอนให้สวดมนต์ สอนแบบให้คิดมากกว่าให้ทำ เด็ก 2 ขวบต้องล้างจานเอง ล่าสุดฮือฮามากที่เด็กโรงเรียนนี้เขียน Mind Map ได้ เลยคิดว่าจะให้ลูกเรียนที่นี่ พอโตขึ้นก็ให้ไปอยู่โรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำของญาติผม สอนให้ปลูกข้าว ปลูกผัก อนุญาตให้เดินเท้าเปล่าได้ 

จากเด็กที่เรียนจบนอก แต่ทำไมอยากเน้นให้ลูกเรียนแนวพุทธ เน้นธรรมชาติ ซึ่งค้านกับตัวเองในวัยเด็ก
    ตัวผมชอบเที่ยว ชอบฟังเพลง ชอบไนท์ไลฟ์อยู่แล้ว ภรรยาเองก็รู้ว่าผมเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่เคยห้าม และผมมีอาจารย์ที่ดี ไม่เคยโกง ไม่เอาเปรียบใคร ไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เล่นพนัน ไม่ชอบพูดปดเพราะกลัวโดนด่า และเป็นคนชอบให้ ถ้ามีรายได้ดีก็ให้ ผมส่งทีมงานเรียนต่อวันหยุดประมาณ 20 คน บางคนมาอยู่กับผม 6 ปีแล้ว จบ ม.4 อยากเรียนต่อผมก็ส่งให้ ลูกพนักงานที่ดีผมก็ส่งเรียน ส่งเรียนมาแล้วทั้งหมด 60 คนจาก 280 คนในองค์กร เพราะผมเชื่อว่าศาสนาพุทธสอนให้มีสติ มีความอดทน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิทุกวัน อย่างผมไปวัดนั่งสมาธิปีละครั้ง แต่เน้นการให้ทานมากกว่า และที่บ้านผมจะมีกุฏิพระ ผมก็จะรับอาจารย์จากวัดป่ามาจำวัดด้วย  

และทั้งหมดนี้คือบทสัมภาษณ์ที่เผยแนวคิดแบบ “กล้าคิด กล้าทำ มุ่งมั่น และตั้งใจ” ของผู้ชายกับไอทีคนล่าสุดของวงการอีคอมเมิร์ซ

LastUpdate 03/12/2555 20:03:49 โดย : Admin

กลับหน้าข่าวเด่น
24-04-2018
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555