เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
โกร่ง - โต้ง รับส่งนโยบายการเงิน-การคลัง




สมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานดินเนอร์ทอล์ก "พลวัตเศรษฐกิจไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก" โดยมีนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ

 โดยนายวีรพงษ์กล่าวว่า จากการที่ได้มีโอกาสหารือกับนางคริสเตียน ลาการ์ด  ผู้อำนวยการองค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ในช่วงที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า บทบาทหน้าที่ของนโยบายการเงิน จะไม่ใช่การดูแลอัตราเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่มีหน้าที่หลักในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการจ้างงานในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ซึ่งนโยบายการเงินเหล่านี้ หากกำหนดและดำเนินไปได้ถูกทาง ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่มีปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการเก็งกำไร จากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่คอยหาโอกาสดังกล่าว

สำหรับแผนการลงทุนของรัฐบาล ประธานบอร์ดแบงก์ชาติบอกว่า สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันสภาพคล่องในระบบ ซึ่งแบงก์ชาติบริหารจัดการอยู่มีเพียงพอที่รัฐบาลจะใช้ได้โดยไม่จำกัด หลังจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลเองว่า จะสามารถใช้เงินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ โครงการลงทุนของรัฐบาล ที่จะเชื่อมต่อแหลมฉบัง มาบตาพุด และทวาย หากก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้อย่างมหาศาลและเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยใหม่ ขณะที่โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจะมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าให้มีราคาถูกลง และขนส่งไปยังประเทศต้นทางได้รวดเร็วขึ้น

“การลงทุนเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ และมั่นใจด้วยว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” ประธานบอร์ดแบงก์ชาติกล่าว

ในขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า  รัฐบาลพร้อมเดินหน้านโยบายการคลังต่อไปตามเป้าหมาย ด้วยการลดการขาดดุลงบประมาณจนเข้าสู่ระดับสมดุล

โดยปีงบประมาณ 2555 รัฐบาลมั่นใจว่าเป้ารายได้ 1.98 ล้านล้านบาทจะเป็นไปตามเป้าหมาย แม้จะไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) รวมทั้งภาษีสรรพสามิตดีเซล และที่ตั้งงบขาดดุลไว้ที่ 3 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณ 2556 คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านบาท รายจ่าย 2.4 ล้านล้านบาท โดยรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากปีนี้เพียง 2 หมื่นล้านบาท จากที่อยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ในปี 2557 ยังตั้งเป้าลดงบขาดดุลอีก 50,000-100,000 ล้านบาท โดยจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น กองทุนดูแลสุขภาพของคนทั้งประเทศ ซึ่งคุณภาพยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยมีราคาต่างกันมาก ทั้งที่องค์กรต่างประเทศยืนยันว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกัน หากสามารถปรับปรุงกลไกนี้ จะช่วยลดรายจ่ายได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี

รองนายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า  ก่อนหน้านี้ ที่ออกมาพูดว่าอยากให้ค่าเงินบาทอ่อน และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านี้ ไม่ได้ออกมาพูดลอยๆ และเชื่อว่าผู้ทำหน้าที่ระดับนโยบายจะแปลออก

โดยเฉพาะเรื่องค่าเงิน เพราะมองเห็นแล้วว่า ในอนาคตอันใกล้ การส่องออกของไทย จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นกลไกสำคัญ

ส่วนอัตราดอกเบี้ยเอง ก็ได้พูดไปว่าอยากให้อ่อนลง ตั้งแต่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 3.5% แล้ว แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยนโยบายก็ขยับลงมาอยู่ที่ 3% แม้อยากจะเห็นลงมาอยู่ที่ 2.5% ก็ตาม

“มั่นใจว่าทิศทางเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว”นายกิตติรัตน์กล่าว

 

 

 

 

 

 

 


LastUpdate 10/08/2555 16:56:02 โดย : Admin
20-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 20, 2019, 11:54 am