เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ตอนที่ 9 : ที่ว่าเก็บข้อมูล Blacklist ไว้ในเครดิตบูโรนั้นเป็นจริงหรือไม่?อย่างไร


จากบทความก่อนหน้าที่ผมได้นำเสนอเพื่อปูพื้นฐานเกี่ยวกับ เครดิตบูโร โดยบอกเล่าความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริง ทั้งส่วนที่เป็นภารกิจ บทบาทหน้าที่ ความเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การใช้ข้อมูลเครดิตหรือข้อมูลเครดิตบูโรเพื่อเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์สินเชื่อร่วมกับ ข้อมูลด้านรายได้ ด้านความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดรวมถึงข้อมูลด้านหลักประกัน ในวันนี้ก็อยากจะเสนอในส่วนของความเข้าใจผิดอีกส่วนหนึ่งของผู้คนจำนวนไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่อง “Blacklist หรือ บัญชีดำ” จากนั้นจะอธิบายบอกเล่าเรื่อง “อายุการจัดเก็บข้อมูล” ว่าทำไมต้องเก็บ แล้วมีลักษณะการเก็บอย่างไร ไอ้ที่ว่า Blacklist หรือ บัญชีดำ กับการเก็บข้อมูลเครดิตบูโรไว้ 3 ปีนั้นเป็นอุปสรรคกับการขอสินเชื่อ....จริงหรือไม่ เรามาเริ่มที่คำถามแบบบ้านๆ ที่มักจะได้ยินมาอยู่เสมอคือ

• ไปขอกู้เงิน เขาบอกว่าติดเครดิตบูโร เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร ติดอย่างไร
• ต้องรอถึง 3 ปี เลยหรือ หากติดเครดิตบูโร แล้วจะทำอย่างไรดี
• อยากรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร จะต้องจุดธูปถามใครกัน..ไอ้ที่บอกว่าติดบูโรเนี่ย
• Blacklist หรือ บัญชีดำ มันคืออะไร มันอยู่ตรงไหน
• ธนาคารเมื่อไม่อยากให้เงินกู้ก็ชอบอ้างว่า ติด Blacklist ติดเครดิตบูโร
• มีป้ายโฆษณาทางขึ้นทางด่วนเพชรบุรีว่า ธนาคาร...ยินดีให้กู้แม้ว่าเคยติดแบล็กลิสต์..จริงหรือ
• ทำไมต้องมาเก็บไว้ด้วย Blacklist นี่นะ มันเป็นอุปสรรคการขอกู้เงินของผู้คนที่กำลังเดือดร้อน

จากคำถามที่ระบุข้างต้นและอื่นๆ อีกมากมาย ผมอยากอธิบายเพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. Blacklist หรือ บัญชีดำ มันคืออะไร : ขออธิบายว่า ในเครดิตบูโรไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า Blacklist หรือ บัญชีดำ แต่อย่างใดทั้งสิ้น จริงๆ แล้ว Blacklist คือความรู้สึกของตัวเราเองกับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นผลร้าย สิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเรา ตัวเราเองไม่อยากให้ใครเขารู้-เขาเห็น ยิ่งเป็นคนที่เรากำลังพิจารณาเรื่องของเรา คนที่กำลังพิจารณาว่าจะให้-ไม่ให้อะไรที่เราขอ คนที่กำลังพิจารณาให้คุณ-ให้โทษกับเรา สิ่งที่เป็นผลเสียนี้อาจเป็นสิ่งที่เราทำเองในอดีตจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามเช่น อยากได้เลยไปกู้มาซื้อต่อมาจ่ายเงินตามสัญญาไม่ได้เลยเกิดประวัติการค้างชำระ หรือเป็นสิ่งที่คนอื่น เช่น ญาติพี่น้องมาทำให้เกิดในประวัติของเราเช่นใช้ชื่อเราไปกู้แล้วไม่จ่าย หวยเลยมาออกที่เรา งานเข้าที่เราเป็นต้น หรือเราเคยเล่นมาก กิจกรรมเยอะตอนเรียนเลยทำให้บางวิชาได้เกรด D ทั้งที่เรียนดีมาโดยตลอด เวลาจะไปสมัครงานก็กังวล ก็กลัวคนสัมภาษณ์จะมาเห็น-มาถาม เป็นต้น ความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ ไม่ชอบกับสิ่งนี้คืออารมณ์ คำถามที่สำคัญก็คือ “ใครเป็นคนทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่อาจเป็นผลร้าย สิ่งที่อาจเป็นผลเสียต่อตัวเรา ต่อประวัติของเรา”พูดง่ายๆ ใครเป็นคนทำให้เรามีประวัติไม่ค่อยดีในสมุดพกพฤติกรรมของตัวเรา”

2. เมื่อ Blacklist หรือ บัญชีดำไม่มีในเครดิตบูโรแล้ว สิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเรา ต่อประวัติของเราคืออะไร : ขออธิบายว่าสิ่งนั้นคือ ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ (default in loan payment) จะปรากฏและเข้าไปอยู่ในประวัติการชำระหนี้ของเราในเดือนที่มีการผิดนัดนั้น เพราะเมื่อเราไปกู้ยืมเงินใครเขามาแล้ว หลักสำคัญ คือ ต้องชำระเงินให้ครบให้ตรงตามเวลาที่ตกลงกันเพราะ “สัญญาต้องเป็นสัญญา เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้” เรียกว่า ใช้ครบใช้ตรงจึงเป็นคนมีวินัยทางการเงิน หากมีอะไรผิดเพี้ยนไปก็ถือได้ว่า ไม่ทำตามสัญญา มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น สถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้กู้ในบัญชีนั้นก็จะส่งข้อมูลเข้ามาที่เครดิตบูโรในเดือนนั้นว่า เจ้าของบัญชีสินเชื่อนั้นมีการค้างชำระหนี้ ดังนั้นหากจะมีอะไรติดขัดในการชำระหนี้ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกสุด คือ การพูดคุยหารือกับเจ้าหนี้อย่างเร็วที่สุด อย่าหลบลี้หนีหน้า ไม่รับโทรศัพท์เป็นอันขาด.....ตอนต่อไปจะเล่าเรื่องที่เก็บข้อมูล 3 ปีนะครับ

 สุรพล โอภาสเสถียร

 

 

 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ส.ค. 2555 เวลา : 23:03:18
13-12-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 13, 2019, 9:50 pm