การตลาด
สกู๊ป : S&P จัดทัพ ย้ำแกร่งในประเทศก่อนบุกอาเซียน






การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี  ที่จะมีขึ้นในปี 2558 นี้ ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องออกมาปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้น ซึ่งการออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการองค์กรของตัวเองให้มีความเข้มแข็ง ถือเป็นกลยุทธหลักของผู้ประกอบการไทยในขณะนี้
               

"เอสแอนด์พี" ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กร ที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ เพราะหากธุรกิจมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาบุกทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้นก็ไม่ส่งผลกระทบในทางลบ และในทางตรงกันข้ามยังเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้สามารถก้าวเข้าไปแข่งขันกับประเทศต่างๆ ที่ต้องการเข้าไปขยายธุรกิจได้อีกด้วย

ดังนั้น แผนการดำเนินธุรกิจของเอสแอนด์พีนับจากนี้ จะหันมามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจอาหารภายในประเทศมากกว่าการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ชิมลางเปิดตลาดต่างประเทศไปบ้างแล้ว ด้วยการขยายสาขาร้านอาหารในเครือในต่างแดนภายใต้แบรนด์ สุดา และภัทราไปประมาณ 22 สาขา ใน 8 ประเทศ

ส่วนหนึ่งของการปรับแผนการดำเนินธุรกิจจากการขยายตลาดต่างประเทศเป็นในประเทศ อาจมาจากผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว  เพราะดูจากผลประกอบการร้านอาหารในเครือเอสแอนด์พี ในต่างประเทศช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้เติบโตเพียง 4-5% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะมียอดขายเติบโตที่ประมาณ 7-8% เนื่องจากกลุ่มลูกค้าชาวยุโรปหันมาระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้เอสแอนด์พีต้องปรับกลยุทธในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารที่มีสาขาในยุโรป ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้น และขณะเดียวกันก็ต้องออกสินค้าโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดเป็นอาหารชุดมื้อกลางวัน (set lunch)  รวมไปถึงการมีเมนูใหม่ๆ ที่มีความคุ้มค่าเข้ามาให้บริการมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

เมื่อการดำเนินธุรกิจในต่างแดนค่อนข้างได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป การหันหน้ามาเพิ่งพาตลาดในประเทศที่มีความเข้มแข็งกว่า  จึงกลับมามีบทบาทสำคัญของเอสแอนด์พี  ซึ่งนอกจากจะเดินหน้าขยายสาขาร้านอาหารภายใต้แบรนด์เอสแอนด์พีแล้ว ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป เอสแอนด์พียังมีแผนที่จะนำแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้ามาชิมลางเปิดให้บริการในไทยอีกด้วย ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็จะมีการเพิ่มแบรนด์จากประเทศเกาหลีเข้ามาเสริมทัพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า

ม.ล. ลือศักดิ์ จักรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  บริษัทมีแผนที่จะนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของบริษัท ซึ่งเบื้องต้นได้เลือกแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวน 2 แบรนด์เข้ามาทดลองทำตลาดในประเทศไทย ประกอบด้วย  “ร้านไมเซ็น”  ร้านอาหารประเภทข้าวหมูทอดในเครือบริษัทซันโตรี  และแบรนด์ “อูเมโนะ ฮานะ” ร้านอาหารฟิวชั่นประเภทเสิร์ฟทีละจาน

สำหรับร้านอาหารแบรนด์แรกที่เอสแอนด์พีจะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ คือ ร้านไมเซ็น จะเปิดให้บริการสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสีลม คอมเพล็กซ์  ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ หลังจากนั้นก่อนสิ้นปีนี้น่าจะเปิดให้บริการได้อีกประมาณ 1-2 สาขา หลังจากนั้นจะขยายเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 5 สาขา ภายใต้งบลงทุนสาขาละประมาณ 10 ล้านบาท
 

ม.ล.ลือศักดิ์  กล่าวว่า  การที่เลือกร้านอาหารภายใต้แบรนด์ไมเซ็น เป็นแบรนด์แรกเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพราะว่าในญี่ปุ่นแบรนด์ไมเซ็นได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีสาขากระจายอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและสนามบิน ทุกสถานที่ดังกล่าวจะมีเมนูข้าวหมูทอดวางขาย

ส่วน ร้านอูเมโนะ ฮานะ ซึ่งเป็นร้านอาหารโคเซกิ หรือร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นประเภทเสิร์ฟจานเดียว เอสแอนด์พีจะดำเนินธุรกิจด้วยการร่วมทุนกับเจ้าของแบรนด์ เพื่อนำร้านอาหารดังกล่าวเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย โดยในส่วนของสาขาแรกที่จะเปิดให้บริการคาดว่าจะเริ่มได้ประมาณกลางปี 2556 ภายใต้งบลงทุนสาขาละประมาณ 15-20  ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะเริ่มรุกทำตลาดร้านอาหารทั้ง 2 แบรนด์อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ เอสแอนด์พี ยังมีแผนที่จะนำแบรนด์ร้านอาหารอื่นๆ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของร้านอาหารแต่ละแบรนด์  เนื่องจากในประเทศไทยการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นการที่จะนำแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาดจึงต้องศึกษาตลาด เพื่อหาโอกาสเข้ามาแข่งขัน

การที่หันมารุกตลาดในประเทศมากขึ้นในครั้งนี้  ม.ล.ลือศักดิ์ กล่าวย้ำว่า  การนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของเอสแอนด์พี เพราะว่าเราต้องการทำธุรกิจร้านอาหารในประเทศให้ดีก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี  และเข้าไปขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ถ้าหากเอสแอนด์พีสามารถสร้างแบรนด์ร้านอาหารในเครือให้มีความแข็งแกร่งได้ การที่จะเข้าไปขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่วันนี้ต้องมีความพร้อมภายในประเทศก่อน

สำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่เอสแอนด์มีความสนใจที่จะเข้าไปขยายธุรกิจนั้น จะเน้นไปที่กลุ่มประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย ประกอบด้วย  ลาว พม่า กัมพูชา และมาเลเซีย  เนื่องจากง่ายต่อการติดต่อเจรจาทางธุรกิจและควบคุมคุณภาพของอาหาร เพราะรูปแบบของธุรกิจที่จะเข้าไปขยายในภูมิภาคอาเซียนจะเน้นไปที่การขายแฟรนไชส์

ด้วยเหตุนี้เอง เอสแอนด์พี จึงมีแผนที่จะใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายสาขาธุรกิจร้านอาหารในเครือ ทั้งแบรนด์เอสแอนด์พี  และแบรนด์ใหม่จากต่างประเทศที่จะนำเข้ามาทำตลาด รวมไปถึงการพัฒนาองค์กร คุณภาพอาหาร และการปรับปรุงระบบไอทีให้มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต

นอกจากธุรกิจร้านอาหาร ที่จะเป็นอีกหนึ่งขาธุรกิจที่สำคัญของเอสแอนด์พีแล้ว ธุรกิจร้านเบเกอรี่ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ยังต้องเดินหน้าขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 30 สาขา ล่าสุด เอสแอนด์พีมีแผนจะใช้ระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ ปรับปรุงสาขาเก่าของร้านเบเกอร์รี่ให้มีความทันสมัยครบทุกสาขา จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการทั้งหมด 400 สาขา ภายใต้งบลงทุนต่อปีที่ 250 ล้านบาท หรือรวม 3 ปีที่ 750 ล้านบาท

จากการออกมาปรับแผนธุรกิจดังกล่าว เป้าหมายรายได้เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 15% คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอสแอนด์พี


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ก.ย. 2555 เวลา : 03:27:18
02-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 2, 2020, 3:42 pm