เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ตอนที่ 12 : ในการขอกู้เงินของ SME นั้นระหว่างแผนธุรกิจกับประวัติทางการเงินในอดีตอันไหนสำคัญกว่ากัน


จากที่ผมได้เขียนไว้เป็นหัวข้อของบทความในวันนี้ว่า ระหว่างแผนธุรกิจหรือ Business plan กับประวัติทางการเงินหรือ Financial history อันไหนสำคัญกว่ากัน อันไหนที่ธนาคาร สถาบันการเงินจะดูมากกว่ากัน และอันไหนที่ SME ควรต้องทุ่มเทและเตรียมตัวในการถาม-ตอบกับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ คำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาโดยตลอดและมีการถามทุกครั้งที่มีการไปออกงานในแทบทุกเวทีทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดความกระจ่างผมจึงขอถือโอกาสนี้เขียนเป็นบทความนำเสนอสำหรับท่านที่สนใจนะครับ

หลักคิดมีอยู่ว่า "อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล" จุดที่เรากำลังยืนอยู่ คือ ปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงต้องอธิบายอดีตให้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น มีความสำเร็จมีความบกพร่อง มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงไหน อย่างไร มีการแก้ไขอย่างไรและอะไรคือหลักประกันที่จะยืนยันกับคนที่รับฟังและเรากำลังให้เขาเป็นคนตัดสินว่าจะให้เราได้รับเงินทุนได้รับสินเชื่อหรือไม่ว่า พฤติกรรมที่เคยค้างชำระ พฤติกรรมที่จ่ายไม่ครบ จ่ายไม่ตรงตามกำหนดนั้นจะไม่กลับมาอีก ดังนั้นการรักษาประวัติทางการเงินที่มีข้อมูลประกอบด้วย ประวัติการก่อหนี้ดูได้จากจำนวนบัญชีสินเชื่อที่เปิดและมีอยู่ว่ามีกี่มากน้อย มีระยะเวลาที่เปิดนานแล้วหรือยัง เปิดติดๆ กันหรือไม่เพราะข้อมูลจะบอกได้ว่าคนๆ นี้มีสินเชื่อจำนวนมากหรือน้อย ร้อนเงินไม่ร้อนเงิน ต่อมาก็คือประวัติการชำระหนี้ ก็จะมาดูในระดับบัญชีลงมาว่าแต่ละบัญชีสินเชื่อนั้นๆ มีการชำระหนี้เข้ามาในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ถ้าชำระครบชำระตรงตามเงื่อนไขก็จะมีลักษณะที่เรียกว่า ไม่ค้างชำระ หากชำระไม่ครบไม่ตรงตามเงื่อนไขก็จะปรากฏข้อมูลว่าค้างชำระ จุดนี้แหละครับที่จะแสดงผลของ "ความมีวินัยทางการเงิน" เพราะหากว่าคนๆ นั้นไม่สนใจ จับแพะชนแกะ เอาตัวรอดเป็นงวดๆ ไป แน่นอนในที่สุดก็จะพลาด ยิ่งเป็นลักษณะกู้มาบริโภค ซื้อข้าวของแบบไม่ยั้งคิดละก็ท้ายสุดก็จะมีประวัติค้างชำระอย่างแน่นอน เพราะตัวเลขข้อมูลมันจะแสดงออกมาว่าก่อหนี้เกินกว่าขีดความสามารถในการชำระจนมีการค้างชำระในประวัติ...อันนี้อันตรายและก็เป็นจุดที่สร้างความรู้สึกอึดอัดในการให้ข้อมูลเพราะเท่ากับแฉความลับที่ไม่อยากบอกให้คนที่เราไปขอเงินกู้ได้ทราบ ซึ่งเขาอาจเอาจุดนี้มาปฏิเสธการให้กู้ก็ได้......หลายๆ ครั้งเจ้าของประวัติพาลโกรธเอากับธนาคารหรือสถาบันการเงินว่าทำไมไม่ให้โอกาสหรือโกรธเครดิตบูโรว่า จะเก็บข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลไม่ชอบไว้ทำไม.... ทุกท่านต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราจะไปเอาเงินฝากของคนอื่นผ่านคนที่เขามีหน้าที่ดูแลรักษาเราก็ต้องเอาความจริง เอาความไว้เนื้อเชื่อใจไปแสดง คลุมๆ เครือๆ แล้วได้เงินมาแบบยังไงก็ได้นั้นไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว ประสบการณ์จากวิกฤติปี 2540 ได้ให้บทเรียนกับสังคมไทยแล้ว ในส่วนของแผนธุรกิจนั้นก็มีความสำคัญ เพราะเป็นการบรรยาย ขยายภาพในอนาคตว่า เมื่อเราได้รับเงินทุน ได้รับสินเชื่อ เจ้าของแผนหรือ SME รายนั้นๆ จะทำอะไรก่อนหลัง จะมีวิธีการในการค้าขาย หารายได้อย่างไรจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตัวเลขที่ประมาณการนั้นเหมาะสม เวอร์ไปมั้ย มองทุกอย่างดีไปหมดมั้ย มีทางหนีทีไล่อย่างไรบ้าง คำตอบที่คนเป็นเจ้าของแผนจะต้องเตรียมตอบอยู่เสมอ เพราะเขาจะต้องถามและถามแบบไม่เกรงใจคือ หากไม่ได้เงินกู้จะทำต่อมั้ย หากยอดขายไม่เกิดหรือเกิดน้อยจะทำอย่างไร พูดง่ายๆ คือถามว่า เจ๊งแล้วจะทำอย่างไร ภาษาฝรั่งคือมี plan B หรือเปล่า มาถึงตรงนี้ผมคงไม่ต้องบอกแล้วนะครับว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างแผนธุรกิจกับประวัติทางการเงินในอดีต ท่านลองคิดดู

 

 

 

 

สุรพล โอภาสเสถียร

 

ผู้จัดการใหญ่

 

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด



--


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 10 ก.ย. 2555 เวลา : 11:38:40
21-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 21, 2019, 10:00 pm