เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
กสิกรไทยชี้ มาตรการ QE3 ของหสรัฐ กดดันดอลลาร์ฯ แต่แนวโน้มขึ้นกับพัฒนาการของวิกฤตหนี้ยุโรปและศก.มะกัน


บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "มาตรการ QE 3 ไม่จำกัดเวลาของเฟดกดดันต่อดอลลาร์ฯ...แต่แนวโน้มยังขึ้นกับพัฒนาการของวิกฤตหนี้ยุโรป และเศรษฐกิจสหรัฐฯ "ระบุว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ผ่านโครงการซื้อสินทรัพย์/หลักทรัพย์รอบใหม่แบบไม่จำกัดเวลา (Open-Ended Quantitative Easing 3: Open-Ended QE 3) พร้อมกับขยายเวลาการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำเป็นพิเศษให้นานขึ้นกว่าเดิมไปจนถึงช่วงกลางปี 2558 โดยสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินของเฟดในรอบนี้ มีขึ้นหลังจากที่ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน เริ่มมีจังหวะที่ไม่มั่นคงมากขึ้น โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ยืนอยู่เหนือระดับร้อยละ 8.0 อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 43 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับการตอบรับของตลาดการเงินหลังมติการประชุมของเฟดในครั้งนี้ ออกมาในรูปของแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ ที่เพิ่มขึ้น สวนกระแสแรงซื้อในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หุ้น ทองคำ และน้ำมัน โดยราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนเหนือ 1,775 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และ NYMEX ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือนเหนือ 117.75 และเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่ เงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ มาที่ระดับ 30.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายตลาดเอเชีย ท่ามกลางกระแสเทขายเงินดอลลาร์ฯ (ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ฯ ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน) ของนักลงทุนที่มีอย่างต่อเนื่องหลังการประชุมเฟด

 ? ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ 11: 1 เสียง ในการประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 แบบไม่มีขอบเขตที่จำกัด (Open-Ended QE 3) ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2555 นี้ โดยเฟดจะทำการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการหนุนหลังด้วยสัญญาจำนอง  (Agency Mortgage-Backed Securities: Agency MBS) ในวงเงิน 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือน ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนตราสาร/หลักทรัพย์ระยะสั้นที่เฟดถือครองในงบดุลเป็นตราสาร/หลักทรัพย์ระยะยาว (มาตรการ Operation Twist) ไปถึงสิ้นปีนี้ และจะนำเงินที่ได้จากการครบกำหนดไถ่ถอนของตราสาร/หลักทรัพย์ประเภท Agency debt และ Agency MBS ที่อยู่ในงบดุลของเฟดจากโครงการ QE 1 กลับเข้าลงทุนใน Agency MBS ใหม่ ทั้งนี้ เฟดระบุว่า การดำเนินการผ่านทุกมาตรการดังกล่าว จะส่งผลทำให้ตราสาร/หลักทรัพย์ระยะยาวที่เฟดถือครอง เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ต่อเดือนจนถึงสิ้นปี 2555
โดยเฟดได้ส่งสัญญาณว่า จะดำเนินมาตรการนี้ รวมทั้งจะซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่น และใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ตามความเหมาะสมจนกว่าตลาดแรงงานของสหรัฐฯ จะปรับตัวดีขึ้นตราบใดที่ระดับราคายังคงมีเสถียรภาพ
 

? นอกจากนี้ เฟด ยังมีมติขยายเวลาการคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ระดับต่ำเป็นพิเศษที่ร้อยละ 0.0-0.25 ออกไปจนถึงกลางปี 2558 เป็นอย่างน้อย ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่นานกว่าเดิมที่เคยระบุไว้จนถึงปลายปี 2557 พร้อมกันนี้ เฟดได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ และได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ สำหรับปี 2556-2557 ลงด้วยเช่นกัน


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นอกจากมาตรการ Open-Ended QE 3 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะทำให้ขนาดงบดุลของเฟดมีโอกาสเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ จากระดับ 2.806 ล้านล้านดอลลาร์ฯ (ณ วันที่ 12 กันยายน 2555) แล้ว การสร้างสภาวะที่ผ่อนคลายในตลาดการเงิน (กดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ) โดยเฉพาะตลาดสินเชื่อจำนองผ่านมาตรการ Open-Ended QE 3 ของเฟดนั้น นับเป็นการผูกโยงเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินเข้ากับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากแนวทางแบบเดิมที่มีการกำหนดช่วงเวลา และ/หรือขนาดวงเงิน ของแต่ละเครื่องมือ/มาตรการ/โครงการ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ การกำหนดประเภทตราสาร/หลักทรัพย์ที่เฟดจะเข้าซื้อเป็น Agency MBS (ซึ่งมียอดคงค้างในตลาด ณ สิ้นไตรมาส 2/2555 อยู่ประมาณ 5.64 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) แทนที่จะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบในช่วงมาตรการ QE 1 และ QE 2 ก็น่าจะเป็นการเพิ่มแรงหนุนทิศทางการฟื้นตัวในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา (ไม่ไถลลงไปทำระดับต่ำสุดครั้งใหม่) แต่ก็ยังไม่สามารถสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนได้มากนักเช่นกัน 
 
ทั้งนี้ เฟดมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับตลาดการเงินในการประชุมรอบถัดๆ ไปว่า การฟื้นตัวที่ดีขึ้นของตลาดแรงงานและภัยคุกคามของเสถียรภาพราคาในความหมายของเฟดหมายถึงสถานการณ์แบบใด เพราะนั่น จะมีนัยต่อการส่งสัญญาณผ่อนแรงกระตุ้นจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในระยะข้างหน้า รวมไปถึงสิ่งที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด ก็คือ ผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ Open-Ended QE 3 ของเฟด ว่าจะสามารถช่วยให้เฟดบรรลุภารกิจเป้าหมายการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ก่อนที่แรงกดดันเงินเฟ้อจะย้อนกลับมาเพิ่มข้อจำกัดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมาตรการ Open-Ended QE 3 ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ จนส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถทรงตัวอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานดังเช่นในช่วงมาตรการ QE 1 และมาตรการ QE 2 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า เฟดน่าจะเผชิญกับทางเลือกนโยบายการเงินที่จำกัดมากขึ้น หลังจากการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในรอบนี้ ซึ่งก็ย่อมจะทำให้แนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปีข้างหน้า คงจะขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาความท้าทายทางด้านการคลัง หรือความเสี่ยง Fiscal Cliff (ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนแรงฉุดทางด้านการคลังที่เกิดจากการสิ้นสุดช่วงเวลาผ่อนปรนทางด้านภาษีและมาตรการลดหย่อนต่างๆ ในช่วงสิ้นปี 2555 กับจุดเริ่มต้นของการปรับลดงบประมาณระยะยาวที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2556) ของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงหลังการเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 นี้

สำหรับทิศทางของตลาดเงินตลาดทุนนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ระดับอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ในตลาดต่างๆ ในขณะนี้ น่าจะซึมซับข่าวดีของมาตรการ Open-Ended QE 3 ไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งทำให้การประเมินทิศทางความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในช่วงหลังจากนี้ นอกจากจะต้องพิจารณาสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ที่อาจจะสะท้อนช่วงเวลาสิ้นสุดของมาตรการ QE 3) แล้ว ยังคงต้องติดตามอีกหลายตัวแปรประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ กระแสเม็ดเงินจริงที่จะเคลื่อนออกจากตลาดสหรัฐฯ และพัฒนาการในเชิงบวกของแนวทางการแก้วิกฤตหนี้ยุโรป ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่จะสะท้อนว่า แรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ จะมีความต่อเนื่องยาวนานเพียงใด

 

 

 


 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ก.ย. 2555 เวลา : 18:32:46
24-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 24, 2019, 10:13 am