การตลาด
สกู๊ป : ไทยเบฟประเดิม EXPO ย้ำผู้นำเครื่องดื่มครบวงจร


                หลังจากสร้างอาณาจักรเครื่องดื่มทั้งนอนแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มดื่มแอลกอฮอล์จนเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มของประเทศไทย มาวันนี้  บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  จึงอยากจะตอกย้ำการเป็นเจ้าอาณาจักรเครื่องดื่มด้วยการจัดงาน “ ThaiBev EXPO 2012”  เป็นครั้งแรกผ่านการจัดกิจกรรม และนิทรรศการภายในไทยเบฟพาวิลเลี่ยน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอกย้ำถึงความความสำเร็จและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจภายใต้แนวคิด “สู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่กับไทยเบฟ”  

ภายในงานจะมีการประมวลภาพรวมธุรกิจของบริษัท ไทยเบฟ  และการแสดงศักยภาพความพร้อมในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มแบบครบวงจร อันดับ 1 ของประเทศ  ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานก็เพื่อต้องการให้ผู้ร่วมค้า บริษัทในเครือไทยเบฟ และเอเย่นต์จากทั่วประเทศจำนวนกว่าพันคน ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนทัศนคติ รวมถึงรับทราบแนวทางและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการที่จะพาผู้ร่วมค้าก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน  เนื่องจากในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดมีการขยายตัวมากขึ้น  นั่นหมายถึงไทยเบฟไม่ได้มีลูกค้าเพียง 60 ล้านคนในประเทศไทยเท่านั้น  แต่จะขยายเป็น600 ล้านคนในอนาคต ด้วยเหตุนี้ไทยเบฟ  จึงขอออกมาประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นทำตลาดอาเซียนในเชิงรุกมากขึ้น

                สำหรับกิจกรรมภายในงาน ThaiBev EXPO 2012  นอกจากจะมีไทยเบฟพาวิลเลี่ยน ที่ได้รวบรวมทุกย่างก้าวแห่งความสำเร็จในหลากหลายมิติของไทยเบฟ ในรูปแบบของ นิทรรศการมัลติมีเดียเชิงนวัตกรรมแล้วยังมีการแบ่งพื้นที่การแสดงสินค้าออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1. Corporate Zone นำเสนอวีดีโอพรีเซ็นเทชั่นบนจอพาโนราม่า 360 องศา แสดงเรื่องราวความเป็นมาและการเติบโตของไทยเบฟ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจด้วยกัน 4 สายธุรกิจ คือ สุราเบียร์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร  ส่งผลให้ไทยเบฟกลายเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุด และมีเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมมากที่สุด

ขณะที่โซนที่ 2. Production Zone  จะเป็นการนำเสนอศักยภาพในการผลิตเครื่องดื่มต่างๆ Green Brewery เนื่องจากไทยเบฟมีการควบคุมการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัยสูงสุดมาตรฐานระดับโลก ได้แก่ ISO9001, GMP&HACCP, ISO22000, ISO14001, OHSAS18001, TIS18001 (มอก.18001) ISO/IEC17025, NSF  ขณะที่การคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด คือ มอลต์  จากออสเตรเลียยุโรปอเมริกาเหนือ , ฮอป จากอเมริกาเยอรมันออสเตรเลีย และ ยีสต์  สายพันธุ์คัดสรรพิเศษ เพื่อผลิตเบียร์ที่มีกลิ่นหอม รสนุ่ม ชวนดื่ม

โซนที่ 3.Logistic Zone จะเป็นการนำเสนอศักยภาพการขนส่งสินค้าให้เครือข่ายทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันไทยเบฟมีศูนย์กระจายสินค้า 3 แห่ง ศูนย์ขนส่ง 23 แห่ง และคลังสาขาจังหวัดอีก 86 แห่ง  ไทยเบฟสามารถส่งผลผลิตอย่างน้อย 1,700 ล้านลิตร และสร้างรายได้ขั้นต่ำ 2,500 ล้านบาท และในอนาคตไทยเบฟโลจิสติกส์จะเป็นโลจิสติกส์อันดับหนึ่งของไทยด้วยมาตรฐานของนานาชาติ ไทยเบฟ เป็นเจ้าแรกที่ใช้ระบบ แมนฮัตตัน ด้านซอฟท์แวร์ ด้านจัดการคลัง และการขนส่งอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

โซนที่ 4.Marketing Zone  จะเป็นการจัดแสดงผลิตภัณฑ์คุณภาพในเครือไทยเบฟทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เช่น  ธุรกิจแอลกอฮอลล์ (สุราและเบียร์) สุราสีและสุราขาว ได้แก่ แม่โขง เบลนด์ 285 แสงโสม หงส์ทอง เมอร์ริเดียน รวงข้าว เบียร์ Chang Export เบียร์อาชา เฟดเดอร์บรอย ช้างคลาสสิก ช้างดราฟต์ และช้างไลท์  ธุรกิจไม่มีแอลกอฮอลล์ ได้แก่ โซดาช้าง และโซดาช้างกลิ่น Bitter Lime Lemon, Apple Mint และ Blue Magic น้ำดื่มช้าง Oishi Green Tea ชาคูลล์ซ่า  ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มนำเข้า หรือ International Beverage ได้แก่ Hankey Bannister, Phraya Gold Rum, Balblair, Caorunn, Gin, อวี้หลิงฉวน, และ Chang Beer

โซนที่ 5.ThaiBev Family Zone หรือ ไทยเบฟ-เอเย่นต์ เราคือครอบครัวเดียวกัน จะเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์และการบริหารงานด้านการขายของผู้บริหารไทยเบฟผ่านจอโทรทัศน์  ซึ่งไทยเบฟได้มีการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอเย่นต์ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก  ด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ PDAมาช่วยในโครงการ Van Sales Automation (VSA) ในการบริหารร้านค้า และรถเร่ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้การทำงานเป็นไปตามขั้นตอนตามหลักการบริหารงาน

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ว่า  งาน ThaiBev EXPO 2012  ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของไทยเบฟ  ซึ่งได้มีการรวบรวมพันธมิตรทางการค้าของไทยเบฟฯ ทุกท่านจากทั่วประเทศ อันเป็นคู่ค้าคนสำคัญและอยู่เคียงข้างความสำเร็จด้วยดีกับไทยเบฟมาโดยตลอด  ซึ่งการรวมตัวกันจัดงานในครั้งนี้ก็เพื่อสื่อให้เห็นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้  นายฐาปนกล่าวว่า  ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป  แต่จะให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศมากหน่อย  เนื่องจากต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้ถึง 30% ภายในปี  2559  เพื่อบัลลานซ์ธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ  ประกอบกับปี 2558 จะมีการเปิดเออีซี  จึงต้องมีการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศมากขึ้น 

รูปแบบของการทำธุรกิจในต่างประเทศจะมีทั้งการส่งออกสินค้าทั้งในกลุ่มนอนแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์เข้าไปทำตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังจากได้มีการเข้าไปตั้งบริษัทและสำนักงานในประเทศต่างๆ  ขณะเดียวกันก็จะนำสินค้าจากต่างประเทศที่บริษัทได้เข้าไปซื้อกิจการในหลายประเทศ เช่น สก๊อตแลนด์ และจีนเข้ามาทำตลาดในไทย  เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องดื่ม

                นายฐาปนกล่าวต่อว่า  การขยายตัวธุรกิจในตลาดต่างประเทศมีมานานแล้ว  โดยเฉพาะในตลาดยุโรป  ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าเข้าไปจำหน่ายแล้วใน 27 ประเทศของยุโรป  ผ่านการนำสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจำหน่าย เช่น  แสงโสม แม่โขง และเครื่องดื่มแบรนด์ช้าง  จากแนวคิดการขยายตลาดต่างประเทศที่จะเน้นมากขึ้น  ส่งผลให้ขณะนี้ไทยเบฟและบริษัทในเครือต้องมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ  และการเข้าซื้อโรงเหล้าที่สก๊อตแลนด์ และตั้งบริษัทโออิชิ  อินเตอร์ ที่ฮ่องกงก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธในการบุกตลาดต่างประเทศ

เช่นเดียวกับการเข้าไปขยายธุรกิจด้วยการเข้าไปลงทุน บริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ที่ประเทศสิงคโปร์ ในสัดส่วนการถือหุ้น 29.1% เพราะจะส่งผลดีให้ไทยเบฟขยายยอดขายในต่างประเทศได้เร็วมากขึ้น เนื่องจาก เอฟแอนด์เอ็น เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศสิงคโปร์ มีธุรกิจ ตราสินค้าที่หลากหลาย และมีเครื่องดื่มยอดนิยม ซึ่งจะส่งผลดีให้ไทยเบฟอาจไปถึงฝั่งฝันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเร็วกว่ากำหนดภายในปี 2556 จากเดิมวางไว้ในปี 2559 ด้วยส่วนส่วนรายได้ 30%  หรือมีรายได้ที่ประมาณ 32,000 ล้านบาท 

                ขณะที่เป้าหมายรายได้รวมใน 3 ปีนับจากนี้ไทยเบฟก็ตั้งเป้าไว้ว่าน่าจะมีรายได้ทะลุ  200,000 ล้านบาท  หรือเติบโตเฉลี่ยที่ปีละประมาณ 30% จากปัจจุบันมีรายได้รวมอยู่ที่ 130,000 ล้านบาท  ซึ่งในส่วนของสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เช่นกัน  แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจในประเทศ 95% และต่างประเทศ 4-5%  โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีรายได้ที่ 82,000 ล้านบาท เติบโต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 70% และธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ 30%  โดยหลังจากขยายธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องในอนาคตน่าจะมีรายได้มากกว่ากลุ่มแอลกอฮอล์

 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ก.ย. 2555 เวลา : 08:58:48
30-11-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 30, 2020, 11:18 am