การตลาด
สกู๊ป :บิ๊กโคล่าทุ่มทุน สร้างโรงงานใหม่รับศึกน้ำดำดุ




เริ่มมีความครุกรุ่นแล้วสำหรับตลาดน้ำดำประเทศไทย  หลังจากรายบิ๊กอย่างแบรนด์เป๊ปซี่จะหมดสัญญากับเสริมสุขในการผลิตและจำหน่ายสินค้าให้ในต้นเดือน พ.ย.นี้  แบรนด์อันดับ 3 ในตลาดอย่างบิ๊กโคล่า ก็เริ่มออกมาจัดกระบวนทัพ เพื่อสู้ศึกน้ำดำในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต  ซึ่งรูปแบบการแข่งขันอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
               

สำหรับกลยุทธที่บิ๊กโคล่า นำมาปูทางเพื่อรอบรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตนั่นก็คือ การใช้งบประมาณลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท  ในการสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้นที่ภาคเหนือ บนพื้นที่ 40 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากโรงงานแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ซึ่งการสร้างโรงงานแห่งใหม่ดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 
               

นอกจากนี้บิ๊กโคล่ายังมีแผนที่จะขยายการลงทุนในส่วนของคลังสินค้า  เพื่อรองรับการแข่งขันของตลาดน้ำอัดลมที่จะรุนแรงมากขึ้น  ถายหลังจากจะมีแบรนด์ใหม่จากบริษัทเสริมสุขเข้ามาทำตลาด ซึ่งหลังจากเตรียมความพร้อมดังกล่าว  บิ๊กโคล่ามั่นใจว่าจะสามารถสู้กับคู่แข่งทั้งรายใหม่และรายเก่าในตลาดได้อย่างไม่เหนื่อยมากนัก  แม้ว่าคู่แข่งจะมีประสบการณ์ทำตลาดน้ำอัดลมมานานก็ตาม
               

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาบิ๊กโคล่ามีการออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งรูปแบบของการทำตลาดก็ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากคู่แข่งรายใหญ่อย่างโค้กและเป๊ปซี่  จากจุดต่างของกลยุทธป่าล้อมเมืองที่บิ๊กโคล่านำมาต่อสู้กับคู่แข่งรายใหญ่ในตลาด  โดยเฉพาะกลยุทธในด้านของราคาขายที่กำหนดราคาเริ่มต้นที่ 10 บาท ในขนาดขวด 360 ซีซี  ถือว่าได้ผลการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าตลาดต่างจังหวัดเป็นอย่างดี  เนื่องจากราคาถูกกว่าและขวดใหญ่กว่าคู่แข่งในตลาด
               

ภายหลังจากสร้างแบรนดืบิ๊กโคล่าจนติดตลาดต่างจังหวัดจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว  ปัจจุบันบิ๊กโคล่าเริ่มขยับเข้ามาทำตลาดในกรุงเทพฯ  แม้ว่าหลายพื้นที่จะถูกคู่แข่งสกัดการนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย  เนื่องจากร้านค้าส่วนใหญ่จะเน้นการเอ็กซ์คูซีฟแบรนด์  ซึ่ง 2 แบรนด์ยักษ์ในตลาดอย่างโค้ก กับ เป๊ปซี่  ก็แบ่งกันกินแชร์ช่องทางจำหน่ายไปเกือบเต็ม 100% แล้ว
               

แม้ว่าถูกคู่แข่งกีดกันการจำหน่ายสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่จากการที่บิ๊กโคล่าพยายามทำกิจกรรมการตลาดที่ฉีกจากคู่แข่งที่ทำในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคมาร์เก็ตติ้ง  หรือสปอตมาร์เก็ตติ้ง  รวมไปถึงมูฟวี่มาร์เก็ตติ้ง  ส่งผลให้ แบรนด์บิ๊กโคล่า เริ่มเป็นตราสินค้าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักอยู่ในอัตราส่วน 98% และ 86% รับรู้ว่ามีส่วนร่วมกับฟุตบอลระดับโลกภายหลังจากได้นั่งเป็นสปอนเซอร์ทีมชาติอังกฤษ
               

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทแม่บิ๊กโคล่า ได้ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ในการรีแบรนด์บิ๊กโคล่าครั้งใหญ่ในรอบ 12 ปีทั่วโลกด้วยการเริ่มจากตลาดในเอเชีย และประเทศไทยเป็นประเทศแรก ในการปรับภาพลักษณ์ ก้าวสู่ยุคใหม่ของบิ๊กโคล่า ภายใต้แนวคิด “Think Big” เพื่อรุกตลาดน้ำอัดลมทั่วโลก โดยภาพลักษณ์ใหม่ของบิ๊กโคล่า จะสะท้อนความทันสมัย กล้าคิด แตกต่าง อย่างท้าทาย ฉีกรูปแบบการทำตลาดน้ำอัดลมทั่วโลก 
               

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ขององค์กร ที่มุ่งทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่  เนื่องจากบิ๊กโคล่ามีเป้าหมายที่จะผลักดันให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

นายโซริน วอยเนีย  หัวหน้าฝ่ายการตลาด เอเชียแปซิฟิค  บริษัท อาเจ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลม แบรนด์ “บิ๊ก โคล่า ” กล่าวว่า  ตลาดน้ำอัดลมในเอเชียยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากคนเริ่มมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ส่งผลให้มีความต้องการเครื่องดื่มที่ดีเพิ่มขึ้นไปด้วย  โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าตลาดเอเชียจะมีอัตราการเติบโตที่สูงมากกว่าปัจจุบันนี้  ซึ่งในส่วนของตลาดในประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดน้ำอัดลมที่ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากการแข่งขันที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต  บิ๊กโคล่าจึงขอเก็บเล็กผสมน้อย  ด้วยการออกมาทำกิจกรรมการตลาด  เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งล่าสุดได้ใช้งบ 160 ล้านบาท  ในการเปิดตัวแคมเปญการตลาดระดับภูมิภาค “บิ๊กโคล่า ท้าดวล จุดโทษกับโจ ฮาร์ท” ด้วยกัน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ใช้งบ 60 ล้านบาท เวียดนาม 40 ล้านบาท อินโดนีเซีย 40 ล้านบาท และอินเดีย 20 ล้านบาท 
              

โดยแต่ละประเทศจะเฟ้นหาตัวแทนประเทศละ 2 คนเข้าร่วมดวลจุดโทษกับโจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษและสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี ที่ประเทศอังกฤษ โดยแคมเปญดังกล่าวจะเริ่มพร้อมกัน 15 ก.ย.55 ใน  3 ประเทศ คือ ไทย  เวียดนาม และอินโดนีเซีย 
               

นายโซรินกล่าวว่า  การทำสปอร์ตมาร์เกตติ้งในรูปแบบในครั้งนี้  ไม่ได้คาดหวังด้านยอดขาย แต่ต้องการให้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งารจัดแคมเปญ “บิ๊กโคล่า ท้าดวล จุดโทษกับโจ ฮาร์ท” ในครั้งนี้ถือเป็นการฉีกประวัติศาสตร์สปอร์ต มาร์เก็ตติ้งเมืองไทย ปูพรมรีจินอล   เพราะได้มีการนำสุดยอดผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ และสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้แบบตัวต่อตัวเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย สร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งเดียวในชีวิต

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรก เป็นรอบคัดเลือกเริ่มตั้งแต่ 15 กันยายนถึง 31 ต.ค.นี้   เพื่อเฟ้นหาผู้โชคดี จำนวน 20 คน ไปดวลจุดโทษกับ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของไทย และ มือหนึ่งสโมสรชลบุรี เอฟซี  สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ณ สนามชลบุรี สเตเดียม จังหวัด ชลบุรี  ในวันที่ 4 พ.ย. 2555 เพื่อหาสุดยอดดาวซัลโว 3 คนสุดท้ายเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันยิงลูกโทษ กับ โจ ฮาร์ท ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในเดือนธ.ค. 2555

การจัดแคมเปญ “บิ๊กโคล่า ลุ้นดวล จุดโทษกับโจ ฮาร์ท” ในครั้งนี้บิ๊กโคล่ามั่นใจว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทย   เพราะเป็นแคมเปญที่เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัดลมเมืองไทยคึกคักขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ที่เชื่อว่าตลาดยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายของบิ๊กโคล่าให้โตเป็นตัวเลข  2 หลักเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก

ขณะที่ภาพรวมยอดขายของบิ๊กโคล่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15-20%  ปลายปีจะไปถึงเป้าหมาย 2 หลักตามที่ตั้งเป้าหมายหรือไม่คงต้องมาลุ้นกันช่วงปลายปีอีกที  เพราะเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)  จะมีการเปิดตัวน้ำอัดลมแบรนด์น้องใหม่เข้ามาทำตลาด  ซึ่งน่าจะสร้างความคึกคักให้กับตลาดน้ำอัดลมประเทศไทยพอสมควร


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ก.ย. 2555 เวลา : 09:07:41
05-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 5, 2020, 6:37 pm