การตลาด
สกู๊ป : สิงห์ย้ำเจ้าตลาดฟองเบียร์ทุ่ม 1.6หมื่นล้านลุยโรงงานใหม่


จากแนวโน้มของตลาดเบียร์ที่เริ่มมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นภายหลังจากช่วง 3 เดือนแรกจะดูแผ่วๆไป  เพราะยังกลับมาผลิตสินค้ายังไม่ได้เต็มที่  ภายหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา  แม้ว่าโรงงานผลิตเบียร์จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมโดยตรง  แต่จากปริมาณน้ำที่มากส่งผลให้หลายเส้นทางถูกตัดขาด  จึงทำให้ไม่สามารถนำสินค้าออกมาจัดจำหน่ายได้ตามปกติ

ค่ายเบียร์สิงห์ เป็นหนึ่งบริษัทได้ที่ได้ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว แม้ว่ายอดขายในช่วงปลายปี 2554 และต้นปี 2555  จะชะลอไป  แต่จากการทำการตลาดที่หนักหน่วงส่งผลให้ภาพรวมยอดขายเบียร์ของบริษัท  สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ทำตลาดเบียร์สิงห์ และลีโอเบียร์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดเบียร์โดยรวม  ด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 69% ในปัจจุบัน และมีการคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้อาจขยับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 70%

ปัจจุบันตลาดเบียร์ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดจะเป็นตลาดอีโคโนมี่หรือตลาดเบียร์ระดับล่างมีอัตราาการเติบโตอยู่ที่  22.42%  มีปริมาณการขายอยู่ที่ประมาณ  308,817,000 ล้านลิตร  หรือมีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 87.24% ตามด้วยตลาดสแตนดาสหรือตลาดเบียร์ระดับกลางมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ  16.79%   มีปริมาณการขายอยู่ที่ประมาณ  33,298,224  ล้านลิตร  หรือมีสัดส่วนตลาดอยู่ที่   9.4%  และตลาดพรีเมียมหรือตลาดเบียร์ระดับบนมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ  7.08%  มีปริมาณการขายอยู่ที่ประมาณ  11,850,349 ล้านลิตร  หรือมีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ประมาณ  3.35% 

จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นจนเป็นเจ้าตลาดเบียร์  ส่งผลให้ปัจจุบันกำลังการผลิตเบียร์ของค่ายสิงห์เริ่มเต็มกำลัง ทำให้ต้องมองหาทำเลเพื่อสร้างโรงงานผลิตเบียร์แห่งใหม่  ซึ่งเบื้องต้นค่ายสิงห์แย้มๆมาว่าเล็งทำเลแถวกบินทร์บุรี  จ.ปราจีนบุรี  และราชบุรีไว้  เพื่อสร้างโรงงานผลิตเบียร์แห่งที่ 4  

 นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะขยายโรงงานผลิตเบียร์ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐมเพิ่ม  เนื่องจากปัจจุบันโรงงานแห่งดังกล่าวยังมีที่ดินเหลือให้พอขยายโรงงานในเฟส 2 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเบียร์ป้อนตลาดในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำส่วนต่อขยายคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตได้ในปี 2556


นายพลิศร์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด  ผู้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ สิงห์  และลีโอ  กล่าวว่า  บริษัทมีแผนที่จะใช้งบ 16,000  ล้านบาท  ในการขยายโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มเบียร์จำนวน 2 แห่ง  โดยในส่วนของแห่งแรกจะเป็นการขยายโรงงานพื้นที่เฟส 2 ของพื้นที่โรงงานผลิตเบียร์เดิมของ บริษัท สิงห์เบเวอเรช จำกัดที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม  ซึ่งน่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท จากงบการลงทุนรวมทั้งหมด 10,000 ล้านบาท  

หลังจากการก่อสร้างโรงงานเฟส 2 ที่อ. บางเลน จ. นครปฐมแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตเบียร์ได้ในปี 2556  ค่ายสิงห์คาดการณ์ว่ามีกำลังผลิตเบียร์ที่โรงงานแห่งดังกล่าวเพิ่มเป็น 1,000 ล้านลิตรต่อปี  จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตเบียร์อยู่ที่ 280 ล้านลิตรต่อปี

ส่วนการขยายโรงงานในแห่งที่ 2 นั้น  นายพลิศร์กล่าวว่า  ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกทำเลที่มีความเหมาะสมระหว่างกบินทร์บุรี และราชบุรี  ซึ่งหากสรุปเลือกทำเลได้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตเบียร์แห่งที่ 4 นี้ทันที  จากปัจจุบันมีโรงงานผลิตเบียร์สิงห์อยู่ 3 แห่ง คือ ปทุมธานี  ขอนแก่น และบางเลน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนในการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 4 ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท  

สำหรับที่ดินที่ค่ายสิงห์ต้องการเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเบียร์แห่งที่ 4 นั้น จะต้องมีที่ดินประมาณ 500 ไร่  ซึ่งหากได้ข้อสรุประหว่างที่ดินกบินทร์บุรี และราชบุรี  ค่ายสิงห์จะแบ่งการก่อสร้างโรงงานใหม่ออกเป็นเฟสๆ  โดยในส่วนของเฟสแรกคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ได้ในปี 2557  ภายใต้งบลงทุนเบื้องต้นที่ประมาณ  2,500 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือนจึงจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตสินค้า

นายพลิศร์กล่าวต่อว่า  การขยายโรงงานเพิ่มดังกล่าวนอกจากจะรองรับตลาดเบียร์ในประเทศที่มียังสามารถขยายตัวได้อีกอย่างมากแล้ว  สิงห์ยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  ด้วยการนำเข้าสินค้าเข้าไปขายในประเทศต่างๆ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา  และเวียดนาม  ซึ่งถือเป็นหนึ่งกลยุทธของแผนการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558    

 ก่อนหน้านี้ ค่ายสิงห์ได้เคยออกมาเปิดเผยแผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ว่า จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น  ซึ่งถือเป็นไปตามนโยบายของนายสันติ  ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่เคยให้ไว้ ซึ่งกลยุทธที่จะนำมารุกขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ จะเน้นไปที่การจับมือร่วมกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งเป็นหลักมากกว่าการเข้าไปซื้อกิจการ เพราะการเข้าไปซื้อกิจการแสดงว่าบริษัทนั้นๆ กำลังมีปัญหา ค่ายสิงห์จึงขอเน้นไปที่การจับมือร่วมกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมเหมือนกัน  เพื่อให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าด้วยกันเร็วขึ้น


นายปิติ  ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการสายการตลาด-ส่วนภูมิภาค บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น  จำกัด กล่าวว่า  นับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย  ซึ่งรูปแบบของการดำเนินธุรกิจจะเน้นการจับมือร่วมกับพันธมิตรของแต่ละประเทศก่อนที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้นๆ เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทไม่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ  จึงทำให้ต้องหาพันธมิตรมาช่วยเสริม

การจ้างบริษัท มูสส์เฮด โรงงานผลิตเบียร์ชื่อดังในอเมริกาที่รับจ้างผลิตเบียร์อาซาฮีและซานมิเกลผลิตเบียร์ให้กับบริษัท เพื่อจำหน่ายในอเมริกา ก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธดังกล่าว ซึ่งความคืบหน้าของแผนการดำเนินงานขณะนี้อยู่ระหว่างการทำสูตรน้ำเบียร์คาดว่าประมาณเดือน ต.ค.นี้น่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเริ่มผลิตสินค้าออกจำหน่าย โดยเบื้องต้นได้วางเป้าหมายการจำหน่ายเบียร์ในอเมริกาไว้ว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ 1% เนื่องจากตลาดเบียร์ในอเมริกามีขนาดใหญ่ หากมีส่วนแบ่งตลาดในระดับดังกล่าวก็เท่ากับมียอดขายในประเทศไทย

ส่วนแผนการทำตลาดในยุโรปนั้นจะเน้นไปที่อังกฤษ  ซึ่งปัจจุบันได้จ้างโรงงานในเยอรมันผลิตเบียร์บรรจุขวดพลาสติกจำหน่ายในสนามกีฬาที่สิงห์คอร์ปอเรชั่นเป็นผู้สนับสนุน ขณะที่ตลาดอาเซียนก็มีความสนใจที่จะเข้าไปขยายตลาดในประเทศพม่า กัมพูชา และเวียดนาม  เนื่องจากตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่ใหญ่และปัจจุบันบริษัทก็มียอดขายตามแนวชายแดนในประเทศดังกล่าวเติบโตเป็นอย่างดี  โดยในส่วนของประเทศพม่าและกัมพูชาปีนี้ตั้งเป้าน่าจะมียอดขายตามแนวชายแดนอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านลิตร

นอกจากนี้ ค่ายสิงห์ยังมีความสนใจที่จะเข้าไปสร้างโรงงานในประเทศพม่า กัมพูชา และเวียดนามอีกด้วย โดยในส่วนของประเทศพม่าจะเป็นประเทศแรกที่บริษัทให้ความสนใจ  เนื่องจากเพิ่งเปิดประเทศและเป็นประเทศที่มีทรัพยากรและแรงงานที่ดี ซึ่งรูปแบบของการเข้าไปสร้างโรงงานมีความเป็นไปได้ทั้งการเข้าไปจับมือร่วมกับพันธมิตรในประเทศพม่าและสร้างเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งทำเลที่สนใจเข้าไปตั้งโรงงาน คือ ชายแดนพม่าที่ติดกับประเทศจีนตอนใต้  เพราะนอกจากจะขายสินค้าในประเทศพม่าได้แล้ว ยังมีโอกาสขยายตลาดเข้าไปในประเทศจีนได้อีกด้วย

ส่วนการทำตลาดในเวียดนามนั้น หลังจากที่กำแพงภาษีนำเข้าปรับลดลง บริษัทก็จะส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดมากขึ้น ขณะที่กัมพูชา บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปตั้งสำนักงานขายเพื่อทำตลาดอย่างจริงจัง  เนื่องจากปัจจุบันมี 3 เมืองหลักที่น่าสนใจเข้าไปทำตลาด คือ พระตะบอง พนมเปญ และปอยเปต ซึ่งหลังจากที่เดินหน้าขายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องคาดว่าภายในปี 2558 จะมีสัดส่วนรายได้การส่งออกเพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่  10%


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.ย. 2555 เวลา : 16:00:43
05-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 5, 2020, 6:04 pm