เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ห่วงหนี้ครัวเรือนฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจ


หนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง    ได้สร้างความกังวลให้กับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว  ซึ่ง นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ยอมรับว่า  ธปท.จะดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น หลังจากที่สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนเริ่มสูงขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 40-50% ของรายได้รวม เทียบกับอดีตซึ่งเคยอยู่ระดับ 30% และหนี้เหล่านี้ยังไม่นับรวมกับหนี้นอกระบบ  ซึ่งไม่รู้ว่ามีสัดส่วนเท่าใด

สำหรับการศึกษาถึงระดับที่เหมาะสมของหนี้ครัวเรือน   สหรัฐอเมริกาเคยมีการศึกษาว่า อยู่ที่ 28%  ของรายได้เท่านั้น   

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า  หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้    ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่ใช้ประกาศไว้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา  ทั้งนโยบายรับจำนำข้าว โครงการรถยนต์คันแรก โครงการบ้านหลังแรก  หรือโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย 
 
 
ซึ่งในรายงาน รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับล่าสุดเดือน ก.ค.55 ของธปท. ได้ประเมินภาคครัวเรือน พบว่า  ภาคครัวเรือนมีความเสี่ยงมากขึ้น   ซึ่งสะท้อนได้จากภาระหนี้สินมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง  ประกอบกับความมั่นคงทางด้านรายได้ของครัวเรือน ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จะมีภาระในการชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ
 
 
จากการสำรวจ ยังพบว่า ภาคครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ซึ่งมีรายได้ขึ้นอยู่กับราคาพืชผลในตลาดโลก และครัวเรือนที่ประกอบอาชีพรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมอาจจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่งออก โดยเมื่อเปรียบเทียบเป็นกลุ่มอาชีพต่างๆ พบว่า ภาคครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีภาระหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น มีสัดส่วนรายจ่ายชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 0.35 เท่า ซึ่งสูงกว่าการประเมินภาพรวมภาระการชำระหนี้เฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 0.31 เท่า ขณะที่ครัวเรือนประกอบอาชีพแรงงาน และรับจ้างยังมีภาระชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำที่ 0.21 เท่า

สอดคล้องกับมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  ที่นางสุวรรณี คำมั่น  รองเลขาธิการ สศช. ยอมรับว่า ในปีนี้สัดส่วนของหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากปี 54 ที่มีอยู่ 55.8% ของครัวเรือนทั่วประเทศ หรือประมาณ 134,900 บาทต่อครัวเรือน  ส่วนหนึ่งเป็นการก่อหนี้จากผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ต่อเนื่องมาจากปี 54  ทั้งนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปี 54 นโยบายบ้านหลังแรก รถคันแรก และการแปลงหนี้นอกระบบให้เข้าสู่ระบบ
 
ขณะเดียวกันยังมีการก่อหนี้รายย่อยเพิ่มขึ้น  เห็นได้จากยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 10.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป เพิ่มขึ้น 13.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.7% 
 
 
ด้านกรุงเทพโพลล์ ที่จัดทำผลสำรวจ นักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 27 แห่ง จำนวน 70 คน เรื่อง "นโยบายประชานิยมส่งผลดีหรือเสียต่อประเทศไทย" ระหว่างวันที่ 21-28 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ประเมินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดปัจจุบันมี 16 โครงการ มีโครงการที่ไม่ดี  7 โครงการ ส่วนโครงการที่ดีมี  4 โครงการ และอีก 5 โครงการดี  แต่มีวิธีดำเนินการไม่ถูกต้อง

โดยโครงการประชานิยมที่ไม่ดีจำนวน 7 โครงการ ได้แก่ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก, โครงการแจกแท็บเลตพีซี, โครงการรถยนต์คันแรก, โครงการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราว  เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงทันที, โครงการบัตรเครดิตพลังงานสำหรับผู้ประกอบการอาชีพรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ, โครงการเพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท และโครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีวงเงินจังหวัดละ 100 ล้านบาท

สถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนในปีนี้  นับได้ว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น  ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่ชะลอการสร้างหนี้จากนโยบายประชานิยม ในปีหน้าคงต้องเตรียมรับมือกับการเผาจริงของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 ต.ค. 2555 เวลา : 04:42:39
20-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 20, 2019, 11:57 am