เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
รับจำนำข้าวเผือกร้อนในมือรัฐบาล


นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ถือว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่สำคัญด้านหนึ่งของพรรคเพื่อไทย  ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา  ซึ่งนายบุญทรง  เตริยาภิรมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์   ยอมรับว่า  นโยบายรับจำนำข้าว เริ่มต้นจากการทำนโยบาย ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2554 ของพรรคเพื่อไทย  ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า คนชั้นกลาง แรงงาน ไล่มาถึงเรื่องกองทุนสตรี กองทุนตั้งตัวได้ และท้ายที่สุดคือเกษตรกรชาวนา  ที่ต้องได้รับการดูแล โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีอยู่ในระบบจำนวนกว่า 10  ล้านคน  ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน    จึงมองไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยการเอาโครงการยกระดับสินค้าเกษตร มาเป็นหลักในการปฏิบัติงาน

แต่การดำเนินนโยบายในช่วง1 ปีที่ผ่านมา  ก็ได้รับเสียงวิพากย์ วิจารณ์  จากผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก  ทั้งในเรื่องทำให้ไทยต้องเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ให้กับเวียดนามในปีนี้   การทุจริตในโครงการ   รวมทั้งพวกพ้องของรัฐบาลได้ประโยชน์มากกว่าเกษตกร  จนนักวิชาการจากนิด้า และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ต้องออกมายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ  เพื่อให้มีคำสั่งยับยั้งการดำเนินการดังกล่าว    

โดยเงื่อนไขที่นักวิชาการเรียกร้อง  คือ การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติหรือชะลอการดำเนินงานโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล  และต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการ 3 ประการ  ได้แก่ 1.ปรับราคาการรับซื้อที่ไม่ขัดกับกลไกการค้าเสรี  2.ทำให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นการจำนำข้าวอย่างแท้จริง และ 3.มีการจำกัดจำนวนการรับซื้อข้าว

และล่าสุดที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง  เมื่อ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร  ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และถือว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการค้าข้าวมากที่สุดคนหนึ่ง ได้ออกมาเตือนรัฐบาลถึงปัญหาความวุ่นวายโครงการจำนำข้าวที่กำลังบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ โดยยอมรับว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับโครงการจำนำข้าวมาตั้งแต่แรกเริ่มโครงการแล้ว รวมทั้งเคยเตือนนายกรัฐมนตรี ไปด้วยว่า  “ไม่ควรทำ”   
          
เพราะโครงการนี้อาจทำให้รัฐบาลพัง เนื่องจากราคาจำนำควรจะต้องต่ำกว่าราคาจริง แต่การให้ราคาจำนำสูงกว่า ทำให้ไม่มีเกษตกรมาไถ่ถอน ข้าวที่มาจำนำก็มีทั้งของจริง และสต็อกลม ไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้  ซึ่งถ้ารัฐยังขายข้าวไม่ได้ ก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก
 
 
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สำรวจสถานการณ์การส่งออกข้าวของไทยในช่วง  8 เดือนแรกของปี 2555 พบว่า  มีปริมาณการส่งออก 4.4 ล้านตัน ลดลง 46.4%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนหนึ่งเป็นผลมา   จากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล
 
 
ส่วนภาพรวมสถานการณ์ด้านราคา พบว่าราคาส่งออกข้าวของไทย (F.O.B. กรุงเทพฯ) ช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง  และเมื่อพิจารณาในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2555 พบว่า  ราคาส่งออกข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 569 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้น 9.8% (YoY) และมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2552-2554 ที่ 532 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน  ซึ่งเป็นผลจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งในด้านหนึ่งมีผลในการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร แต่ขณะเดียวกันอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยในตลาดโลก ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามพยายามลดราคาลง  11.6% เพื่อแข่งขันกับอินเดียที่กลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอีกครั้ง หลังจากที่งดส่งออกไป 3 ปี   ซึ่งขณะนี้อินเดียมีราคาข้าวส่งออกต่ำที่สุด ส่งผลให้ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน 

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงเงินที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ อุดหนุน โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  เพื่อให้โครงการดังกล่าวดำเนินการได้จริง  ดังนั้นหากรัฐบาลไม่รับฟังและปรับจุดอ่อนของนโยบายดังกล่าว  นอกจากรัฐบาลจะพังแล้ว  เชื่อว่า ประเทศชาติก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ต.ค. 2555 เวลา : 05:56:50
20-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 20, 2019, 11:50 am