การตลาด
สกู๊ป : ฝุ่นตลบตลาดเบียร์ ...บิ๊กโคล่า เล็งอิมพอร์ท 4 แบรนด์ลุยไทย


                แม้ว่าผู้เล่นตลาดเบียร์ในประเทศไทยจะมีความน่ากลัว เพราะผู้เล่นแต่ละรายบิ๊กบึ้มใช่เล่น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับบริษัท อาเจไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมภายใต้แบรนด์ "บิ๊ก โคล่า" ที่มีแผนจะอิมพอร์ทกลุ่มสินค้าเบียร์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจำนวน 4 แบรนด์ หลังยังพบโอกาสและช่องว่างให้สามารถเข้ามาขยับขยายธุรกิจ โดยขณะนี้ทางอาเจไทย กำลังดำเนินการศึกษาตลาดรวมเบียร์ และพฤติกรรมของผู้บริโภคว่า ถ้าเข้ามาจริงสมควรจะเข้ามาช่วงไหน

                หลังจากเริ่มดำเนินธุรกิจน้ำอัดลมภายใต้แบรนด์ บิ๊กโคล่าเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2533 ด้วยการเน้นการทำตลาดเฉพาะภายในประเทศ และต่อมาค่อยๆขยายตลาดออกมาในประเทศละแวกเดียวกัน ต่อเนื่องมาจนถึงภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ปัจจุบันเอเจ กรุ๊ป มีธุรกิจในต่างประเทศขณะนี้จำนวน 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสินค้าที่ผลิตเข้าทำตลาดนอกจากจะมีเป็นกลุ่มน้ำอัดลมแล้ว ยังมีน้ำผลไม้ น้ำดื่ม น้ำชา น้ำเกลือแร่ และเบียร์ รวมประมาณ 10-15 แบรนด์ หรือประมาณ 20-25 รายการเข้าทำตลาดในประเทศต่างๆทั่วโลก

                สำหรับตลาดในประเทศไทยปัจจุบันมีสินค้าในเครือของอาเจ กรุ๊ป เข้ามาทำตลาดแล้วจำนวน 4 แบรนด์ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าน้ำอัดลมภายใต้แบรนด์บิ๊กโคล่า กลุ่มสินค้าน้ำดื่มภายใต้แบรนด์เซียโร (Cielo) กลุ่มสินค้าชาพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์คูล ที (cool tea) และกลุ่มเครื่องดื่มสปอร์ทดริ้งหรือเครื่องดื่มให้พลังงานภายใต้แบรนด์สปอเรด(sporade)ล่าสุดมีแย้มๆออกมาว่าจะนำกลุ่มสินค้าเบียร์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้านี้หรือประมาณปี 2558

                ธุรกิจเบียร์ของอาเจ กรุ๊ป ได้เริ่มขึ้นในประเทศเปรูประมาณปี 2550 แรกเริ่มเดิมทีก็เน้นการทำตลาดภายในประเทศต่อมาก็มีการขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ ส่งผลให้ปัจจุบันโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศเปรูกลายเป็นฐานผลิตที่สำคัญสำหรับการทำตลาดเบียร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

                นายเฮอร์นัน คอโดว่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาเจไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมภายใต้แบรนด์ บิ๊กโคล่า กล่าวว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือประมาณปี 2558 บริษัทมีแผนที่จะนำแบรนด์เครื่องดื่มเบียร์ในเครือเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เนื่องจากตลาดเครื่องดื่มเบียร์ในประเทศไทยยังมีโอกาสให้สามารถเข้าไปทำตลาดได้ แม้ว่าการแข่งขันในตลาดจะมีความรุนแรงจากการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศอย่างเบียร์สิงห์ และเบียร์ช้าง

                สำหรับการเข้ามาทำตลาดเบีบร์ในไทยนั้น นายเฮอร์นันกล่าวว่า อาจจะต้องดำเนินการสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมาใหม่ เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มเบียร์โดยเฉพาะ เพราะถ้าหากนำเข้าเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่จะเข้าจากฐานผลิตที่ประเทศเปรู อาจส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานสูงเกินไป เนื่องจากอัตราการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยค่อนข้างสูง อาจทำให้ไม่คุ้มกับการเข้ามาลงทุนทำตลาด

                โดยในส่วนของโรงงานผลิตเบียร์นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของแบรนด์ที่จะนำเข้ามาทำตลาดคาดว่าจะนำมาครบทั้ง 4 แบรนด์ เพราะแต่ละแบรนด์มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป โดยในส่วนของแบรนด์ฟรังกา (Franca) จะเป็นเบียร์ในระดับพรีเมี่ยมหรือตลาดระดับบน แบรนด์ คลับ (CLUB) จะเป็นกลุ่มอีโคโนมี่หรือตลาดล่าง แบรนด์ทริสครอส (Triscruces) และ คารัล (Caral) จะเป็นกลุ่มสแตนดาร์ดหรือระดับกลาง

                นายเฮอร์นันกล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือ เราต้องทำการศึกษาตลาดเบียร์ในประเทศไทยอย่างจริงจังคาดว่าปี2558 น่าจะได้ข้อสรุป การสนใจนำเข้าสินค้ากลุ่มเบียร์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพราะเห็นโอกาส ซึ่งรสชาติของสินค้าถือเป็นตัวสำคัญในการทำตลาดเครื่องดื่ม ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าสินค้าของเรารสชาติดี ขณะที่ผู้บริโภคคนไทยเองก็มีความต้องการที่จะทดลองสินค้ารสชาติใหม่ๆ

                ขณะที่แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีหน้าอาเจไทยยังไม่มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาด เนื่องจากต้องการทำตลาดอย่างจริงจังกับแบรนด์ที่มีการเปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์น้ำดื่มเซียโร (Cielo) ชาคูล(cool) หรือเครื่องดื่มสปอร์ทดริ้งสปอเรด(sporade) ขณะที่แบรนด์บิ๊กโคล่าเองก็จะมีการออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

                ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาเจไทยยังไม่มีแผนที่จะนำแบรนด์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดในขณะนี้ เนื่องจากกำลังผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะค่อนข้างเต็มกำลังการผลิต ส่งผลให้แผนการนำเข้าแบรนด์ใหม่ๆ ต้องชะลอออกไปก่อนขนกว่าจะหาทำเลเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ได้ โดยขณะนี้ทางอาเจไทยก็ได้มีการศึกษาทำเลในภาคเหนือและอีสานไว้บ้างแล้วคาดว่าอีก 2-3 เดือนน่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องของทำลโรงงานใหม่ ซึ่งในส่วนของงบการลงทุนสร้างโรงงานใหม่เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท

                ขณะที่น้องใหม่กำลังเล็งเป้าจะเข้ามาทำตลาดเบียร์ในประเทศไทย ยักษ์ใหญ่รายเดิมที่อยู่ในตลาดไม่ว่าจะเป็นบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) เจ้าของเบียร์ช้าง อาชา และเฟรเดอร์บรอย บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของเบียร์สิงห์ และลีโอ บริษัท ไทยเอเชียแฟซิฟิกบริวเวอรี่ จำกัด เจ้าของเบียร์ไฮเนเก้น และไทเกอร์เบียร์ ยังคงชิงไหวชิงพริบในด้านของการเข้าซื้อกิจการ การร่วมทุนกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อขยายอาณาจักรเบียร์ของตัวเองในต่างแดน

                ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ค่ายสิงห์ก็ได้มีการจับมือกับคาร์ลสเบอร์ก กรุ๊ป ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเดนมาร์ก ตกลงปลงใจที่จะตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เบียร์คาร์ลสเบอร์กในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็จะมีการนำเบียร์สิงห์เข้าไปขยายตลาดในต่างประเทศผ่านเครือข่ายกระจายสินค้าและจัดจำหน่ายระหว่างประเทศทั่วโลกของคาร์ลสเบอร์ก

การจับมือร่วมกันดังกล่าวถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของค่ายสิงห์ โดยเฉพาะการขยายตลาดเบียร์สิงห์ในต่างประเทศ เนื่องจากคาร์ลสเบอร์กเป็นเบียร์ชั้นนำในระดับพรีเมี่ยม และปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในประเทศต่างๆแล้วมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

                เบียร์คาร์ลเบอร์ก ถือเป็นแบรนด์สินค้าอีกแบรนด์หนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทย เพราะก่อนหน้านี้เบียร์คาร์ลสเบอร์กจะมีผนึกกำลังกับค่ายสิงห์ เคยจับมือกับเจ้าพ่อน้ำเมาอย่างเสี่ยเจริญ หรือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมาแห่งค่ายช้างมาก่อน แม้ว่าการเข้ามาทำตลาดของเบียร์คาร์ลเบอร์กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534 ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จะไม่ประสบความสำเร็จในด้านของยอดขาย แต่หากมองในด้านของการสร้างแบรนด์แล้ว ถือว่าไทยเบฟประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

                หลังจากค่ายสิงห์มาเสียบเป็นพันธมิตรกับคาร์ลสเบอร์กแทนที่ช้าง และพลาดหวังจากการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท เอเชียแปซิฟิก บริวเวอรี่ เนื่องจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ หรือเอฟแอนด์เอ็น ได้ลงคะแนนเสียงข้างมากอนุมัติการขายหุ้น 40% ในบริษัท เอเชียแปซิฟิก บริวเวอรี่ (เอพีบี) ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์ ให้กับบริษัทไฮเนเก้น จากเนเธอร์แลนด์ ส่งผลให้ไฮเนเก้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอพีบี มากกว่า 80% สามารถเข้าทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เหมือนเดิม แต่ค่ายช้างก็ยังไม่หมดหวังยังคงเดินหน้าหาธุรกิจที่มีศักยภาพมาขยายฐานสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

                ก่อนหน้านี้นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ได้เคยออกมาเปิดเผยการดำเนินธุรกิจภายใต้ร่มไม้ชายคาของไทยเบฟเวอเรจตามวิสัยทัศน์ของนายเจริญ สิริวัฒน์ภักดี ไว้ว่าการเข้าเทคโอเวอร์หรือเข้าถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่มีศักยภาพยังคงเดินหน้าต่อ เพราะการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่มีศักยภาพถือเป็นการย่นระยะเวลาของการสร้างธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งง่ายกว่าการสร้างขึ้นมาใหม่ที่ต้องใช้เวลา

                สมรภูมิฟองเบียร์นับจากนี้จะเป็นอย่างไรน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะนับวันยิ่งมีความดุเดือดเพิ่มขึ้น ใครจะพลาดพลังใครจะโกยเงินเข้ากระเป๋าจนตุงงานนี้มีลุ้น.

 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ต.ค. 2555 เวลา : 04:13:07
05-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 5, 2020, 6:41 pm