การตลาด
สกู๊ป : เมเจอร์ขยายอาณาจักรโรงหนังบุก AEC












 

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เพราะในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีโรงภาพยนตร์ที่มีศักยภาพและทันสมัย  นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับค่ายหนังได้เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากคุณภาพของโรงภาพยนตร์ที่มีการพัฒนาให้มีความทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  จึงทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

จากช่องว่างของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับประเทศไทย ที่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ดีๆ เข้ามาเปิดให้บริการ ด้วยเหตุนี้ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กุ้ป จำกัด (มหาชน) จึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศเพื่อนบ้าน  ด้วยการจับมือกับผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ เข้าไปปูทางธุรกิจโรงภาพยนตร์  ซึ่งเบื้องต้นแย้มๆมาว่าจะชิมลางสัก 2 ประเทศก่อน

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กร็ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  บริษัทจะจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อนำธุรกิจโรงภาพยนตร์เข้าไปเปิดให้บริการ  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะได้ข้อสรุปพร้อมเปิดตัวพันธมิตรร่วมทุนอย่างเป็นทางการในต้นเดือน พ.ย.นี้  ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดตัวพร้อมเซ็นสัญญาทำธุรกิจร่วมกันจำนวน 2 ประเทศ

สำหรับรูปแบบของการเข้าไปขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภูมิภาคอาเซียนนั้น จะยังคงเน้นไปที่การนำโรงภาพยนตร์เข้าไปเปิดให้บริการภายในศูนย์การค้าครบวงจรขนาดใหญ่ ซึ่งแบรนด์ของโรงภาพยนตร์ที่จะนำไปขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนนั้น บริษัทจะใช้แบรนด์ เมเจอร์ ซีพีเพล็กซ์  เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจโรงภาพยนตร์ของบริษัท

ส่วนเม็ดเงินที่จะนำเข้าไปลงทุนธุรกิจโรงภาพยนตร์ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียนนั้น  คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  100  ล้านบาท  เนื่องจากเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ประมาณ  8-10  สาขา  ซึ่งแต่ละโรงภาพยนตร์จะใช้งบลงทุนประมาณ  10  ล้านบาทใกล้เคียงกับการลงทุนในประเทศไทย

ก่อนหน้าที่เมเจอร์จะเข้าไปขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภูมิภาคอาเซียนนั้น  เมเจอร์ได้เข้าไปขยายธุรกิจในประเทศอินเดียมาแล้วทั้งในส่วนของโบว์ลิ่ง  และโรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ส่งผลให้เมเจอร์มีแผนที่จะเดินหน้าขยายธุรกิจโบว์ลิ่งเพิ่มขึ้นในปี 2556 เป็น  200 เลน จากปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้วจำนวน  74 เลน  ขณะที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์เองก็มีแผนที่จะขยายเพิ่มเป็น 300 โรง  จากปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้วจำนวน  175  โรง

สำหรับแผนการขยายธุรกิจตลาดในประเทศนั้น เมเจอร์ก็ยังคงเดินหน้าสยายปีกธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งทำเลที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษนั้นก็คือ ตลาดต่างจังหวัด  เนื่องจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ที่ดีมีคุณภาพเปิดให้บริการ เมเจอร์จึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่หรือจังหวัดเล็ก  และถ้าเป็นไปได้เมเจอร์ก็อยากเข้าไปเปิดโรงภาพยนตร์ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งตอนนี้ทำได้แล้วจำนวน  23  จังหวัด

ส่วนแผนการขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปี 2556 นี้เมเจอร์มีแผนที่จะใช้งบ 1,000 ล้านบาท ในการขยายโรงภาพยนตร์ใหม่เพิ่มขึ้นจำนวน 12 สาขา  หรือประมาณ 100 โรง ซึ่งถือเป็นการขยายสาขามากที่สุดตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาที่แต่ละปีจะขยายโรงภาพยนตร์เพียง 30-40 โรงต่อปีเท่านั้น

นายวิชากล่าวต่อว่า  ตอนนี้บางจังหวัด บริษัทก็มีโรงภาพยนตร์เปิดให้บริการแล้วจำนวน 2 สาขา เช่น พิษณุโลก  เชียงใหม่ และนครสวรรค์  ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในสาขาที่ 2  ส่วนสาขาแรกที่จะได้เห็นในปีหน้าที่เปิดเผยได้ในตอนนี้คือ  หาดใหญ่  และอุบลราชธานี  ซึ่งรูปแบบของการเข้าไปเปิดให้บริการบริษัทจะเน้นการจับมือกับห้างค้าปลีกอย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล  เพราะแผนการดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัลนับจากนี้มีแผนที่จะเดินหน้าขยายสาขาศูนย์การค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง  จึงถือเป็นโอกาสให้บริษัทเข้าไปขยายธุรกิจด้วย

ปัจจุบัน บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) มีธุรกิจโรงภาพยนตร์เปิดให้บริการอยู่ที่ประมาณ  406 โรง จากแบรนด์โรงภาพยนตร์ทั้งหมด 6 แบรนด์  ประกอบด้วย  เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ , อีจีวี, เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ ,พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ,พาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์  และเมกะ ซีนีเพล็กซ์  ซึ่งในอนาคตอาจมีแบรนด์ใหม่เข้ามาให้บริการเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ เมเจอร์จะใช้ชื่อแบรนด์โรงภาพยนตร์ตามศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการ  หากศูนย์การค้านั้นๆ เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่  เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและกลมกลืนกับศูนย์การค้า

จากการเดินหน้าขยายโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง  เมเจอร์คาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมีจำนวนโรงภาพยนตร์เปิดให้บริการครบ 500 โรง และเพิ่มเป็น 800 โรงภายในอีก 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวยังไม่นับรวมการขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ในตลาต่างประเทศ

กลยุทธการทำตลาดของโรงภาพยนตร์เมเจอร์ นอกจากจะขยายโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว เมเจอร์ยังมีการปรับรูปแบบของการให้บริการ เพื่อเอาใจลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ทั้งรูปแบบผ่านการทำบัตรสมาชิก ซึ่งจะมีทั้งเจาะกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เนื่องจากเมเจอร์ต้องการมอบสิทธิ์ประโยชน์ให้เหมาะสมกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีการจับมือร่วมกับพันธมิตรต่างๆ  เพื่อเพิ่มการบริการให้มีศักยภาพและโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดตัวโรงภาพยนตร์สุดหรู “บางกอก แอร์เวย์ส บลูริบบอน สกรีน” 3 โรง ขนาด 72 ที่นั่ง,32 ที่นั่ง และ 38 ที่นั่ง ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ที่มีความเป็นส่วนตัว

พร้อมกันนี้ ยังได้มีการปรับโฉมโรงภาพยนตร์และเลาจน์ใหม่ เพื่อรองรับลูกค้าของบางกอกแอร์เวย์ส  ภายหลังจากเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่เป็นระยะเวลา 3 ปี และสามารถต่อเพิ่มได้อีก 3 ปีในการเปิดเนมมิ่งสปอนเซอร์  ซึ่งถือเป็นการทำกิจกรรมการตลาดร่วมกันแบบวินวิน  เพราะเมเจอร์ก็สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าของบางกอกแอร์เวย์ได้  ขณะที่บางกอกแอร์เวย์เองก็สามารถขยายฐานลูกค้าเข้ามายังฐานลูกค้าของเมเจอร์ได้  ด้วยการเปิดจุดให้ลูกค้าสามารถเข้ามาจองตั๋วสายการบินได้ ซึ่งหลังจากความร่วมมือกันดังกล่าว เมเจอร์คาดหวังว่าน่าจะเพิ่มฐานลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นได้เป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ เมเจอร์ยังจับมือร่วมกับเอไอเอส ในการเป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์โรงภาพยนตร์ 4 มิติ โดยจับมือร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์ในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์  จับมือกับธนาคารกรุงไทย ,สิงห์ และ บีเอสซี  ในการเป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์โรงภาพยนตร์ดิจิตอล  ซึ่งจากการเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเมเจอร์คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่กว่า 6,000 ล้านบาท.

 

 

 

 

 

 


LastUpdate 13/10/2555 10:30:18 โดย : Admin
05-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 5, 2020, 6:08 pm