การตลาด
สกู๊ป : แฟชั่นไทยคึกคัก H&M - ยูนิโคล่ ตบเท้าชิงแชร์ตลาดไทย


เริ่มมีความคึกคักขึ้นแล้วสำหรับตลาดสินค้าแบรนด์แฟชั่น ภายหลังจากแบรนด์เอชแอนด์เอ็ม เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน  ส่งผลให้คู่แข่งแบรนด์เดิมที่อยู่อยู่ที่ตลาดอย่างซาร่า  แก๊ป และยูนิโคล่ จะต้องมาทำกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น
 
                ปัจจุบันตลาดสินค้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมีซาร่า เป็นผู้นำตลาด ตามด้วยเอชแอนด์เอ็ม  แก็ป  และยูนิโคล่  ซึ่งในส่วนของแบรนด์ยูนิโคล่  และเอชแอนด์เอ็ม  ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่สำหรับตลาดประเทศไทยปัจจุบันมีการออกมาประกาศกลยุทธในการทำตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น  ขณะที่ผู้เล่นรายเดิมอย่างซาร่า และแก๊ป ยังคงซุ่มเงียบไม่ออกมาเปิดเผยกลยุทธที่แน่ชัดว่าจะขยายสาขาเท่าไหร่ ทำการตลาดแบบไหน
 
นายพาร์ ดาร์จ ผู้จัดการธุรกิจด้านแฟรนไชส์ เอชไทย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านเสื้อผ้าแฟชั่น เอชแอนด์เอ็ม จากประเทศสวีเดน  กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทวางแผนจะเปิดสาขา ร้านเอชแอนด์เอ็ม ในประเทศไทยจำนวน 2 สาขา โดยสาขาแรกที่เปิดให้บริการไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา  คือ ศูนย์การค้าสยามพารากอน  ขณะที่สาขาที่ 2 ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปแบบสดๆ ร้อนๆเมื่อวันที่  10 ต.ค.ที่ผ่านมา คือ สาขาศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ  ขณะที่ปี 2556 มีแผนที่จะขยายเพิ่มอีกประมาณ 3  สาขา  
 

 
ทั้งนี้การที่บริษัทเลือกเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย  เป็นเพราะประเทศไทยเป้นเมืองแฟชั่นขนาดใหญ่  และเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตในด้านของธุรกิจสินค้าแฟชั่นได้อีกมาก ซึ่งกลยุทธที่เลือกมาทำตลาดในประเทศไทยจะเน้นไปที่การนำสินค้าใหม่ๆ เข้าเข้ามาทำหน่ายทุกวัน และแต่ละคอลเลคชั่นจะมีจำนวนจำกัด เพื่อให้สินค้าในร้านเปลี่ยนเร็วที่สุด 
 
สำหรับราคาสินค้าที่วางจำหน่ายภายในร้านนั้น  นายพาร์กล่าวว่า  จะมีราคาเริ่มต้นที่ 400-10,000 บาท เครื่องประดับ มีราคาเริ่มต้นที่ 50 บาท  ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า  เนื่องจากมีการกำหนดราคาสินค้าเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย
 
การเปิดร้านเอชแอนด์เอ็มในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นประเทศที่ 47 ของเอชแอนด์เอ็ม  ที่ได้มีการขยายสาขาไปทั่วโลก ซึ่งการเปิดสาขาในไทยเป็ การลงทุนของบริษัทในประเทศสิงคโปร์ที่ได้สิทธิแฟรนไชส์จากบริษัทแม่ในประเทศสวีเดน ให้ลิทธิขยายสาขาในไทยและประเทศอินโดนีเซีย  
 
ขณะที่แหล่งผลิตสินค้าของเอชแอนด์เอ็ม ก็มีหลากหลายแห่งทั่วโลก โดยในส่วนของประเทศไทยได้ว่าจ้างบริษัท (โออีเอ็ม) ประมาณ 2-3 บริษัทผผลิตสินค้าให้  และในอนาคตก็มีแผนที่จะว่าจ้างโรงงานในประเทศไทยผลิตสินค้าให้เพิ่มขึ้น  โดยปัจจุบันสินค้าของเอชแอนด์เอ็มมีแหล่งผลิตจากภูมิภาคเอเชีย 80% และยุโรป 20%
 
ปัจจุบันเอชแอนด์เอ็มมีจำนวนสาขาทั่วเอเชียอยู่ที่ประมาณ 150 สาขาจาก 2,600 สาขาทั่วโลก ประกอบด้วย  ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย ซึ่งแต่ละประเทศในเอเชียสร้างยอดขายได้น่าพอใจมาก นอกจากนี้นโยบายของบริษัทแม่ที่ประเทศสวีเดน จะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในเอเชียสูง เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการเติบโตมากกว่าตลาดในยุโรปและสหรัฐ
 


หลังจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอันดับ 2 ออกมาขยายธุรกิจในประเทศไทย  แบรนด์อับดับ 4 อย่างยุนิโคล่  ซึ่งเข้ามาทำตลาดก่อนหน้า 1 ปี ก็ต้องออกมาประกาศแผนเชิงรุกด้วยการเน่นหนักบุกตลาดเอเชีย  และหนึ่งในนั้นที่ต้องการให้ความสำคัญนั่นก็คือ ประเทศไทย  เพราะภายหลังจากเปิดให้บริการครบ 4 สาขาในขณะนี้  แต่ละสาขาได้ผลการตอบรับที่ดีจากลูกค้า  ด้วยเหตุนี้เองยูนิโคล่ จึงมีแผนที่จะขยายสาขาในไทยเพิ่มเป็น 9 สาขาภายในปี  2556  
 
                ปัจจุบันยูนิโคล่ มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ประมาณ  275  สาขา ในปี 2556 มีแผนที่จะขยายสาขาในตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า  142  สาขา  ซึ่งจากแผนการขยายสาขาดังกล่าวยูนิโคล่คาดว่าจะส่งผลให้ในปีหน้ามีรายได้จากเอเชียอยู่ที่ประมาณ 21,000 ล้านเยน เติบโตจากปีนี้ที่ 41% 
 
การที่ยูนิโคล่หันมาบุกตลาดเอเชียมากขึ้นในครั้งนี้  เพราะต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดเอเชีย ก่อนขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลกภายในปี 2563  ซึ่งปัจจุบันยูนิโคล่มีการขยายสาขาไปแล้วทั่วโลกจำนวน  13  ประเทศ  ขณะที่ตลาดหลักในการขยายสาขาก็จะเน้นหนักไปที่ตลาดในประเทศจีนและอ่องกง  ซึ่งในปี 2556 มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 80 สาขา  เกาหลีใต้เปิดเพิ่มอีก 25 สาขา ใต้หวัน  20 สาขา
 
สำหรับในส่วนของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น  ยูนิโคล่มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5 สาขา  ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศหลักที่จะทำการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยภายในปี 2563  ยูนิโคล่มีแผนที่จะขยายสาขาในประเทศไทยให้ครบ  100 สาขา  แบ่งเป็นตลาดในกรุงเทพฯ  50%  ต่างจังหวัด  50%  ซึ่งในส่วนของตลาดต่างจังหวัดเบื้องต้นจะให้ความสำคัญกับการเข้าไปขยายสาขาในหัวเมืองใหญ่ก่อน เช่น เชียงใหม่ และพัทยา  เป็นต้น
 

กลยุทธที่ยูนิโคล่สามารถนำมามัดใจกลุ่มลูกค้าคนไทยนั่นก็คือ  การนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ปัจจุบันยูนิโคล่มีการนำสินค้าแฟชั่นสีสันและดีไซน์ใหม่ๆ เข้ามาให้บริการเป็น  107 แบบ  เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเพียง 51 แบบเท่านั้น  เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรอย่างจุใจ  และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ยูนิโคล่ได้มีการเพิ่มความหลากหลายของเนื้อผ้า สีสัน  และการตกแต่งรายละเอียดด้านดีไซน์จาก 343  รูปแบบ  เป็น  830 รูปแบบในปีนี้ เช่น  กลุ่มสินค้าเสื้อผ้าอยู่บ้านสำหรับสตรี  และสินค้าเสื้อผ้าสำหรับทารก  เป็นต้น
 
นายทาคาฮิโร นิชิมูระ  ประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ ยูนิโคล่  กล่าวว่า  แผนการดำเนินธุรกิจระยะยาวของบริษัทในอีก 10 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะมีสาขาให้ครบ 4,000 สาขา จากปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน ส.ค. มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ  1,137  สาขา แบ่งเป็นสาขาต่างประเทศ  20%  และสาขาในประเทศญี่ปุ่น  80%  ซึ่งตลาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทยังคงเป็นตลาดเอเชีย   เนื่องจากสามารถสร้างสัดส่วนยอดขายให้กับบริษัทมากถึง 80%
 
สำหรับภาพรวมผลประกอบการของยูนิโคล่ทั่วโลกสิ้นปีบัญชี (ก.ย.54 ส.ค.55) มียอดขายในทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ  1,531,000 ล้านเยน  เติบโต 63.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 937,000 ล้านเยน  มีกำไรอยู่ที่ประมาณ  109,000 ล้านเยน เติบโต 22% จากปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ประมาณ  89,000 ล้านเยน  ซึ่งหลังจากบริษัทเดินหน้าขยายสาขาร้านยูนิโคล่ทั่วโลกอย่างต่อเนื่องคาดว่าสิ้นปี 2563  บริษัทจะมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านเยน และมีกำไรอยู่ที่ 1 ล้านล้านเยน
 
   หลังจาก 4 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกขนแบรนด์เข้ามาเปิดให้บริการครบทั้ง 4 แบรนด์ไม่ว่าจะเป็นซาร่า เอชแอนด์เอ็ม  แก๊ป  หรือยูนิโคล่  เชื่อว่าคงทำให้ประเทศไทยมีความคึกคักในด้านของตลาดสินค้าแฟชั่นเพิ่มขึ้น  เพราะแต่ละแบรนด์ต่างออกมาวางเป้าหมายว่าจะเป็นอันดับ 1 ในตลาดระดับโลกโดยเฉพาะแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย  ใครจะไปถึงเป้าหมายก่อนกันคงต้องจับตาดูกันต่อไป

LastUpdate 14/10/2555 04:19:46 โดย : Admin
02-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 2, 2020, 4:24 pm