เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
จับตาผลเลือกตั้งสหรัฐฯ&อนาคตโลก


6 พ.ย. 55  การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐครั้งที่ 57โดยมีผู้ลงชิงตำแหน่ง จาก 2 พรรคการเมือง ได้แก่ นายบารัค โอบามาประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต หรือนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน แม้จะเป็นเรื่องการเมืองในประเทศสหรัฐ  แต่คนทั่วโลกต่างจับตาผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด


ซึ่งสาเหตุที่คนทั่วโลกจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงผู้นำของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหมายถึงการเปลี่ยนแปลงและการกำหนดอนาคตโลกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายต่างๆของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เตือนว่า  ให้จับตาผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้  ทั้งของประเทศสหรัฐฯและจีน  เพราะทั้ง 2  ประเทศถือได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในด้านการค้าโลก  ดังนั้นนโยบายของผู้นำคนใหม่  จะส่งผลต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 


ด้านมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์  วิเคราะห์ว่า  หากนายโอบามาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ การดำเนินมาตรการ QE3 จะยังอยู่ต่อไป เพราะโอบามาจะเน้นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวด

ขณะเดียวกันหากนายรอมนีย์ชนะการเลือกตั้ง การดำเนินมาตรการ QE3 อาจต้องยุติลงในอนาคต เพราะนายรอมนีย์จะเน้นการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย

ซึ่งการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังสแม้จะมีเป้าหมาย   เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่ผลกระทบที่มีต่อตลาดจะแตกต่างกันในเรื่องของเวลา โดยนโยบายการคลังจะใช้เวลานานกว่าจึงจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ   ขณะที่นโยบายการเงินจะมีต่อความเชื่อมั่น  เศรษฐกิจ และการลงทุนที่รวด เร็วกว่าสภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

ส่วนศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร  ดร.จารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการ มองว่า ถ้าพรรคเดโมแครตของนายโอบามา ชนะการเลือกตั้งจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย ประมาณร้อยละ 16 จากนโยบายการค้าที่ผ่อนปรน  แต่สำหรับภาคการเกษตรนั้น ประเทศไทย จะไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่า ใครจะได้รับการเลือกตั้ง เพราะประเทศไทยพึ่งพาเศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่าสหรัฐประมาณกว่า 3 เท่าตัว

ดังนั้นนักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงเศรษฐกิจ  คงหนีไม่พ้นที่จะต้องรับมือและปรับตัวให้เข้ากับนโยบายของผู้นำประเทศคนใหม่ทั้งในสหรัฐและจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 พ.ย. 2555 เวลา : 17:20:41
14-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 14, 2019, 4:44 pm