เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
แบงก์ทีเอ็มบี วิเคราะห์ทิศทางดอกเบี้ยไทย


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มองตัวเลขเศรษฐกิจเอื้อคงดอกเบี้ย แต่เตือนนักลงทุนอย่าเพิ่งปิดความเสี่ยงดอกเบี้ย ระวังปัจจัยนอกเหนือตัวเลขเศรษฐกิจกดดัน กนง.

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เซอร์ไพรส์ตลาดโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% เนื่องจากมีความกังวลกับเศรษฐกิจจีนและภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอลงมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่รับได้ นับเป็นการหักปากกานักเศรษฐศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ย ดังเช่นในการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์ 20 จาก 23 ราย คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 3% และสามรายเท่านั้นที่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ถ้าอนุมานจากผลสำรวจความเห็นล่าสุดของศูนย์วิจัยมหาลัยกรุงเทพเกี่ยวกับ “คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2556” ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วง 6-13 พฤศจิกายน และมีนักเศรษฐศาสตร์ 73 คน จาก 35 องค์กรชั้นนำเข้าร่วม จะพบว่า ประมาณกึ่งหนึ่งคาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 พฤศจิกายน และอีกกึ่งหนึ่งมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 0.25% (ไม่นับรวมผู้ที่ไม่ตอบ/ไม่มั่นใจ/ไม่ทราบ) กล่าวคือ เสียงแตกอย่างชัดเจน

หากจะหาสาเหตุความ “งง” ของนักเศรษฐศาสตร์ดังกล่าว คงต้องย้อนไปถึงการประชุมเดือน กรกฎาคม. ที่คณะกรรมการฯ มีมติยืนดอกเบี้ยที่ 3% ซึ่ง ธปท. ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องเก็บกระสุนนโยบายการเงินไว้ใช้ในยามจำเป็นหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลง ในการประชุมเดือน กันยายน คณะกรรมการฯ ส่งสัญญาณว่าจะ “ดำเนินนโยบายที่เหมาะสมตามความจำเป็น” ภายหลังจากคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ต่อมาในช่วงก่อนการประชุมเดือนตุลาคม. ผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ได้ให้มุมมองว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง ทานแรงฉุดจากภาคส่งออกที่หดตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

สัญญาณบวกของเศรษฐกิจโลกในช่วงก่อนวันที่ 17 ต.ค.
วันที่ 10    สหรัฐฯ    รายงานภาวะเศรษฐกิจฉบับย่อเดือน ต.ค. ของเฟดชี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ขยายตัว จากช่วงเดือน ก.ย. เล็กน้อย ในขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนทรงตัว

วันที่  12    จีน    ตัวเลขส่งออกขยายตัว 9.9% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ตลาดคาด 5.5%) ส่งสัญญาณรักษาระดับจากการชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว

วันที่  15    ยุโรป    รัฐมนตรีคลังของเยอรมนีกล่าวว่า การผิดชำระหนี้ของกรีซ “จะไม่เกิดขึ้น” ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของกรีซแตะระดับต่ำสุดนับแต่การปรับโครงสร้างหนี้เดือน มี.ค.

ข้อมูลเศรษฐกิจในห้วงก่อนการประชุมดังกล่าวเองก็ไม่ได้ส่งสัญญาณกดดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ย เนื่องจากจีดีพีไทยยังคงทรงตัวเหนือระดับศักยภาพ อิงจากการขยายตัวที่ระดับ 4.2% ในไตรมาสสอง สูงกว่าคาดการณ์ตลาด ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ดูจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากเดือนกันยายน

การปรับลดดอกเบี้ยข้างต้น ได้รับการอธิบายจาก ธปท. ว่า มุ่งที่จะลดทอนความเสี่ยงต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ฉะนั้น การตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยจึงถูกเรียกว่านโยบายแบบ “กันไว้ก่อน” (Pre-emptive) ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการธนาคารกลางไทยยุคเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารกลางอื่นๆ ของโลกไม่เคยทำมาก่อน ตัวอย่างเช่นการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นครั้งที่สาม (QE3) ของเฟดเมื่อวันที่ 13 กัยายน เพราะภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงดังกล่าวไม่ได้แย่มากพอที่จะกดดันเฟดให้ดำเนินนโยบายเพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตและตลาดที่อยู่อาศัย ในขณะที่อัตราการว่างงานก็ปรับตัวลดลงมาผิดคาด แตะระดับ 8.1% ในเดือนสิงหาคม(ตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่ 7.9%)

ดังนั้น ประเด็นที่ทำให้ตลาด “งง” จึงอาจไม่ใช่การใช้นโยบายแบบ “กันไว้ก่อน” แต่การที่ กนง. อาจเลือกให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงขาลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ นอกจากนั้น นักลงทุนควรตระหนักว่าการตัดสินใจเชิงนโยบาย อาจมิได้อิงเฉพาะ “กฎ” ที่ตายตัว ซึ่งอาจหมายถึงการพิจารณาสถิติเศรษฐกิจอย่างเคร่งครัด แต่จะครอบคลุมไปถึงการใช้ “ดุลยพินิจ” ของคณะกรรมการฯ แต่ละท่าน ที่สะท้อนมิติอื่นๆ เพิ่มเติมจากตัวเลขเศรษฐกิจ ดังเช่นกรณีความไม่สงบทางการเมืองในประเทศซึ่งยากต่อการประเมินความเสี่ยงออกมาเป็นตัวเลข จึงทำให้การเดาใจ กนง. เป็นไปได้ยากมากขึ้น   

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมในอดีตจะพบว่า ความน่าจะเป็นที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28 พฤศจิกายน เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากระดับ 10% หาก กนง. ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่แล้ว แน่นอนว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเองยังไม่ได้แย่พอที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง (ต่างจากช่วงน้ำท่วมใหญ่ปีก่อนที่มีการหั่นดอกเบี้ยสองครั้งรวด) จีดีพีไตรมาสสามเองก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง และทิศทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดือนก่อน ทำให้เกิดเดจาวู (Déjà vu) ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้กดดัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะให้น้ำหนักกับปัจจัยนอกเหนือการคาดการณ์ของตลาดอีกครั้ง ซ้ำรอยการประชุมครั้งที่ผ่านมา
 

 


LastUpdate 28/11/2555 12:22:51 โดย : Admin
23-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 23, 2019, 1:35 pm