เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บทความ : ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครดิตบูโร โดย สุรพล โอภาสเสถียร


เรื่องของเครดิตบูโรวันนี้ ผมอยากจะนำเอาประเด็นข้อมูลที่มีความเข้าใจผิดมากที่สุด เป็นเรื่องที่ผู้คนเข้า ใจเครดิตบูโรผิดมากที่สุดและเป็นเครื่องมือให้กับสถาบันการเงินที่ไม่มีความรับผิดชอบนำไปใช้อย่างผิดๆ จนเป็นเหตุให้เกิดข้อขัดแย้งมากที่สุดในเวลานี้ เรื่องที่ว่านั้นมี 4 ข้อดังนี้ คือ

1. เมื่อฉันชำระหนี้ที่มีการเรียกเก็บ หรือเมื่อมีการทวงถามเรียบร้อยแล้ว ทำไมไม่ลบข้อมูลของฉันออกไป จะเก็บประวัติการค้างชำระหนี้ของฉันไปทำไม จะเก็บข้อมูลที่ระบุว่าในอดีตฉันจ่ายไม่ครบ จ่ายไม่ตรง ไปทำไม หากใครมาเห็นประวัติของฉันแบบนี้ฉันก็แย่สิ ฉันจะไปขอสินเชื่อใหม่ที่ไหนได้ ทั้งคำถามและคำตอบก็มีอยู่ในตัวของมันเองแล้ว คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตัวของฉันเองเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นมา ฉันรู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไรแต่ฉันไม่อยากบอกใคร เพราะบางทีมันเกิดจากความไม่รับผิดชอบของตัวฉันเอง บางทีมันเกิดจากการใช้จ่ายที่ไม่ระวังของฉันเอง ก็เวลานั้นฉันอยากได้นี่ แบงค์ให้บัตรเครดิตมาฉันก็ใช้ไป จะมีทำไมถ้าไม่เอามาใช้ซื้อของที่ฉันต้องการ ฉันรู้ว่าบางเรื่องมันเป็นข้ออ้างไม่ใช่เหตุผล ฉันไม่อยากบอก ไม่อยากให้ใครรู้ แต่ฉันต้องได้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่ฉันไปขอกู้สิ สถาบันการเงินไปรับเงินฝากมาทำไมเยอะแยะ ไม่ให้ฉันกู้แล้วจะให้ใครกู้เหรอ ต้องมาให้ฉันกู้สิ ฉันต้องการใช้เงิน ฉันจำเป็นนะ ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ จะแก้นิสัยได้ไม่ได้ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น

สรุปว่าหากใครไม่มาเห็นไอ้เรื่องแบบที่ว่านี้แล้วละก็ฉันก็ได้เงินกู้ไปแล้ว......ฉันเองก็รู้ว่าการเป็นหนี้ใครแล้วจ่ายคืนไม่ตรงเวลาเรียกว่าจ่ายไม่ตรงงวด เรียกว่าค้างชำระ หากติดๆ กันหลายงวดเรียกว่าติดหนี้ไม่ใช้หนี้ หากไม่ยอมจ่ายเรียกว่าเบี้ยวหนี้ หากฉันเป็นเจ้าหนี้ใครฉันจะไม่ยอมให้ใครทำแบบนี้กับฉันแน่นอน ฉันต้องไปบอก ไปป่าวประกาศให้ เพื่อนฝูงคนที่ฉันรู้จักให้รู้ว่าเธอคนนี้คนที่กู้ยืมฉันไปนั้นยังไม่ใช้หนี้ หากเธอไปขอกู้ก็อย่าไปให้มันนะ เป็นหนี้ต้องใช้หนี้สิเพราะมันเป็นเงินของฉัน คนที่เป็นลูกหนี้ฉันต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ครบสิ จะมาอ้างเหตุผลอะไรอีก....การคิดแบบครบวงจรทั้งเวลาฉันเป็นลูกหนี้ กับเวลาฉันเป็นเจ้าหนี้นั้นมันช่างต่างกัน เหลือเกินท่านผู้อ่านเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ

2. ต่อมาหากฉันเป็นสถาบันการเงิน ฉันรับเงินฝากคนเขามาฉันต้องดูแลรักษาบริหารให้ดี เพราะมันมีกฎหมายกำกับ ไม่รอบคอบหละหลวม คนทำงานก็อาจถูกฟ้องร้อง ติดคุกติดตารางได้ง่ายๆ การคัดเลือกคนที่มาขอกู้ต้องรู้จักตัวตนของลูกค้าที่เรียกว่า Know Your Customer หรือ KYC จากนั้นต้องมาดูต่อว่าคนที่ขอกู้มีรายได้จากไหน มีมาเป็นประจำหรือไม่ มีมากมีน้อย อาชีพอะไร มีภาระครอบครัว มีการใช้จ่ายะไรบ้าง เดือนๆ หนึ่งเหลือเท่าไหร่ พอผ่อน พอคืนหนี้เก่าหรือเปล่า คิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของรายได้แล้ว และหากเอาค่าผ่อนของหนี้ใหม่เข้ามารวมแล้วเขาจะเหลือเงินไว้กินใช้เดือนละเท่าไหร่ พอดำรงชีวิตหรือไม่ ต่อมา
 ก็ต้องดูว่าคนที่มาขอกู้นั้นมีหนี้เดิมจากที่อื่นมากหรือน้อย เป็นหนี้อะไรบ้าง มีนิสัยการใช้หนี้อย่างไร ติดค้างหนี้ ไม่ใช้หนี้ ผิดนัดบ้างไหม เพิ่งเกิดหรือเกิดนานแล้ว และท้ายสุดพฤติกรรมอย่างนี้จะมาเกิดกับสถาบันการเงินฉันหรือไม่ หากตัดสินใจให้เงินกู้ออกไปแล้ว อะไรจะเป็นหลักประกันว่ามันจะไม่เกิดกับสถาบัน
 การเงินฉันในรายลูกค้าที่มาขอกู้รายนี้

เรื่องยังไม่จบนะครับ เมื่ออ่านทั้งข้อ 1 และข้อ 2 ครับ ผมจะบรรยายต่อในข้อ 3 และข้อ 4 ในสัปดาห์หน้านะครับ อย่าลืมติดตาม

สุรพล โอภาสเสถียร

ผู้จัดการใหญ่
 

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

 


LastUpdate 05/12/2555 15:46:24 โดย : Admin
23-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 23, 2019, 1:35 pm