เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่งกระตุ้นวิกฤติรอบใหม่


หนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (สศช.)  แสดงความเป็นห่วงภาวะหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น    โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลในช่วงไตรมาส 3 ที่ทะยานขึ้นจนมีมูลค่า 2.74 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว     โดยเฉพาะการใช้จ่ายของผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย หรือกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้คืนของประชาชนลดลง  โดยเฉพาะหนี้รายย่อย
 

จนในที่สุด นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยอมรับว่า  ธปท.ได้เชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาพูดคุยเกี่ยวกับการก่อหนี้ภาคครัวเรือนที่เริ่มเพิ่มขึ้น  และขอความร่วมมือให้ลดการกระตุ้นการก่อหนี้ของประชาชน  เพราะจากการติดตามสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เริ่มขาดชำระหนี้ หรือชำระหนี้ล่าช้า 12 เดือนเพิ่มขึ้น จึงไม่อยากให้โฆษณาโหมการก่อหนี้มากเกินไป และหนี้ส่วนบุคคลก็เพิ่มมากแล้ว โดย ธปท.จะขอความร่วมมือและกำชับให้ธนาคารดูแลคุณภาพหนี้ให้ดีขึ้น และดูแลไม่ให้ใช้การโฆษณาไปเร่งให้มีการก่อหนี้เพิ่มมากนัก
 
 
สอดคล้องกับศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ที่ระบุว่า  ในระยะเวลาเพียง 5-6ปี   สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคที่เคยมีสัดส่วนในพอร์ทสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ (ที่ไม่รวมสินเชื่อตัวกลางทางการเงิน) ร้อยละ 23 เพิ่มเป็นร้อยละ 33  หรือ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 16 ต่อปี    โดยส่วนประกอบหลักๆของสินเชื่อนี้ มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกือบครึ่งหนึ่ง และ สินเชื่อเช่าซื้อรถ กับ สินเชื่อบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ (อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด) แบ่งกันไปประเภทละหนึ่งในสี่   

และจากตัวเลข NPL ของธปท. พบว่า  หนี้เสียที่มาจากหนี้เสียรายใหม่ ในช่วงไตรมาสสองและสามปีนี้ เพิ่มขึ้น 1.0 และ  1.2  หมื่นล้าน ตามลำดับ จากปริมาณเพิ่มเฉลี่ยที่ 7,500 ล้านบาทต่อไตรมาสในช่วงปี 2553-54 เป็นการกลับไปแตะที่หลักหมื่นล้านอีกครั้ง   หลังช่วงวิกฤตซับไพร์มเป็นต้นมา ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากหนี้ที่เคยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มาแล้วเพิ่มขึ้น 3.0 และ 3.2 พันล้านบาท ตามลำดับ  สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.3 พันล้านบาทต่อไตรมาส เช่นกัน จึงสรุปได้ว่าหนี้เสียทั้งรายใหม่และเก่า กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งการเพิ่มของหนี้เสียในจำนวนสูงเช่นนี้  เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ซึ่งในครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยถึงกับหดตัวถึงร้อยละ 2.3 ดังนั้น  การมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ   แต่การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในปัจจุบัน เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.6 ในเก้าเดือนแรกของปี  จึงกล่าวได้ว่า การมีหนี้เสียมากขึ้นจากรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหนี้เสียซ้ำซ้อนจากที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วที่เพิ่มขึ้นเช่นกันถึงร้อยละ 60 เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งและควรติดตามดูอย่างใกล้ชิด
 

LastUpdate 11/12/2555 19:00:32 โดย : Admin
23-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 23, 2019, 1:37 pm