การตลาด
สกู๊ป : ร้านอาหารญี่ปุ่นแนวโน้มสดใส....ไทยแห่อิมพอร์ตแบรนด์ทำตลาด










จากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยที่มีมากมายหลากหลาย  จนทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยจะใกล้ถึงจุดอิ่มตัว  แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การคาดการณ์ด้วยตาและความรู้สึก  เพราะจากการศึกษาความต้องการบริโภคอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า ยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก เพราะยังมีอาหารญี่ปุ่นอีกหลายประเภทที่ยังไม่มีเปิดให้บริการในประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ประกอบการไทยที่สนใจในธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น  จึงต้องเร่งทำการศึกษาตลาดว่าผู้บริโภคในประเทศไทยยังมีความต้องการอาหารญี่ปุ่นประเภทไหน  และอาหารประเภทใดที่นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยปุ๊บและติดลมบนปั๊บ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตอนนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัว  ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในเร็ววันนี้  และไทยก็ถือเป็นประเทศศูนย์กลางทางการค้า  เพราะนอกจากจะมีสภาพเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว  การคมนาคมขนส่งมีความคล่องตัวและสะดวกเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอีกหลายๆประเทศ  ด้วยเหตุนี้ประเทศไทย  จึงถือเป็น 1 ในตัวเลือกหลักของหลายๆ ธุรกิจในต่างประเทศที่คิดจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นก็มองหาทำเลในการขยายธุรกิจต่างแดน ในฝั่งของผู้ประกอบการไทยเองก็เร่งเจรจาพันธมิตรร้านอาหารญี่ปุ่น  เพื่อนำแบรนด์เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย  หลังพบว่าผู้บริโภคชาวไทยยังมีความนิยมสูงในการบริโภคอาหารญี่ปุ่น

หนึ่งในนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการร้านเอสแอนด์พี  เนื่องจากร้านอาหารไทยแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับร้านเอสแอนด์พีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวนสาขาค่อนข้างครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย  จึงทำให้การเปิดร้านใหม่ทำได้ยากขึ้น  และการที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจร้านอาหารได้ต้องมีความหลากหลาย  ด้วยเหตุนี้เอสแอนด์พีจึงต้องปรับกลยุทธการดำเนินธุรกิจหาพันธมิตรเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง  และธุรกิจร้านอาหารที่เอสแอนด์พีเลือกนั่นก็คือ ร้านอาหารญี่ปุ่น

นายประเวศวุฒิ ไรวา  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจร้านอาหารไทย ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ของบริษัทในสิ้นปีนี้อาจจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 12% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเติบโตต่อเนื่องทุกปีที่ประมาณ 15%  ทำให้บริษัทต้องปรับแผนนำร้านอาหารแบรนด์ใหม่เข้ามาเปิดให้บริการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภค  

พันธมิตรที่เอสแอนด์พีเลือกเข้ามาร่วมธุรกิจในครั้งนี้ นั่นก็คือ บริษัท อิซึทสุ ไมเซ็น จำกัด เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ “ไมเซ็น” หลังจากการเจรจาได้ข้อสรุปเอสแอนด์พีก็ได้ทำการเซ็นสัญญาซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารไมเซ็น  เพื่อเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 10 ปี  ด้วยการใช้งบ 10 ล้านบาท จดทะเบียนบริษัท เอสแอนด์พี อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ดส์ จำกัด  เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารไมเซ็น ในประเทศไทย

บริษัท เอสแอนด์พี อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ดส์ จำกัด  นอกจากจะทำหน้าที่บริหารร้านอาหารไมเซ็นแล้ว  ในอนาคตเอสแอนด์พียังมีแผนที่จะให้บริหารร้านอาหารแบรนด์อื่นๆ จากต่างประเทศที่จะนำเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

สำหรับแผนการขยายร้านไมเซ็น  ซึ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารประเภททงคัสซึ ประเภทของทอดนั้น ในปีนี้ได้ชิมลางเปิดให้บริการจำนวน 1 สาขา ที่ศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์  ขณะที่ปีหน้าเอสแอนด์พีมีแผนที่จะขยายร้านเพิ่มอีก 3 สาขาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่  สยามแสควร์  และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เพสติวัล เชียงใหม่  ซึ่งแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 8-10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่  โดยหลังจากเปิดให้บริการคาดว่าแต่ละสาขาน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 35  ล้านบาทต่อปี

บริษัท คชา บราเธอร์ส จำกัด ในเครือซาฟารีเวิลด์ ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีความสนใจเข้ามาลุยธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มีมาแต่สมัย นายผิน คิ้วคชา ที่ทำธุรกิจปลาคาร์ฟร่วมกับนักธุรกิจญี่ปุ่น  และโดยส่วนตัวของนายฤทธิ์ คิ้วคชา  บุตรชายที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท คชา บราเธอร์ส จำกัด  ที่ชื่นชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น  จึงอยากจะกระโดดเข้ามาทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างจริงจังมากขึ้น

ปัจจุบัน บริษัท คชา บราเธอร์ส จำกัด มีธุรกิจร้านอาหารที่บริหารงานอยู่ด้วยกันจำนวน 5 แบรนด์ ประกอบด้วย  ร้านไอศกรีมสฟรี, ร้านไอศกรีมพาร์เฟริโอ, ร้านไอศกรีมสฟรีเจอาร์, ร้านกาแฟออลดีส์คอฟฟี่ไลท์ และร้านขนมเกียวโรลเอน  ซึ่งถือเป็นร้านน้องใหม่ล่าสุดเริ่มเปิดให้บริการมากว่า 1 เดือน

ขณะที่ปีหน้า บริษัท คชา บราเธอร์ส มีแผนจะเปิดร้านอาหารทั้ง 5 แบรนด์ รวมกัน 15 สาขา ภายใต้งบลงทุน 50 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะนำร้านอาหารแบรนด์ใหม่จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดให้บริการประมาณ 3 แบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ มัลติแบรนด์  ซึ่งจะมีทั้งการนำโนฮาวจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดให้บริการในไทยด้วยการสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง และการซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารจากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดให้บริการในไทย  

นายฤทธิ์กล่าวว่า ตลาดอาหารกว้างมาก การมีร้านอาหารเพียงแบรนด์เดียว อาจไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุม จึงจำเป็นที่จะต้องมีหลายแบรนด์และหลายเซ็กเม้นต์ของอาหารไว้บริการ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีร้านขนมหวาน ของว่างเปิดบริการอยู่เป็นจำนวนมาก และก็ไปได้ดีด้วย 

นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งผู้ที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงเดินหน้าอิมพอร์ทร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ปัจจุบันโออิชิมีแบรนด์ร้านอาหารในเครืออยู่ทั้งหมด 6 แบรนด์ ประกอบด้วย  โออิชิ บุฟเฟ่ต์ ,ชาบูชิ, โออิชิ ราเมน, นิกุยะ  ,คาโซกูเตะ และคาคาชิ

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในปีหน้านั้น โออิชิมีแผนที่จะเดินหน้าขยายธุรกิจร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นอาหารอิมพอร์ตแบรนด์ร้านอาหารจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย  และกลุ่มอาหารที่มีความเป็นไปได้ที่โออิชิจะนำเข้ามาทำตลาด นั่นก็คือ กลุ่มของหวาน เนื่องจากปัจจุบันโออิชิยังไม่มีร้านอาหารในรูปแบบดังกล่าวเปิดให้บริการ

ขณะที่แผนการขยายธุรกิจอาหารแบรนด์เดิมในปีหน้า  โออิชิเตรียมงบลงทุนสูงถึง 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 500 ล้านบาท ในการขยายร้านอาหารในเครือโออิชิรวมกันทุกแบรนด์ 50 สาขา ถือเป็นการขยายสูงสุดในรอบ 14 ปี โดยจะเน้นการขยายสาขาในส่วนของร้าน ชาบูชิเป็นหลัก 20 สาขา แบ่งเป็น กทม.และต่างจังหวัดในสัดส่วน 50% เท่ากัน ที่เหลือจะเป็นร้านนิกูยะ 10 สาขา และทาคาชิ 10 สาขา และอีก 400-500 ล้านบาท เป็นงบการตลาดรวมทั้งปี

นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ในปีหน้าจะเน้นเปิดร้านชาบูชิเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มร้านอาหารที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อตอบสนองและเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น  ซึ่งจากแผนงานดังกล่าวจะทำให้ในปีหน้าจะมีร้านอาหารในเครือโออิชิรวมกันไม่ต่ำกว่า 350 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ราว 301 สาขา แบ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารประเภทบุพเฟ่ห์ 148 สาขา และราเมน 153 สาขา โดยปีนี้ขยายสาขารวมทุกแบรนด์ราว 43 สาขา

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ธ.ค. 2555 เวลา : 20:04:46
14-04-2021
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 14, 2021, 11:15 am