การตลาด
สกู๊ป : เคทีออฟติค ลุยอสังหาริมทรัพย์ ปั้นเป็นธุรกิจขาที่ 2










จากการแข่งขันในธุรกิจร้านขายแว่นตาที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นในตลาดเริ่มหันมาใช้กลยุทธทำโปรโมชั่น และลดราคาสินค้ามากขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนด้านกำไรนับวันจะปรับตัวลดลง จึงทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจต้องหากลยุทธใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายผลกำไรให้มากขึ้น

ร้านแว่นตา เคทีออฟติค ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ต้องออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากแบรนด์คู่แข่งในตลาดมีความแข็งแกร่งอย่างมาก เพราะอีก 2 แบรนด์ร้านแว่นตาสีฟ้า นั่นก็คือ ร้านแว่นท็อปเจริญ และร้านแว่นตาสีเหลือง คือ ร้านแว่นบิวตี้ฟูล เป็นเจ้าของเดียวกัน ส่งผลให้ร้านแว่นตาเคทีออฟติค ต้องออกมาลุยงานหนักมากขึ้น  เพราะทั้ง 2  ที่เกิดมาทำหน้าที่ดักหน้าดักหลังการทำตลาดร้านแว่นตาของร้านเคทีออฟติค โดยในส่วนของร้านแว่นสีฟ้าจะเน้นทำตลาดกลางบน ส่วนร้านแว่นสีเหลือเน้นทำตลาดล่าง

แม้จะโดนดักทุกตลาด แต่ร้านแว่นเคทีออฟติคก็ออกมาประกาศกร้าวว่า "ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่โดดลงเล่นในเรื่องของราคาอย่างแน่นอน"  เพราะจะทำให้แว่นตาแบรนด์ดังที่ขนมาทำตลาดเสียตำแหน่งทางการตลาดได้ เนื่องจากแบรนด์บางรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟ ขายเฉพาะที่ร้านแว่นเคทีออฟติคเพียงอย่างเดียว

อีกหนึ่งกลยุทธที่ร้านแว่นเคทีออฟติคงัดมาใช้ เพื่อกระตุ้นรายได้และชดเชยรายได้จากร้านขายแว่นตา นั่นก็คือ การปั้นขาธุรกิจที่ 2 นั่นก็คือ  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้มีความแข็งแกร่ง  เพราะภายหลังจากชิมลางทดลองเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.นครสวรรค์ และพิษณุโลก เมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยการทำโครงการบ้านจัดสรรและทาวน์โฮม ปรากฎว่าได้ผลการตอบรับที่ดี และจากรายรับที่เข้ามาในกระเป๋า ทำให้ร้านแว่นเคทีออฟฟติคทราบว่าการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีผลตอบแทนด้านกำไรดีกว่าการทำธุรกิจร้านแว่นตา เนื่องจากธุรกิจร้านแว่นตา มีกำไรเพียง 15% ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีกำไรสูงถึง  40%

นอกจากนี้ จากเทคโนโลยีและวิวัฒนาการในด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ทำให้ร้านแว่นเคทีออฟติค กลับมาฉุกคิดว่า ผู้คนอาจใช้แว่นตาน้อยลง เพราะในอนาคตอาจมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา ทำให้คนที่มีปัญหาสายตามีทางเลือกไม่ต้องใส่แว่นตาก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร้านแว่นเคทีออฟติคปักธงลัยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจขาที่ 2 และในอนาคตก็หวังลึกๆ ว่า รายได้ที่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาจก้าวขึ้นมามีสัดส่วน 50:50 เท่ากับรายได้จากธุรกิจร้านแว่นตา

สำหรับบริษัทที่ร้านเคทีออฟติคตั้งขึ้นมา เพื่อดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นั่นก็คือ บริษัท วิสดอม ลิฟวิ่ง จำกัด  ซึ่งการที่เลือกทำเลในต่างจังหวัด คือ นครสวรรค์กับพิษณุโลก เป็นทำเลหลักในการลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ จ.นครสวรรค์นั้น เพราะว่าผู้บริหารของร้านเคทีออฟฟติค เป็นคน จ.นครสวรรค์ และมีความคุ้นเคยในพื้นที่ อีกทั้งยังมีความเข้าใจในพฤติของคนใน จ.นครสวรรค์  จึงทำให้ร้านเคทีออฟฟิคปักหมุดบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในนครสวรรค์ทันที หลังพบความต้องการของผู้บริโภคในจังหวัดนี้ยังมีเหลือเฟือ

นายสุเมธ วณิชไพสิฐ กรรมการ บริษัท วิสดอม ลิฟวิ่ง จำกัด ในเครือเคที ออฟติค กรุ๊ป กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ทดลองพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวน 5 โครงการ ทั้งในรูปแบบบ้านจัดสรร  และทาวน์โฮม  แบ่งเป็นโครงการใน จ.นครสวรรค์ 3 โครงการ และพิษณุโลก 1 โครงการ ปรากฎว่าได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี บริษัทจึงมีแผนที่จะหันมารุกทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยในส่วนของปีหน้ามีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่เข้าทำตลาดใน จ.นครสวรรค์ อีกประมาณ 1-2 โครงการ ซึ่ง 1 โครงการจะเป็นคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น

ส่วนที่เหลืออีก 1 โครงการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลสรุปการเจรจาซื้อขายที่ดิน ซึ่งที่ดินแต่ละทำเลที่ร้านแว่นเคทีออฟติคมีความสนใจที่จะซื้อเพื่อนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่  เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยของคนใน จ.นครสวรรค์ จะนิยมซื้อบ้านในรูปแบบทาวน์โฮม จึงทำให้ที่ดินที่นำมาพัฒนาต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งร้านเคทีออฟติคมีชื่อโครงการอสังหาริทรัพย์ที่ดำเนินการพัฒนาอยู่ทั้งหมด 3 ชื่อ ประกอบด้วย "วัน พลัส", "กรีน พาร์ค" และ "เปรมปริญ"

นอกจาก จะมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบบ้านจัดสรร ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมแล้ว ร้านแว่นเคทีออฟติคยังได้มีการพัฒนาโครงการในส่วนของโรงแรม ในรูปแบบบูทิคโฮเทล ระดับ 4 ดาว เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักธุรกิจ นักท่องเที่ยว งานแต่งงาน และงานสัมมนาอีกด้วย โดยในเดือน พ.ค. 2556 นี้ ร้านแว่นเคทีออฟติคยังมีแผนที่จะเปิดตัวโรงแรมในรูปแบบบูทิคโฮเทล ภายใต้ชื่อ "42 ซี"  มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท จำนวน  70  ห้อง ตั้งอยู่ใน อ.เมืองนครสวรรค์ บนถนนสายเอเชียมุ่งหน้าไป จ.พิษณุโลก 

หลังจากเปิดให้บริการ คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ประมาณ 50-75% เนื่องจากบริษัทจะมีการทำกิจกรรมทางการตลาดและทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าจัดงานแต่งงานและงานสัมมนา ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ร้านแว่นเคทีออฟติคคาดว่า สิ้นปี  2556 จะมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 20%  เมื่อเทียบกับรายได้จากร้านแว่นตา

แม้ว่าร้านแว่นเคทีออฟติค จะออกมารุกหนักในด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในด้านของธุรกิจร้านแว่นตาก็ไม่ได้ทิ้งไปเสียทีเดียว โดยในส่วนของปีหน้า ร้านแว่นเคทีออฟติคมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 14 สาขา จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ที่ประมาณ 200 สาขา เน้นทำเลคอมมูนิตี้มอลล์และห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ซึ่งแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 4-6 ล้านบาท 

นายชัชวาลย์ วณิชไพสิฐ กรรมการผู้จัดการ ร้านแว่นตา เคที ออฟติค กล่าวว่า นอกจากจะเปิดร้านใหม่เพิ่มขึ้น บริษัทยังมีแผนที่จะจับมือร่วมกับ "ลักซ์โซติก้า กรุ๊ป"  เจ้าของแบรนด์แว่นตาชื่อดัง เช่น เรย์แบน  เพื่อนำแว่นตาแบรนด์เอ็กซคูซีฟเข้ามาจำหน่ายภายในร้านมากขึ้น จากปัจจุบัน เคทีออฟติค จำหน่ายแว่นตาทั้งสิ้น 50 แบรนด์ และแบรนด์เรย์แบน ถือเป็นแบรนด์หลักที่สร้างรายได้ให้สูงสุดที่ 35%

การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดร้านแว่นตาของไทย เพราะปัจจุบันไทยถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพในด้านของตลาดแว่นตา เพราะคนไทยหันมาใส่แว่นตากันมากขึ้นตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจร้านแว่นตาอย่างต่อเนื่อง ร้านแว่นเคทีออฟติคมั่นใจว่าสิ้นปีนี้น่าจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7% มีส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 15%  จากตลาดแว่นตาในไทยมีมูลค่ารวม  6,000 ล้านบาท โดยในส่วนของปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่  5%


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ธ.ค. 2555 เวลา : 17:03:22
06-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 6, 2020, 8:39 am