การตลาด
สกู๊ป : ซีทีเอช-ทรูวิชั่นส์เดินเกมชิงลูกค้า








ผ่านปีใหม่ 2556 ไปได้ไม่กี่วัน บริษัท เคเบิล ไทย โอลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ซีทีเอช  ก็มีความคืบหน้าของธุรกิจมาให้อันเดทกันเลยทีเดียว  แถมข่าวที่ว่ายังเป็นข่าวใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจหลังเป็นผู้คว้าชัยรับลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ หรืออีพีแอลเพียงผู้เดียวในประเทศไทย  และครอบคลุมไปถึงประเทศกัมพูชา  และลาว เป็นระยะเวลา 3 ฤดูกาล  โดยจะเริ่มต้นฤดูกาล 2013/2014-2015/2016  ซึ่งการได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายของซีทีเอชสามารถรับชมการถ่ายทอดสดศึกชิงแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ตลอด 380 นัดในทุกฤดูกาล

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษเดินหน้าไปอีก 1 ก้าว  เมื่อธนาคารกรุงเทพได้ปล่อยเงินสู้มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ให้กับซีทีเอช  เพื่อนำไปดำเนินการธุรกิจในเฟสแรกในส่วนของธุรกิจบรอดแบรนด์ดิจิตัล รูปแบบทริปเปิลเพลย์ของซีทีเอชในปีนี้  ซึ่งเงินกู้ที่ได้รับมาดังกล่าว แบ่งเป็น การลงทุนเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติค  3,000 ล้านบาท, เงินทุนหมุนเวียน 1,000 ล้านบาท, และจ่ายค่าลิขสิทธิ์ประจำปีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ รวมทั้งคอนเทนท์อื่นๆอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ บริษัทเคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ซีทีเอช  กล่าวว่า  การลงทุนเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติค ในเฟสแรกนี้คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเดือนมิ.ย.นี้อย่างแน่นอน  เพื่อให้ทันการเริ่มฤดูกาลการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอักกฤษ ฤดูกาล 2013/2014  หลังจากนั้นปลายปีนี้จะเริ่มลงทุนขยายเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติค และเทคโนโลยีไฟเบอร์ ทู เดอะ โฮม เพิ่มเติม  ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะกู้เงินเพิ่มเติมจากธนาคารกรุงเทพอีกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท  รวมงบประมาณการลงทุนปีนี้จนถึงต้นปี 2557 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

หลังจากวางแผนการดำเนินงานในเฟสแรกแล้วเสร็จ  ในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้  ซีทีเอช ยังมีแผนที่จะเปิดตัวโลโก้ใหม่ ควบคู่ไปกับเปิดตัวธุรกิจเพย์ทีวี ภายหลังจากได้รับใบอนุญาตโครงข่าย (กิจการไม่ใช่คลื่นความถี่) จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

สำหรับในส่วนของใบนุญาติดังกล่าวจะประกอบไปด้วยแพ็คเกจช่องรายการต่างๆ รวมทั้งแพ็คเกจพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ที่กำหนดเบื้องต้น 3 แพ็คเกจ ประกอบด้วย  แพ็คเกจที่ 1 จะเป็นแพ็คเกจปกติสามารถรับชมรายการและรายการของผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่มทั่วประเทศ ไม่รวมพรีเมียร์ลีก ราคา 399 บาท/เดือน  แพ็คเกจที่ 2. จะเป็นแพ็คเกจรายเดือนรวมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอังกฤษทุกแมทช์ ราคาไม่เกิน 1,000 บาท และแพ็คเกจที่ 3. จะเป็นแพ็กเกจรายเดือนรวมพรีเมียร์ลีกอังกฤษทุกแมทช์ และบริการอินเทอร์เน็ต  ยังไม่สามารถเปิดเผยราคาได้  แต่คาดว่าจะพร้อทเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

นายวิชัยกล่าวว่า  หลังจากเปิดตัวแพ็คเกจพรีเมียร์ลีกในเดือน ก.พ.นี้  เพื่อให้ทันฤดูกาลแข่งขันนัดแรกตั้งแต่เดือนส.ค.นี้เป็นต้นไป คาดว่าในฤดูกาลแรกจะมีสมาชิกซื้อแพ็คเกจพรีเมียร์ลีก 2 ล้านราย เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด  ซึ่งปัจจุบันซีทีเอชมีฐานสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน

ในส่วนของรายได้ที่จะเข้ามายังซีทีเอชนั้น  นายวิชัยกล่าวว่า  จะมาจาก 3 ช่องทางหลัก คือ 1.รายได้จากผลกำไรที่วางเป้ารับรู้ครั้งแรกในปีนี้ 2. อัตราค่าบริการจากทั้ง 3 แพ็กเกจ รวมกันทั้ง 2 ส่วนอยู่ที่ 20% และสุดท้าย 3 จากอีพีแอลที่จะสร้างรายได้หลักให้กับบริษัทกว่า 80% ภายใน 3 ปีนับจากนี้  ซึ่งจะรวมถึงการได้รับสิทธิการถ่ายทอดการแข่งขันอีพีแอลในลาวและกัมพูชาด้วย

นายวิชัยกล่าวต่อว่า ในปี 2555 ซีทีเอช ยังอยู่ในภาวะการขาดทุนประมาณ 300 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าเริ่มกลับมามีรายได้และทำกำไรหลังจากการขยายฐานสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่น และการบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ที่จะเป็นแม่เหล็กขยายสมาชิกและทำรายได้ให้ซีทีเอช  ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะล้างขาดทุนและทำกำไรได้หลักร้อยล้านบาทในสิ้นปีนี้  และมีรายได้เติบโตต่อเนื่องพร้อมถึงจุดคุ้มทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2558 ซึ่งช่วงเวลานั้นมีแผนที่จะนำซีทีเอช เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ปัจจุบัน ซีทีเอช  มีบุคคลเข้าร่วมถือหุ้นดังนี้  นายวิชัย ทองแตง ถือหุ้นสัดส่วน 25% กลุ่มหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 25% และกลุ่มเคเบิลท้องถิ่น 30%  ส่วนที่เหลืออีก 20%  กำลังมองหาพันธมิตรธุรกิจรายใหม่เข้าร่วมลงทุน  หลังจากนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ขอถอนตัวจากการถือหุ้นในอัตราส่วนดังกล่าว

ขณะที่ ซีทีเอช กำลังสร้างแม่ทัพนายกองลุยบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างขมักเขม้น  ในส่วนของผู้ถือลิขสิทธิ์รายเดิมอย่างทรูวิชั่นส์  ซึ่งจะหมดสัญญาการได้รับลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ต้องออกมาปรับแผนการทำตลาดใหม่เช่นกัน  เพราะเดือน พ.ค.นี้ จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ลูกค้าแบบบอกรับสมาชิก(เคบิลทีวี) “ทรูวิชั่นส์”ในแพคเกจพรีเมี่ยม อย่างแพลทตินัม และโกลด์ จะได้มีโอกาสรับชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีคอังกฤษ  เป็นฤดูกาลสุดท้าย หลังจากครอบครองลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี

นายอาณัติ  เมฆไพบูลย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูวิชั่นส์  จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจความต้องการของสมาชิกทรูวิชั่นส์ในแพคเกจระดับพรีเมี่ยม ว่ามีความต้องการรับชมรายการรูปแบบใด  ซึ่งเบื้องต้นพบว่าความต้องการอันดับ 1 คือ รายการภาพยนต์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาฉายในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นประจำ ทดแทนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่จะสิ้นสุดฤดูกาลในเดือน พ.ค.นี้

พร้อมกันนี้ยังพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ มีความต้องการรับชมรายการในระบบไฮ-เดฟิเนชัน หรือ เอชดี มากขึ้น ซึ่งนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบเอชดีมากขึ้น  ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า  500  ล้านบาท   ขณะเดียวกันก็จะเตรียมงบอีกกว่า 6,000 ล้านบาท ในการจัดซื้อเนื้อหารายการต่างๆ(คอนเทนต์) ทั้งในและต่างประเทศ  มาใว้คอยบริการสมาชิกและช่องรายการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ทรูวิชั่นส์  ยังได้มีการปรับอัตราค่าบริการใหม่กลุ่มประเภทรายการ ทรู โนว-เลจ แพ็คเกจใหม่ในราคาสุทธิ 299 บาทต่อเดือน จากราคาปกติ 495 บาท รวมหนังดังกีฬามันเป็น 90 ช่อง จากเดิม 78 ช่องรายการ พร้อมติดตั้งฟรี 4 จุดในที่พักอาศัย และรับบริการหลังการขายฟรีตลอดอายุสมาชิก

ปัจจุบันทรูวิชั่นส์ มีฐานลูกค้าสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านราย แบ่งเป็น กลุ่มระดับกลาง (แมส) 40% และ กลุ่มระดับบน (พรีเมียม) 60% มีรายได้จากกลุ่มแมสกว่า 10% และอีกกว่า 80% มาจากกลุ่มพรีเมียม ซึ่งหลังจากมุ่งให่ความสำคัญในการทำตลาดกลุ่มแมสมากขึ้น  ทรูวิชั่นส์ ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีรายได้ที่มาจากกลุ่มดังกล่าวเติบโต 2 เท่าตัวหรือมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% ในอนาคตอันใกล้นี้.  



LastUpdate 14/01/2556 13:30:39 โดย : Admin
06-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 6, 2020, 7:19 am