เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
กสิกรไทยชี้ ธุรกิจลีสซิ่งปี 56 โต 1 ล้านล้านบาท






บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "แนวโน้มธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ปี 2556 :ขยายตัวสู่ระดับ 1 ล้านล้านบาท แต่จับตาประเด็นคุณภาพหนี้" ระบุว่า

ท่ามกลางนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ความต้องการซื้อรถที่คงค้างมาจากช่วงเหตุน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ตลอดจนการออกรถรุ่นใหม่จากหลากหลายค่ายรถยนต์ ต่างมีผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ปี 2555 น่าจะปิดปีได้สูงถึง 1.44 ล้านคัน ขณะที่ นโยบายคืนภาษีรถคันแรกนั้น ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยทางการประเมินว่าจำนวนรถที่ขอรับสิทธิคืนภาษีตลอดโครงการ (กันยายน 2554-ธันวาคม 2555) อาจจะมีจำนวนรวมสูงถึง 1.26 ล้านคัน เทียบกับเป้าหมายที่วางไว้เพียง 5 แสนคัน 

ภาพดังกล่าว ช่วยหนุนให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ในปี 2555 เติบโตในอัตราที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 35-39% จากปีก่อน มาที่ 8.3-8.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดนับจากปี 2551    ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งภาพดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อสามารถบรรลุเป้าหมายธุรกิจรายปีที่ตั้งไว้ได้ไม่ยากนัก  แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของสินเชื่อในอัตราเร่งในปี 2555 ได้ก่อให้เกิดประเด็นคำถามต่อคุณภาพหนี้ของพอร์ตในภาพรวมของปี 2556 ตลอดจนเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อในการประคองการเติบโตของธุรกิจในปี 2556 ให้อยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ ภายใต้แรงส่งจากนโยบายที่ค่อย ๆ ลดลง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ ดังนี้
   
โดยมีแรงหนุนที่สำคัญมาจากยอดขายรถใหม่ที่คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 1.34-1.41 ล้านคัน ซึ่งคงจะส่งผลให้ยอดสินเชื่อเช่าซื้อที่ปล่อยใหม่ในปี 2556 ของระบบธนาคารพาณิชย์ ยังเหนือกว่ายอดการผ่อนชำระของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อเดิมในช่วงเวลาเดียวกันประมาณ 2 เท่าตัว ถึงแม้ว่าหากพิจารณาเฉพาะอัตราการเปลี่ยนแปลงของยอดรถใหม่ในปี 2556 เพียงลำพังแล้ว จะสะท้อนภาพการหดตัวลง เนื่องจากแรงส่งจากนโยบายรถคันแรกที่ค่อยเบาบางลงเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี 2556 ก็ตาม

ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการซื้อรถที่เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2555 ทำให้สถานการณ์ตลาดเอียงกลับมาเป็นของฝ่ายผู้ผลิตมากขึ้น ดีลเลอร์/ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์จึงสามารถกำหนดเงื่อนไขการขายรถ โดยเฉพาะรุ่นที่อยู่ในความต้องการของตลาด  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ในโครงการรถคันแรก ในลักษณะที่ให้ผู้ซื้อต้องซื้อในระบบเงินผ่อนเท่านั้น เพื่อให้ดีลเลอร์ รวมถึงพนักงานขาย มีรายได้พิเศษจากค่าคอมมิชชั่นในการส่งลูกค้าให้กับสถาบันการเงินผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ  ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางดังกล่าวยังคงดำรงอยู่อย่างน้อยถึงครึ่งแรกปี 2556 โดยเฉพาะกับรถในโครงการรถคันแรกที่มีการทำสัญญาจองในปี 2555 ซึ่งยังคงเป็นผลบวกส่งต่อไปถึงธุรกิจเช่าซื้อในปี 2556 ด้วย   
   
นอกจากนั้น เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด คาดว่าผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อส่วนใหญ่ จะยังให้น้ำหนักกับกลยุทธ์การวางเงินดาวน์ในระดับต่ำประมาณ 10-15% ของมูลค่ารถ (จากเกณฑ์ทั่วไปที่อยู่ในระดับประมาณ 20%) ซึ่งด้วยยอดคงค้างที่รอการส่งมอบไม่ต่ำกว่า 4 แสนคันในปี 2556 ทำให้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มยอดสินเชื่อให้สูงขึ้นได้  ซึ่งการปรับกลยุทธ์ในลักษณะดังกล่าว ก็เพื่อรับมือกับภาพรวมตลาดรถยนต์ใหม่ที่จะชะลอลงเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556 หลังรถส่วนใหญ่ที่ค้างจองในโครงการรถคันแรก ถูกทยอยส่งมอบไป
   
นอกจากการจัดรายการส่งเสริมการขายของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ แล้ว คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ผู้ประกอบการให้เช่าซื้อจะให้ความร่วมมือในการออกแคมเปญทางการตลาดมากขึ้นเช่นกัน ทั้งที่ร่วมกับบริษัทรถยนต์ และด้วยการรณรงค์เพิ่มส่วนแบ่งตลาดของตนเอง นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการให้เช่าซื้อ จะหันกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดอื่นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อรถใช้แล้ว สินเชื่อรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะในกลุ่ม Big Bike ที่มีราคาต่อคันเทียบเท่ารถยนต์ขนาดเล็กถึงกลาง และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หลังจากที่สินเชื่ออื่น ๆ เหล่านี้ ถูกลดบทบาทในพอร์ทสินเชื่อลงในปี 2555

โดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพลหลัก คือ ทิศทางการกำหนดนโยบายการเงินของ ธปท. ที่คงจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อคงอยู่ในกรอบจำกัดและไม่เกินเป้าหมายที่ ธปท.วางไว้  นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงระหว่างผู้ประกอบการให้เช่าซื้อที่ดำเนินมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีพื้นที่ที่จะปรับลดลงได้อีก หากต้นทุนทางการเงินไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงน่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อ มีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับปัจจุบัน

โดยคงต้องยอมรับว่าปริมาณการขายรถยนต์ใหม่ในประเทศปี 2555-2556 ที่คาดว่าจะมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า 2.7 ล้านคันนั้น อาจมีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากแรงจูงใจเรื่องการคืนภาษีรถคันแรก ซึ่งผู้ซื้อบางกลุ่มให้น้ำหนักมากกว่าการพิจารณาปัจจัยความจำเป็นของการใช้งานที่แท้จริง และ/หรือความสามารถทางเศรษฐกิจในการครอบครองรถ  ดังนั้น จึงทำให้มีความเป็นไปได้ที่เมื่อผู้ซื้อกลุ่มนี้ได้รับเงินภาษีคืน (ตามเงื่อนไข จะได้รับคืนเต็มตามสิทธิ์หลังจากมีการโอนซื้อรถแล้ว 12 เดือน) บางส่วนอาจเริ่มหมดแรงจูงใจในการผ่อนชำระค่างวด และกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในที่สุด  แม้ว่าจะมีการทำสัญญาที่จะต้องครอบครองรถอย่างน้อย 5 ปี โดยหากผิดเงื่อนไข ผู้ซื้อจะต้องคืนเงินภาษีทั้งหมดให้แก่ทางการก็ตาม
   
เมื่อย้อนกลับมามองที่มาตรวัดด้านคุณภาพหนี้ อันได้แก่ สัดส่วนเอ็นพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อในระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 นั้น พบว่าไต่ระดับสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย มาที่ 1.32% จาก 1.15% ของช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากผลของฐานยอดคงค้างสินเชื่อเช่าซื้อที่โตดีมากถึง 33.6% อย่างไรก็ตาม การประเมินจากมิติของจำนวน พบว่าเร่งตัวขึ้นถึง 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนเริ่มแรกที่บ่งบอกถึงประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ และทำให้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจยังไม่ใช่ภาวะเสี่ยงสูงสุดของปัญหาคุณภาพหนี้ หลังข้อมูลล่าสุดที่มี คือ ในเดือนกันยายน 2555 นั้นเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านการครบกำหนดถือครองรถครบปีและเข้าเกณฑ์ได้รับเงินภาษีคืนของผู้ซื้อในระยะแรกเริ่มโครงการมาไม่นานนัก
   
ขณะที่หากพิจารณาจากเงื่อนเวลาของการเริ่มได้รับเงินคืนจากภาครัฐ ผนวกกับการที่อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ซื้อกลุ่มเสี่ยง จะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และ/หรือปัญหาเสถียรภาพด้านรายได้  ตลอดจนยอดการใช้สิทธิที่ยังค่อนข้างกระจุกตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ถึงครึ่งแรกของปี 2556 จากการขยายเวลาการขอรับสิทธิไปถึงสิ้นปี 2555 โดยที่สามารถรับรถได้ถึงปี 2556  ทำให้คาดว่าอาจต้องจับตาประเด็นคุณภาพหนี้ที่อาจจะเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556
   
นอกจากนี้ อีกประเด็นติดตาม คือ ความเป็นไปได้ที่ ธปท.อาจมีการนำแนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งหากออกมาจริง ก็อาจกระทบยอดสินเชื่อบ้าง แต่ก็คงส่งผลดีต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
   
นอกเหนือจากนั้น คงต้องพิจารณาปัจจัยด้านพัฒนาการทางเศรษฐกิจประกอบด้วย เนื่องจากหากสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ ก็จะส่งผลดีต่อรายได้ของผู้ที่กำลังผ่อนรถในวงกว้าง ซึ่งน่าจะช่วยคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ได้  ซึ่งคาดว่าผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ คงมีวิธีการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ที่รัดกุมเพียงพอ โดยครอบคลุมไปถึงขั้นตอนการขายทอดตลาด ที่คงมีส่วนสูญเสียจำกัด (ท่ามกลางความต้องการรถมือสองที่ยังเติบโตตามความต้องการเปลี่ยนรถใหม่ เป็นต้น) ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว น่าจะช่วยให้สามารถรับมือและบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ม.ค. 2556 เวลา : 15:46:11
23-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 23, 2019, 1:33 pm