การตลาด
สกู๊ป : "ช้าง-สิงห์" เปิดศึกสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ชิงแชร์ตลาดเบียร์


                

 

 

ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งมีความคึกคัก  เนื่องจาก 2 ยักษ์ตลาดเบียร์เริ่มออกมาประชันการส่งแบรนด์สินค้าเป็นสปอนเซอร์ฟุตบอลทีมดังจากฝั่งยุโรป แถมยังมีแผนที่จะขนทีมดังมาโชว์ฝีเท้าถึงประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดฟองเบียร์เริ่มระอุ ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ฤดูกาลขายในช่วงปลายปี

 

 

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดเบียร์ช้าง ปีนี้ประกาศทุ่มงบมากถึง 1,000 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมการตลาดผ่านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง  เพื่อสร้างแบรนด์ช้างให้เป็นที่รู้จักภาพและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้า  ซึ่งในส่วนของปีหน้าไทยเบฟมีแผนที่จะใช้งบอีกประมาณ 1,200 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมรูปแบบดังกล่าว

สำหรับสปอร์ตมาร์เกตติ้งที่ ไทยเบฟ ดึงมาใช้ในปีนี้  เพื่อสร้างแบรนด์ช้าง  โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ช้างแชมเปี้ยนคัพ” ขณะที่มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง  จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ช้างเฟส” ซึ่งรูปแบบของการทำกิจกรรมการตลาดในปีนี้ ไทยเบฟ จะเพิ่มความเป็นสปอนเซอร์ที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น  เนมมิ่งสปอนเซอร์  ไตเติ้ลสปอนเซอร์  หรือโคสปอนเซอร์

ดังนั้นการก้าวเข้าสู่สปอร์ตมาร์เกตติ้งผ่านกีฬาฟุตบอล  จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธที่  ไทยเบฟ เลือกนำมาใช้ โดยเฉพาะการเป็นสปอนเซอร์ทีมสโมสรชื่อดัง  เนื่องจากสามารถนำแบรนด์สินค้าไปติดบนอกเสื้อของนักเตะ  มีป้ายโฆษณา  ทำกิจกรรมการตลาด  และขายเบียร์ได้ในสนามแข่งขัน 

ปัจจุบัน ไทยเบฟ เป็นสปอนเซอร์  3 ทีมฟุตบอลชื่อดัง  ประกอบด้วย  เอฟเวอร์ตัน ,บาร์เซโลนา และรีลมาดริด  นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมเป้นสปอนเซอร์ให้กับสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีกอีกประมาณ 30-40 ทีม  หลังจากออกมาทำกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าว ยอดขายเบียร์ช้างของไทยเบฟก็มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างดี

 

 

นายสรกฤต ลัทธิธรรม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  กล่าวว่า การออกมาใช้กลยุทธ์เป็นสปอนเซอร์ทีมฟุตบอลดังของโลก ถือเป็นการแบรนด์อิมเมจที่ดีให้กับเบียร์ช้างให้มีภาพลักษณ์เป็นสากลมากขึ้น เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทเน้นทำตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าผ่านร้านอาหารไทยเท่านั้น                     

อย่างไรก็ตาม จากการออกมารุกทำตลาดเบียร์ช้างทั้งในส่วนของร้านอาหารไทย และเทสโก้กับวูลเวิร์ทด้วย  รวมไปถึงในสนามฟุตบอลของสโมสรต่างๆ  นอกจากแบรนด์จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว ปัจจุบันเบียร์ช้างยังมียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท

 

 

 

ล่าสุด ไทยเบฟ  ได้ใช้งบประมาณ 400  ล้านบาท จัดแคมเปญ “ช้าง-บาร์ซ่า ปรากฏการณ์ความมันส์สนั่นจักรวาล” นำเอาทีมบาร์เซโลนาจากสเปนมาแข่งขันกับทีมชาติไทย ในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน  เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์  เนื่องจากการจัดแคมเปญดังกล่าว ถือเป็นรีจินัลแคมเปญครั้งใหญ่ของเบียร์ช้าง

นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเทสโก้ โลตัส เพื่อทำโปรโมชั่นร่วมกันภายใต้แคมเปญ “ช้อปช้าง ลุ้นโชค” ให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์ลุ้นบัตรเข้าชมบิ๊กแมตช์ ช้าง แชมเปี้ยนส์ คัพ-เอฟซี บาร์เซโลนา เอเชี่ยนทัวร์ 2013 เมื่อซื้อโซดาช้างครบ 250 บาท ที่เทสโก้โลตัส หรือ 50 บาท ที่เทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.นี้

หลังจากออกมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น ไทยเบฟ คาดว่าจะมีจะมีส่วนแบ่งการตลาดเบียร์โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 31% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา  ซึ่งมีอยู่ที่ประมาณ 30% ขณะที่เป้าหมายภาพรวมยอดขายคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 8% หรือมียอดขายรวมปริมาณ 700 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 620 ล้านลิตร

 

 

ด้าน บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด โชว์ฟอร์มขนนักเตะทีมดังจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษจำนวน 2 ทีม  คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี มาฟาดแข้งกับทีม  สิงห์ ออลสตาร์ เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปี บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในวันที่ 13 และ 17 ก.ค.นี้ ในฐานะโกลบอลพาร์ทเนอร์ 

การออกรุกตลาดทำตลาดในรูปแบบดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง  และตอกย้ำแบรนด์ สิงห์  ให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค  ซึ่งปัจจุบันสิงห์ครองความเป็นเจ้าตลาดเบียร์โดยรวม  ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 72%  

 

 

นายฉัตรชัย  วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด  กล่าวว่า  ถือเป็นโอกาสที่ดีของการนำทั้ง 2 ทีมมาดวลแข้งกับนักเตะไทย  ซึ่งหลังจากมีการแถลงข่าวว่าจะมีการนำสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  และ เชลซี  เข้ามาประเทศไทย ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากคอบอลชาวไทย

ทั้งนี้ 2 ทีมดังที่นำมาฟาดแข้งในครั้งนี้  บุญรอด ยืนยันว่า  เป็นนักเตะชุดใหญ่เกือบทั้งหมด จะขาดก็เพียงนักเตะที่ติดทีมชาติและนักเตะที่มีอาการบาดเจ็บเท่านั้น  ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ  บุญรอดยังมีแผนที่จะทำบัตรเป็นซีรีย์พิเศษ  เพื่อให้แฟนบอลของทั้ง 2 ทีมได้เก็บสะสมเป็นที่ระลึก ด้วยการทำออกมาเป็น 5 ซีรี่ย์ 5 นักเตะดาวดังของทั้ง  2  ทีม

นอกจากนี้ บัตรของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังสามารถนำมาลุ้นรับของรางวัลต่างๆ มากมาย  เช่น รองเท้าสตั๊คของ แดเนี่ยล เวลเบ๊ค กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ขณะที่บัตรของเชลซีนั้น สามารถลุ้นรับเสื้อพร้อมลายเซ็นของนักฟุตบอล พร้อมกันนี้ยังมีการจัดกิจกรรมกระทบไหล่กับนักเตะ

 

จากการออกมาทำกิจกรรมสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งดังกล่าว บุญรอดคาดว่าจะสามารถสร้างแบรนด์ของสิงห์ให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็คาดหมายว่าในด้านของยอดขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแอลกอฮอล์ หรือนอนแอลกอฮอล์ ก็น่าจะมีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ในด้านของเป้าหมายยอดขายเบียร์ในปีนี้  หลังจากเบียร์สิงห์และลีโอ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดเบียร์โดยรวม ด้วยการครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 72% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 70%  บุญรอดจึงขอประคองส่วนแบ่งการตลาดไว้ในระดับดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันมีฐานยอดขายขนาดใหญ่

หลังจากการที่ผู้ประกอบในตลาดเบียร์ออกมาทำตลาดมากขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางการเติบโตที่ดี  จากการกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณเข้าสู่ระบบโครงการขนาดใหญ่  ส่งผลให้คาดการณ์กันว่าภาพรวมตลาดเบียร์สิ้นปีนี้ น่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-7% หรือมีมูลค่ากว่า 1.3-1.4 แสนล้านบาท หรือปริมาณการขายอยู่ที่ประมาณ 2,200 ล้านลิตร โดยกลุ่มพรีเมียมมีสัดส่วน 5% เติบโตน้อย ขณะที่กลุ่มสแตนดาร์ดมีสัดส่วน 10% และกลุ่มอีโคโนมี่ มีสัดส่วน 85% มีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก

 


LastUpdate 06/07/2556 14:40:01 โดย : Admin
23-09-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 23, 2020, 1:23 pm