เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
นิด้า ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 3.7% พร้อมคาดดัชนีหุ้นมีโอกาสทะลุ 1,500 จุด


 

นิด้าคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจปี 56 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน หดจีดีพีเหลือโตแค่ 3.7% จากเดิมคาดไว้ 4.3% แต่คาดดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสทะลุ 1,500 จุด แนะนักลงทุนควรกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยแบ่งสัดส่วนลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 27.74% พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น 30.66% หุ้นกู้ 27.67% ทอง 5.88% และคอมมอดิตี้ 8.64%

 

รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า นิด้าได้เปิดตัวโครงการ NIDA’s Thailand Roadmap Series เป็นโครงการที่นิด้าต้องการทำอย่างต่อเนื่อง  เพื่อนำเสนอข้อมูลทางด้านวิชาการ หรือมุมมองการวิเคราะห์จากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของนิด้า โดยจะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ที่มีการกลั่นกรอง วิเคราะห์ วิจัย บนพื้นฐานทางวิชาการ อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทด้านวิชาการของนิด้า ที่สามารถเป็นเสาหลักในศาสตร์ด้านบริหาร และสามารถเป็นที่พึ่งของสังคมในด้านขององค์ความรู้ด้านต่างๆ ได้
       
การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้โครงการดังกล่าว โดยนักวิชาการนิด้า ได้นำเสนอบทวิเคราะห์เชิงวิชาการที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดทุนไทย ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ซึ่งหวังว่าข้อมูลเชิงวิชาการที่ถูกนำเสนอจากนักวิชาการของนิด้า  จะจุดประกายให้สังคมได้รับทราบถึงปัญหา ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม คณบดี คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 2556 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิด้าได้ประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 4.3% แต่เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัว จึงได้ปรับลดประมาณการจีดีพีลง  คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะเติบโตได้ 3.7%

ส่วนในไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น คาดจะขยายตัวได้ที่ 4.9% สูงกว่าช่วงไตรมาส 3 ที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวเพียง 1.8%  ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 มีปัจจัยจากการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยที่มีสัญญาณดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าตัวเลขรายได้การส่งออกในรูปสกุลเงินดอลลาร์ ของปี 2556 จะขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น เนื่องจาก ภาคการส่งออกที่ไม่ดีนักในช่วง 2 ไตรมาสแรกต่อเนื่องมากถึงไตรมาสที่ 3

ด้านนายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ นิด้า กล่าวถึง ตลาดทุนในไตรมาส 4  ปีนี้ ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยในขณะนี้ มีทั้งปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ ความชัดเจนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนได้เมื่อใด รวมถึงประเด็นการเมืองที่นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์การพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 2-3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 และการตัดสินประเด็นเขาพระวิหารต่อศาลโลก ส่วนปัจจัยจากต่างประเทศนั้นยังต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถึงความชัดเจนในการดำเนินนโยบาย QE รวมถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยในตลาดหุ้นอย่างแน่นอน
        
หากเปรียบเทียบอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ของตลาดหุ้นไทยกับประเทศในกลุ่ม TIP(ไทย/อินโดนีเซีย/ฟิลิปปินส์) พบว่า ราคาหุ้นของไทยมีราคาไม่แพง และยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ เนื่องจาก P/E ของไทยอยู่ที่ 16.31 เท่า ต่ำกว่าอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในระดับ 18.92 และ 18.88 ตามลำดับ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่อยู่ในระดับ 18.01

จากการทำแบบจำลอง Simulation เพื่อแสดงค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นปี 2556 จะอยู่ที่ระดับ 1,513 จุด จึงมีโอกาสที่หุ้นไทยจะปรับตัวสูงขึ้นได้
         
อย่างไรก็ตาม จากการทำโครงการร่วมกับ บลจ.ฟินันซ่า ถึงรูปแบบการลงทุนในไตรมาส 4 พบว่า นักลงทุนควรกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยแบ่งสัดส่วนลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 27.74% พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น 30.66% หุ้นกู้ 27.67% ทอง 5.88% และคอมมอดิตี้ 8.64%

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 26 ก.ย. 2556 เวลา : 13:15:31
13-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 13, 2019, 5:56 pm