การตลาด
ม้ดแมนปลุกบาสกิ้น รอบบิ้นส์คืนตลาดไทย


 

 

หวนคืนตลาดอีกครั้งสำหรับร้านไอศกรีมชื่อดังแบรนด์อินเตอร์อย่างร้านบาสกิ้น รอบบิ้น หลังเปิดๆ ปิดๆกิจการไปเริ่มตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมา รายล่าสุดที่ถอดใจปิดร้านไอศกรีมแบรนด์นี้ก็คือ บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ ซีอาร์จี หลังจากทำตลาดไม่ประสบความสำเร็จ
 
 

ปัจจัยที่ทำให้ ซีอาร์จี ไม่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดร้านไอศกรีมภายใต้แบรนด์ บาสกิ้น รอบบิ้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการวางแบรนด์โพซิชั่นนิ่งไม่ชัดเจน จึงส่งผลให้กลยุทธ์ในการทำตลาดไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวตลาดไอศกรีมแข่งขันกันค่อนข้างดุเดือด ภายหลังจากมีแบรนด์น้องใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์โคน สโตน ครีมเมอรี่ ที่ ซีอาร์จี ปลุกปั้นขึ้นมาแทนแบรนด์ บาสกิ้น รอบบิ้น หรือแบรนด์ ครีมแอนด์ฟัดจ์ ของบริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากนี้ ในส่วนของแบรนด์ดั้งเดิมที่อยู่ในตลาดประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ สเว่นเซ่นส์ ของบริษัท สเวนเซ่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป หรือแบรนด์ ฮาเก้น-ดาส ของบริษัท เอชดี ดิสทริบิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดและโปรโมชั่น เพื่อรักษาฐานลูกค้ากันอย่างแข็งขัน ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้แบรนด์ที่ไม่มีความแข็งแรงพอต้องถอบออกจากตลาด

แม้ว่าแบรนด์ บาสกิ้น รอบบิ้นส์ จะหายจากตลาดไอศกรีมในประเทศไทยไปพักใหญ่ แต่จากแบรนด์สินค้า ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคชาวไทยและต่างชาติ จึงทำให้บริษัท มัดแมน จำกัด ในเครือทรัพย์ศรีไทย ซึ่งมีบริษัทย่อยประกอบด้วย บริษัท เอบีพี คาเฟ่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านโอบองแปง และบริษัท โกลเด้น โดนัทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านดังกิ้นโดนัท ขอปลุกแบรนด์บาสกิ้น รอบบิ้น คืนตลาดประเทศไทยอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา
 
 
 
นายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี่ กรรมการบริหาร บริษัท มัดแมน จำกัด กล่าวว่า เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ซื้อแฟนไชส์ร้าน บาสกิ้น รอบบิ้นส์ มาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นรายที่ 3 ของการเข้ามาทำตลาดไอศกรีมในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้น เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยและไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมาจากการโฟกัสกลุ่มเป้าหมายผิด และวัตถุดิบที่ใช้มาจากในประเทศ ส่งผลให้รสชาติไม่ถูกใจลูกค้า 

สำหรับการกลับมาครั้งนี้ของร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ นายนาดีม กล่าวว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนปลยุทธ์ในการทำตลาดใหม่ทั้งหมด เริ่มจากการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ ด้วยการหันมาเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น เนื่องจากวัตุดิบที่นำมาใช้จะเป็นวัตถุกิบนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและไอซ์แลนด์ 100% ซึ่งสอดคล้องกับการตั้งราคาขายที่ 109 บาทต่อหนึ่งสกู๊ป 
 
 
 

ปัจจุบันร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ มีรสชาติไอศครีมให้ลูกค้าได้เลือกรับประทานมากกว่า 20 รสชาติ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้ารสชาติใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรสชาติของไอศกรีมให้เลือกครบ 31 รสชาติ 
 
 
 
นายนาดิมกล่าวว่า หลังจากทดลองเปิดให้บริการด้วยภาพลักษณ์ใหม่ และการทำตลาดรูปแบบใหม่ตั้งมาประมาณ 1 ปี พบว่าร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ ภายใต้การบริหารงานของบริษัทมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 25% หรือเฉลี่ยสาขาละ 40,000 คนต่อเดือน จากเดิมก่อนซื้อแฟนไชส์ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพียง 30,000 คนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าวส่งผลให้บริษัทมียอดขายต่อเดือนต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านบาท
 
.

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัท มัดแมนมีแผนที่จะเปิดร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ สาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ประมาณ 21 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองจังหวัดใหญ่ เช่น ภูเก็ต ระยอง และพัทยา เป็นต้น

ในส่วนของปีหน้าจะแผนที่จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6 สาขา ภายใต้งบลงทุนต่อสาขาที่ประมาณ 2.5-3 ล้านบาท ขณะที่ทำเลหลักในการขยายสาขาบริษัท มัดแมน จะเน้นไปที่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และห้างค้าปลีกชุมชนหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีทำเลใกล้บ้านเดี่ยวราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ 

ด้านแผนการดำเนินงาน 5 ปีหลังจากนี้ บริษัท มัดแมน มีแผนที่จะเปิดร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ ปีละไม่ต่ำกว่า 6 สาขาต่อปี ภายใต้งบลงทุนต่อสาขาที่ประมาณ 2.5-3 ล้านบาท ซึ่งจากแผนการดำเนินงานดังกล่าวจะส่งผลให้ภายใน 5 ปีนับจากนี้ บริษัท มัดแมน จะมีจำนวนสาขาร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ ภายใต้การบริหารงานไม่ต่ำกว่า 35 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 90-100 ล้านบาท 
 
 

นายนาดีม กล่าวต่อว่า แผนการทำตลาดนับจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะใช้งบประมาณ 5% ของยอดขาย เพื่อทำกิจกรรมการตลาดในแต่ละปี และผลักดันให้ร้านไอศกรีมบาสกิ้นรอบบิ้นมีรายได้เติบโตได้ปีละไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งในส่วนของปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะใช้งบส่วนหนึ่งไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ อีกด้วย เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันตลาดรวมไอศกรีมในไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ละปีมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 10-15% แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ พรีเมี่ยมมีอัตราส่วน 30-33% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 67-70% เป็นสัดส่วนไอศกรีมในตลาดแมสและสแตนดาร์ด ซึ่งจากการที่ไอศกรีมในตลาดแมสเข้ามาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้นในปีนี้ สังเกตุได้จากการมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดไอศกรีมมีการแข่งขันที่รุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา 

นายมาร์ค ดาซิลวา ผู้อำนวยการ บาสกิ้น รอบบิ้นส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันบาสกิ้น รอบบิ้นส์ มีจำนวนสาขาในเอเชียมากกว่า 2,500 สาขา จากทั้งหมด 7,000 สาขาทั่วโลก โดยเอเชียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สังเกตุได้จากจำนวนสาขาร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ที่เปิดให้บริการในประเทศเกาหลีที่มีมากกว่า 1,000 สาขา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 1,000 สาขาเช่นกัน ขณะที่มาเลเซียมี 60 สาขา และเวียดนาม 15 สาขา
 
สำหรับตลาดในประเทศไทย แม้ว่าปัจจุบันจะมีจำนวนสาขาน้อยอยู่มาก และหยุดทำตลาดมาประมาณ 1-2 ปี แต่เชื่อว่านับจากนี้ไปจะสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 100 สาขาในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากร้านไอศกรีมบาสกิ้น รอบบิ้นส์ เคยอยู่ในไทยมากว่า 15 ปี ผู้บริโภครู้จักเป็นอย่างดี จึงน่าจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
 
นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ผู้อำนวยการ บาสกิ้น รอบบิ้นส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มั่นใจว่าการกลับมารุกตลาดในไทยครั้งนี้จะมีโอกาสเติบโตสูงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา 
 
การหวนคืนตลาดไอศกรีมในประเทศไทยของแบรนด์ บาสกิ้น รอบบิ้นส์ ในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ คงต้องรอดูผลการตอบรับนับจากนี้ เพราะปัจจุบันการแข่งขันในตลาดไอศกรีมยังคงมีความรุนแรงไม่แตกต่างอะไรกับช่วงที่ผ่านมา 
 
 
 
 
 

LastUpdate 19/10/2556 21:30:00 โดย : Admin
02-12-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 2, 2020, 4:21 pm