การตลาด
สกู๊ป...แม่ทัพโฟร์โมสต์ปลุกแผน 5 ปีกินรวบแชร์ตลาดนม 50%


 



ยังคงแข่งขันกันรุนแรงสำหรับตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศไทย ซึ่งกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการนำมาใช้ยังคงเป็นการทำกิจกรรมส่งเสริมมการขาย โปรโมชั่น และลดราคาสินค้า เพื่อจูงในผู้บริโภคเนื่องจากปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว กลยุทธ์ที่จะสามารถดึงเงินในกระเป๋าผู้บริโภคออกมาได้ เป็นการทำโปรโมชั่นและการลดราคาสินค้า
 

สำหรับเจ้าตลาดนมพร้อมดื่มอย่างโฟร์โมสต์ ออกมาเปิดเผยว่าไม่ขอเข้าไปแข่งขันในเรื่องดังกล่าว  เพราะการทำตลาดในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ภาพรวมตลาดนมพร้อมดื่มเกิดความเสียหาย เนื่องจากผู้บริโภคอาจชินกับการทำโปรโมชั่น และลดราคาสินค้า หากสินค้าไม่มีการลดราคาผู้บริโภคก็อาจชะลอการซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการมีการลดราคาสินค้าบ่อยเกินไปก็อาจจะทำให้ผู้บริโภคชิน และชะลอการซื้อสินค้าได้เหมือนกัน เพราะผู้บริโภคจะมองว่าสินค้าลดราคาแล้วจะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้

นอกจากจะออกมาประกาศแผนว่าจะไม่ลงไปแข่งขันในเรื่องของราคา  นายมาร์โก้ เบอร์ทัคคา  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์  ยังออกมาประกาศแผนเชิงรุกระยะยาว 5 ปี นับจากปีนี้  เพื่อผลักดันให้นมโฟร์โมสต์มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดนมพร้อมดื่มไม่ต่ำกว่า 50%  และมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 18,000  ล้านบาท  แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากการทำตลาดภายในประเทศ  85%  และส่งออกสินค้าไปทำตลาดในต่างประเทศ  15%

พร้อมกันนี้  โฟร์โมสต์  ยังมีการเปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2020  หรือปี 2563 เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน  ด้วยการพลิกกลยุทธ์ระดับโลกสู่ยุทธศาสตร์ประเทศไทยครองใจผู้บริโภคชาวไทยเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่ง  โดยกลยุทธ์ที่นำมาใช้ คือ การเดินหน้าตามแผนธุรกิจครบวงจรทั้งสินค้า สังคมและสิ่งแวดล้อม  โดยในส่วนของสินค้าจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์นมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศเนเธอร์แลนด์  เพื่อสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

ขณะเดียวกันก็จะชูแผนงานเด่น Dairy Development Program (DDP) ถ่ายทอดโนฮาวพัฒนาเกษตรกรโคนมไทยอย่างต่อเนื่องสู่มาตรฐานระดับโลกแล้วกว่า 5,500 ราย พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพสังคมผ่านโครงการ CSR ที่สร้างประโยชน์โดยตรงและมีความยั่งยืนแก่ชุมชน  โดยแนวทางดังกล่าวจะเดินหน้าตามยุทธ์ศาสตร์ 3 ส่วนหลัก คือ 1. การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากนมที่มีคุณค่าโภชนาการเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม 2. การพัฒนาเกษตรกรโคนมให้มีคุณภาพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตกรโคนม เพื่อดึงดูดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่สายอาชีพ และ 3. การมุ่งส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้  โฟร์โมสต์  มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดประมาณ 5-6 รายการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพราะหลังจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เชื่อว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

นายมาร์โก้ กล่าวว่า  หนึ่งในสินค้าใหม่ที่บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวเข้ามาทำตลาดในปีนี้คือ นมพลาสเจอร์ไรส์ระดับพรีเมี่ยมรูปแบบขวด ซึ่งปัยจัยที่ทำให้บริษัทหันเข้ามาทำตลาดนมในระดับพรีเมี่ยม เพราะต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เนื่องจากนมดังกล่าวจะมีอายุการบริโภคที่นานกว่านมยูเอชทีทั่วไปที่เก็บไว้ได้นานเพียง 7 วันเท่านั้น   ส่วนราคาขายจะวางไว้ที่เท่าไหร่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนทางการตลาด  อย่างไรก็ดี  เบื้องต้นคาดว่าจะมีราคาขายจะสูงกว่านมทั่วไป   เนื่องจากเป็นนมระดับพรีเมี่ยมและเก็บไว้ได้นานกว่านมทั่วไป

 
นอกจากนี้ โฟร์โมสต์  ยังมีแผนที่จะใช้บลงทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการตลาด 600 ล้านบาท ใช้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20 % และอีก 400 ล้านบาทใช้ลงทุนในโรงงานเป็นการปรับปรุงไลน์การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งงบลงทุนในส่วนดังกล่าวที่ใช้ไปกับโรงงานถือเป็นการลงทุนต่อเนื่องจากปี 2558 ที่ใช้ไปประมาณ 400 ล้านบาท สำหรับการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบัน โฟร์โมสต์ มีโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยจำนวน 2 แห่ง  คือ สำโรง จ.สมุทรปราการ และหลักสี่ กรุงเทพฯ

หลังจากออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดวอย่างต่อเนื่อง  คาดว่าสิ้นปี 2559  โฟร์โมสต์ คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 33 % จากปี 2558 ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 32%  ครองความเป็นอันดับ 1 ในตลาดรวมนมพร้อมดื่ม(RTD Milk)  ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ  20,000 ล้านบาท  มีอัตราการเติบโตจากปี  2557 ที่ประมาณ 4 %   แบ่งเป็นตลาดนม UHT หรือนมทั่วไป ประมาณ 10,000 ล้านบาท เติบโต 8 %  ซึ่งในส่วนของตลาดดังกล่าว  โฟร์โมสต์  มีส่วนแบ่งการตลาดตลาดอยู่ที่ประมาณ 46 %

ส่วนตลาดนม UHT เด็ก ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท  มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6 %  โฟร์โมสต์ มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดนำดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ  37 % เติบโต 16 %  เนื่องจากบริษัทมีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายและให้ความรู้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งในส่วนของปี 2559  นี้ก็เช่นกัน โฟร์โมสต์ จะเน้นการทำตลาดด้วยการเข้าไปให้ความรู้กับลูกค้า ณ จุดขาย เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาด

นายมาร์โก้  กล่าวอีกว่า  จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว บริษัทคาดว่าภายในปี 2563  ผลิตภัณฑ์ โฟรโมสต์  น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดรวมไม่ต่ำกว่า  50% ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดรวมนมพร้อมดื่ม เช่นเดียวกับตลาดนม  UHT ทั่วไป  ที่บริษัทคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 60 % จากตลาดนม UHT ทั่วไป  ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ คือ การเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด  และการใช้งบลงทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปีจนถึงปี 2563 เพื่อทำการตลาดสินค้าใหม่และปรับปรุงโรงงานผลิตสินค้า รวมไปถึงการซื้อเครื่องจักรใหม่  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

 นอกจากจะให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทยแล้ว โฟร์โมสต์ ยังจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ เพื่อส่งออกสินค้าไปทำตลาดยังกลุ่มประเทศอินโดไชน่า เช่น พม่า ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากบริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง  โฟร์โมสต์ คาดว่าสิ้นปี 2559 น่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 8-9% จากปี 2558 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ในมูลค่าดังกล่าวเป็นรายได้จากการส่งออก 10% และภายในปี 2563 คาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มเป็น 18,000 ล้านบาท โดยในส่วนของมูลค่าดังกล่าวจะเป็นรายได้ที่มาจากการส่งออกประมาณ 15%

การออกมาประกาศแผนเชิงรุกในครั้งนี้จะทำให้ โฟร์โมสต์ ย้ำความเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มในปี 2563 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 50% ได้หรือไม่คงต้องรอดูผลการตอบรับของผู้บริโภค และคู่แข่งทางการตลาดว่าจะสามารถเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของ โฟร์โมสต์ ได้หรือเปล่า  ซึ่งถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก  เพราะเท่าที่ดูแนวโน้มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดนมพร้อมดื่มถือว่ามีความคึกคักมากพอควร เห็นได้จากการโฆษณา และการทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดกันอย่างต่อเนื่อง

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 10 มี.ค. 2559 เวลา : 21:32:59
30-05-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 30, 2020, 1:42 pm