การตลาด
สกู๊ป...เมเจอร์จัดทัพหนังไทยหวังปลุกแชร์ 50% เทียบชั้นฮอลลีวูด




 


หลังจากเดินหน้าขยายสาขาโรงภาพยนตร์ในเครืออย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัท  เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) มีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งประเทศทั้งหมด 92 สาขา รวม 609 โรง  และมีจำนวนที่นั่งทั้งหมด 140,794 ที่นั่ง เป็นสาขาในเขตกรุงเทพฯ 26 สาขา รวม 256 โรง ต่างจังหวัด 38 จังหวัด  รวม  64 สาขา  341 โรง และต่างประเทศ 2 สาขา ที่ กัมพูชาและลาว รวม 12 โรง

อย่างไรก็ดี  จากแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยการวางแผนว่าจะเดินหน้าลงทุนขยายโรงภาพยนตร์ให้ครบ 1,000 โรง ภายในปี 2563 แบ่งเป็นโรงภาพยนตร์ในเมืองไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศ CLMV หรือกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, พม่า และ เวียดนาม อีก 100 โรง  ทำให้ เมเจอร์  เล็งเห็นโอกาสการต่อยอดธุรกิจ  ด้วยการจัดทัพบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทยในเครือ  เพื่อผลิตภาพยนตร์ไทยออกสู่ตลาด  เนื่องจากกลุ่มลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้านมีความชื่นชอบในภาพยนตร์ไทยเป็นอย่างมาก
 

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมองโอกาสเติบโตของภาพยนตร์ไทยมีอยู่มาก หากได้รับการพัฒนาและสนับสนุนอย่างถูกต้อง เชื่อว่าจะสามารถเทียบเท่ากับภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้อย่างแน่นอน  เห็นได้จากภาพยนตร์ไทยเรื่อง พี่มากพระโขนง ที่สามารถทำรายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท ไม่นับรวมรายได้จากการส่งออกไปฉายในอีหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น  พม่า, กัมพูชา, เวียดนาม, ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย  หรือ เกาหลีใต้       
จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าว เมเจอร์ จึงมีความมั่นใจว่า ภาพยนตร์ไทยยังสามารถขยายตลาดไปได้อีกมาก หากผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยพัฒนาภาพยนตร์ไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าภาพยนตร์ในต่างประเทศ  ซึ่งจากโอกาสในการขยายธุรกิจภาพยนตร์ไทยที่มีอยู่มาก  เมเจอร์ จึงได้ออกมาประกาศตัวเป็นผู้นำทัพขับเคลื่อนภาพยนตร์ไทย  ด้วยการเปิดตัวบริษัทผลิตภาพยนตร์ไทยในเครือทั้ง 5 บริษัท พร้อมด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์ไทยที่จะนำเข้ามาฉายในปีนี้  เพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับวงการภาพยนตร์ของไทย

ปัจจุบัน เมเจอร์ มีบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์ไทยในเครือด้วยกัน 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ ปีนี้จะผลิตภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 3 เรื่อง บริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด มีแผนจะผลิตภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 3 เรื่อง บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด  มีแผนผลิตภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 3-4 เรื่อง บริษัท ฟิล์ม กูรู จำกัด  มีแผนที่จะผลิตภาพยนตร์เข้าฉาย 1 เรื่อง และบริษัท รฤก โปรดั๊กชั่น จำกัด  มีแผนที่จะผลิตภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 1-2 เรื่อง
 

ทั้งนี้  แต่ละเรื่องคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 40-50 ล้านบาท  และเพื่อให้ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น  ล่าสุด  เมเจอร์ฯ เตรียมเปิดตัวบริษัท ซีเจ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดจากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าไปร่วมถือหุ้นเปิดตัวธุรกิจผลิตภาพยนตร์ไทยอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ เพื่อให้ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ไทยในเครือบริษัท เมเจอร์ฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

นายวิชา กล่าวว่า  บริษัท ซีเจ เอนเตอร์เทนเม้นท์  ถือเป็นส่วนหนึ่งที่บริษัทคิดว่า  จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจภาพยนตร์ของไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น  เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญในด้านของการผลิตภาพยนตร์  ซึ่งช่วงเวลานี้ภาพยนตร์ไทยถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีการสร้าง การลงทุน การตลาดใหม่ ๆ

ขณะเดียวกัน  ก็ต้องยอมรับว่าไวรัล (Viral) เข้ามามีบทบาทเยอะในธุรกิจภาพยนตร์  และทำให้ภาพยนตร์มีอายุที่สั้นลง เห็นได้จากเมื่อก่อนกว่าจะรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นดีหรือไม่ดีก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ กว่าหนังสือพิมพ์จะออก กว่าข่าวจะออก แต่ทุกวันนี้เข้าไปดูไม่ถึง 5 นาทีข่าวมาแล้วทุกอย่างเร็วมาก  ดังนั้น  ผู้ผลิตภาพยนตร์จะต้องมั่นใจว่าสินค้าที่นำออกมาเผยแพร่ต้องไม่มีจุดพลาดให้เกิดกระแสที่ไม่ดีที่จะส่งผลร้ายให้กับตัวภาพยนตร์

วิชา กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้มีการเติบโต และมีสัดส่วนการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ให้มากถึง 50% ในอีก 2-3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30% คาดว่าสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 35-40% จากมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ประมาณ 7,000 ล้านบาท

 
 
 
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนที่จะผลักดันให้ภาพยนตร์ไทยสามารถส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยควบคู่ไปกับการขยายสาขาโรงภาพยนตร์  เพื่อรองรับจำนวนภาพยนตร์ไทยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต  เพราะนอกจากจะนำภาพยนตร์ไทยเข้าไปฉายในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เมเจอร์  ยังมีแผนที่จะส่งออกภาพยนตร์ไทยไปทำตลาดในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน หลังจากก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับเรื่อง "รุ่นพี่" ด้วยการนำภาพยนตร์เข้าไปทำตลาดใน 11 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ ไต้หวัน บรูไน  ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และฮ่องกง

น.ส.จันทิมา เลียวศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ จำกัด กล่าวว่า  บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพของหนังไทยและอาชีพคนทำหนังที่ต่างก็มีความตั้งใจจริงที่จะผลิตหนังไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ชม เห็นได้จากการถูกยอมรับจากประเทศคู่ค้าที่มีการตอบรับเพิ่มขึ้น เช่นภาพยนตร์เรื่อง    “รุ่นพี่” ซึ่งสามารถขยายตลาดจากเดิม 7 ประเทศ เป็น 11 ประเทศ  และตอนนี้ภาพยนตร์เรื่อง "11-12-13 รักกันจะตาย" ที่จะเข้าฉายในปีนี้ก็ได้รับการยืนยันการซื้อจากประเทศคู่ค้าแล้วถึง 6 ประเทศ

ขณะที่ น.ส.ลัดดาวัลย์  รัตนดิลกชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด  กล่าวว่า  โปรแกรมภาพยนตร์ของบริษัทที่จะนำเข้าฉายในปีนี้มี 3 เรื่อง คือ เรื่อง “Fifteen” เป็นภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมอดี้         มีกำหนดฉายกลางปีนี้ ส่วนเรื่อง “Copy Aholic Girl” เป็นภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมอดี้ ดราม่า และเรื่อง “Four Cities Four Loves” กำหนดเข้าฉายปลายปี ส่วนอีกเรื่อง คือ ความรักที่พระโขนง กำหนดเปิดกล้องในปีนี้ แต่จะเข้าฉายปีหน้า

 นายสง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด กล่าวว่า  สิ่งที่แตกต่างวันนี้คือ  เรื่องระบบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่ระบบของการลงทุน ระบบการผลิต มันก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว อย่างทุกวันนี้ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์มเองก็ใช้ระบบของสตูดิโอเข้ามาเป็นระบบในการผลิต เพื่อให้การผลิตมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในส่วนของปีนี้บริษัทมีแผนที่จะผลิตภาพยนตร์เข้าฉายประมาณ 3-4 เรื่อง

 นายพจน์ อานนท์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ  บริษัท ฟิล์ม กูรู จำกัด กล่าวว่า  บริษัทมั่นใจว่าคนไทยไม่ทิ้งภาพยนตร์ไทยแน่นอน  เช่นเดียวกับบริษัทที่ยังคงเดินหน้าผลิตภาพยนตร์ไทยคุณภาพเข้าฉายอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภาพยนตร์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า 

 ด้านนายยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ  บริษัท รฤก โปรดั๊กชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีโอกาสคุยกับคนทำภาพยนตร์รุ่นใหม่ ๆ แต่ละคนมาพร้อมไอเดียดี ๆ ที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และน่าติดตามมาผลิตภาพยนตร์ไทยให้คนไทยและต่างชาติได้ดู  ซึ่งในส่วนของบริษัทปีนี้อาจได้เห็นภาพยนตร์ไทยเข้าฉาย 1 หรือ 2 เรื่อง

การออกมาปลุกกระแสดังกล่าวของ เมเจอร์ เชื่อว่าจะทำให้ภาพยนตร์ไทยปีนี้มีความคึกคักมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีผู้ผลิตจากเครือเมเจอร์แล้ว ยังมีค่ายน้องใหม่จากแกรมมี่ และโมโน และอื่น ทยอยคลอดภาพยนตร์ไทยมาให้คนไทยและต่างชาติได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง  แต่จะโดนใจผู้ชมหรือไม่คงต้องรอดูองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบท  หรือนักแสดง




 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 มี.ค. 2559 เวลา : 08:00:50
06-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 6, 2020, 11:16 am