การตลาด
BEAUTY ยกขบวนผลิตภัณฑ์บุกเซเว่นฯ 900 สาขาทั่วประเทศ


 


BEAUTY ยกขบวนผลิตภัณฑ์บุกเซเว่นฯ 900 สาขาทั่วประเทศ เดินหน้าขยายสาขาทุก SHOPBRAND ครองตลาดทั้งในและต่างประเทศ ลุยตลาดออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ มั่นใจยอดขายโตก้าวกระโดด ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 2 พันล้านบาทพร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20% โชว์ผลประกอบการทำนิวไฮกำไรท่วม 402.49 ล้านบาท เตรียมแจกปันผล 0.083 บาท/หุ้น และออก ESOP แจกพนักงาน-ผู้บริหาร
 
 
 
 
 
 
 

 นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว เปิดเผยว่า บริษัทมีการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-11) จำนวน 900 สาขาทั่วประเทศ เมื่อช่วงปลายไตรมาสที่3/2558 จากจำนวนสาขา 7-11 ที่มีจำนวนสาขากว่า 7,000 แห่ง ซึ่งผลตอบรับจากผู้บริโภคเป็นไปในทิศทางที่ดี เชื่อว่าช่องทางจำหน่ายใหม่ดังกล่าวจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมียอดขายเพิ่มมากยิ่งขึ้น จากการหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่ายของผู้บริโภค

  นอกจากนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสาขาทุกแบรนด์รวม 316สาขา ทั้งนี้ปี 2559 มีแผนจะเพิ่มสาขา BEAUTY BUFFET จำนวน 30 สาขา BEAUTY COTTAGE จำนวน 15 สาขา และ BEAUTY MARKET จำนวน 5 สาขา ส่วนตลาดต่างประเทศ มีแผนขยายสาขาที่เป็น Independent shopจำนวน 18 สาขา จากปัจจุบัน 32 สาขา กระจายอยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา 7 สาขา ลาว 2 สาขา เมียนมา 2 สาขา และเวียดนาม 21 สาขา โดยเมื่อเดือนมกราคม 59 ที่ผ่านมา ได้เซ็นสัญญาตัวแทนจำหน่ายกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซียเรียบร้อยแล้ว ในรูปแบบของ Shop in Shop ทำให้ปัจจุบันมีสาขา Shop in Shop ในอินโดนีเซีย จำนวน 15 สาขาและมีแผนเปิดเพิ่มอีก 6 สาขาในปีนี้
        
  ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ดำเนินการขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน Modern Trade,Traditional Trade และออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก มีการใช้ช่องทางออนไลน์ในการเลือกซื้อสินค้าทุกประเภทมากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา BEAUTY ได้ทดลองจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่างๆ ผ่านทาง Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ พบว่ามีกระแสตอบรับดีเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงวางเป้าหมายที่จะรุกตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีรายได้เติบโตก้าวกระโดด
          
"บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ไม่ต่ำกว่า 2.1 พันล้านบาทเติบโตอย่างน้อย 20% จากปีก่อน และรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 20% ของรายได้รวม เนื่องจากเห็นสัญญาณเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ประกอบกับบริษัทมีช่องทางการขายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการของเทรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์"นายแพทย์สุวิน กล่าว
          
สำหรับลงทุนปี 59 บริษัทตั้งงบไว้ที่ 190 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนเปิดสาขาใหม่ 100-110 ล้านบาท และใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต 70-80 ล้านบาท พร้อมทั้งนำไปพัฒนาและสร้างแนวความคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมไปถึงพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซ ในการจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง
        
  ส่วนผลประกอบการปี 58 บริษัทมีผลประกอบการที่โดดเด่นและเป็นการทำสถิติผลประกอบการเติบโตสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,792.03 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,385.27 ล้านบาทหรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.36 % และมีกำไรสุทธิ 402.49 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 301.16 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 33.65 %

ทั้งนี้ที่ประชุมกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 99.13 % ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย จากนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% หรือ คิดเป็นเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มในอัตราหุ้นละ0.083 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 249 ล้านบาท จากที่ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาท/หุ้น คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 150 ล้านบาท ส่งผลทำให้ในปี 2558 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 0.133 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 399 ล้านบาท

 
โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 28 เม.ย.59 และจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 พ.ค. 59 อีกทั้งที่ประชุมยังมีมติให้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ ESOP ที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท จำนวน22.61 ล้านหน่วย โดยไม่คิดมูลค่าให้แก่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท โดยมีจำนวนหุ้นสามัญที่ออกเพื่อรองรับการใช้สิทธิ 22.61 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท คิดเป็น 0.75% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด จำนวน 3,000 ล้านหุ้น อัตราการใช้สิทธิESOP 1 หน่วย/หุ้นสามัญ 1 หุ้น ราคาใช้สิทธิ 5 บาท/หุ้นระยะเวลาและสัดส่วนการใช้สิทธิปีละ 2 ครั้งในวันที่ 16 ของเดือนมกราคมและกรกฎาคมของแต่ละปี โดยปีที่ 1 ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของจำนวนที่ได้รับจัดสรร ปีที่ 2 ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 35% ของจำนวนที่ได้รับจัดสรร ปีที่ 3 จะใช้สิทธิได้ไม่เกิน 55% ของจำนวนที่ได้รับจัดสรร ปีที่ 4 ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 75% ของจำนวนที่ได้รับจัดสรร ปีที่ 5 ใช้สิทธิได้ไม่เกิน100% ของจำนวนที่ได้รับจัดสรร
 



 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 มี.ค. 2559 เวลา : 13:09:03
06-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 6, 2020, 12:04 pm