การตลาด
สกู๊ป...ไอคอนสยามลุยเฟส 2 ยันพร้อมเปิดโชว์โฉมปลายปี 2560






 


หลังจากเปิดตัวโครงการเมกะโปรเจกต์ภายใต้ชื่อ “ไอคอนสยาม” ไปเมื่อช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ภายใต้งบลงทุน 54,000 ล้านบาท วันนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ค้าปลีก เนื่องจากมีการก่อสร้างฐานรากเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตัวอาคารชั้นที่ 2 จากทั้งหมด 9 ชั้น ซึ่งจากความคืบหน้าดังกล่าวบริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ในเครือบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้การก่อสร้างตัวอาคารจะแล้วเสร็จพร้อมให้ผู้เช่าเข้ามาตกแต่งร้าน

 

 
 
ในส่วนของพื้นที่ค้าปลีกภายในโคงการไอคอนสยามจะประกอบไปด้วยศูนย์การค้า 3 ส่วน คือ 1.ไอคอนสยาม จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไปมีร้านค้าเช่าประมาณ 500 ร้านค้า รวมพื้นที่ขาย 500,000 ตร.ม. 2.ไอคอนลักซ์ จะเป็นพื้นที่ค้าปลีกระดับพรีเมียม รองรับสินค้าแบรนด์เนมได้ประมาณ 20 ร้านค้า รวมพื้นที่ขาย 25,000 ตร.ม. และ 3.พื้นที่ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง “ทาคาชิมาย่า” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 35,000 ตร.ม.

 
 
 
 
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่อาศัยสุดหรูจำนวน 2 โครงการ คือ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพระดับลักชัวรี่ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เข้ามาเปิดให้บริการ รวม 379 ยูนิต มีขนาดพื้นที่ห้องตั้งแต่ 60-222 ตร.ม. ราคาขายเริ่มต้นที่ 2.3 แสนบาทต่อตร.ม. ขณะนี้ความคืบหน้าของโครงการได้ก่อสร้างฐานรากแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ส่วนอีกหนึ่งโครงการ คือ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ของบริษัท แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป เป็นที่พักอาศัยสุดหรู ขนาดห้อง 130-230 ตร.ม.ต่อยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 แสนบาท แต่ถ้าเป็นห้องดูเพล็กซ์เพนท์เฮ้าส์ จะอยู่ที่ขนาด 380-710 ตร.ม. ราคาขายเริ่มต้นที่ 5.5 แสนบาทต่อตร.ม.
 
 
 

ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขณะนี้มียอดขายจองแล้ว 40% หลังเปิดขายไปได้ 3 เดือน ขณะที่โครงการแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ มียอดจองเต็มและปิดการขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนพื้นที่ค้าปลีกในส่วนของศูนย์การค้าไอคอนสยาม และไอคอนลักซ์ ขณะนี้มีร้านค้าแบรนด์ดังเข้ามาแสดงความสนใจเข้าจองพื้นที่เช่าเกือบเต็ม 100% แล้วเช่นกัน ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้บริษัท ไอคอนสยาม ต้องหาซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อนำมาพัฒนาโครงการไอคอนสยามในเฟสที่ 2 เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีก
 
 
 
 
 


นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เจ้าของโครงการไอคอนสยาม ในเครือบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า ที่ดินที่บริษัท ไอคอนสยาม จะนำมาพัฒนาโครงการไอคอนสยามในเฟสที่ 5 จะมีทั้งหมด 5 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนเจริญนครฝั่งตรงข้ามกับโครงการในเฟสแรก เบื้องต้นเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการการศึกษาโอกาสทางการตลาดว่าจะพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกไปในรูปแบบใด คาดว่าภายในปลายปีนี้น่าจะได้ข้อสรุปพร้อมดำเนินการก่อสร้าง

อีกหนึ่งโครงการที่คาดว่าจะพร้อมดำเนินการก่อสร้างในปลายปีนี้เช่นกัน คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งบริษัท ไอคอนสยาม เป็นเจ้าภาพในการลงทุนจำนวน 3 สถานี โดยในส่วนของรถไฟฟ้าสายดังกล่าวจะเชื่อมจากสายสีเขียวที่สถานีธนบุรี มายังสถานีไอคอนสยาม และสถานีคลองสาน รวมระยะทาง 2.7 กม. เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท  และถ้าหากมีการพัฒนาต่อรถไฟฟ้าสายดังกล่าวต่อไปอีกจะสามารถเชื่อมกับสายดีแสดง  และสายสีม่วงได้

 
 
จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพื้นที่ค้าปลีก หรือศูนย์การค้า บริษัท ไอคอนสยามคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2560  เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทุกคน  เช่นเดียวกับการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีทอง  ซึ่งหลังจากเปิดให้บริษัทเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการวันละไม่ต่ำกว่า 150,000 แสนคน  เนื่องจากภายในโครงการมีช่องทางในการเดินหน้ามาใช้บริการหลายเส้นทางไม่ว่าจะเป็นทางรถ  ซึ่งได้มีการเตรียมพื้นที่จอดรถไว้มากถึง  5,000 คัน  นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีทอง  ซึ่งจะมีสถานีบริเวณหน้าโครงการ  และมีเส้นทางเรืออีกจำนวน 4 ท่า  ประกอบด้วย ท่าเรือสำหรับผู้พักอาศัยภายในคอนโดมิเนียมของโครงการแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์  และเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  ท่าเรือสำหรับลูกค้าทั่วไปที่มาทางเรือ  ท่าเรือสำหรับเรือสำราญ  และท่าเรือสาธารณะสำหรับบุคคลทั่วไป
 

อย่างไรก็ดี  เพื่อให้โครงการไอคอนสยามเป็นที่รู้จัก  บริษัท ไอคอนสยาม ได้มีการเตรียมงบไว้ประมาณ 800 ล้านบาท สำหรับการทำกิจกรรมการตลาด  และโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ  เพื่อให้ต่างชาติและนักท่องเที่ยวได้รู้จักโครงการไอคอนสยาม  ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นคนไทยประมาณ 65-70%  และต่างชาติ  30-35%
 
 
 

 
 
 
 
นางชฎาทิพ  กล่าวว่า  การเกิดขึ้นของโครงการไอคอนสยามจะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทยในการเนรมิตโครงการที่ยิ่งใหญ่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ และตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย เพราะไอคอนสยามจะเป็นสถานที่ที่จะดึงดูดคนไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชม เนื่องจากเรากำลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของคำว่าล้ำเลิศในทุกมิติ ที่จะเป็นการสร้าง Paradigm ใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ รวบรวมทุกสรรพสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแห่งโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นที่สุดแห่งการอยู่อาศัย สินค้าและบริการที่ครบครัน นวัตกรรมในการอำนวยความสะดวกสบายและการสื่อสารที่ล้ำยุคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ปัจจัยที่ทำให้บริษัท ไอคอนสยาม มั่นใจว่าโครงการไอคอนสยามจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย คือ  การรวบรวม 12 องค์ประกอบที่สุดไว้ภายในโครงการ  ประกอบด้วย 1. ที่สุดของสถาปัตยกรรมที่จะสะกดทั้งโลก ด้วยการ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าที่ออกแบบเป็นกระทงและบายศรี  2. ที่สุดของแนวความคิดการออกแบบ ICONS within ICON  คือ การสร้างอาคารเล็กหลายๆ อาคารให้อยู่ภายในอาคารใหญ่  3. ที่สุดของทัศนียภาพเหนือคำบรรยาย ด้วย River Park พื้นที่จัดกิจกรรมริมฝั่งแม่น้ำ เนื้อที่กว่า 10,000 ตร.ม. และการแสดงโชว์ระบำสายน้ำผสมผสาน แสง สี เสียง ไฟ ระยะทาง 400 เมตร  4. ที่สุดของไทยสร้างสรรค์ ณ Venice of The East  ไอคอนสยามจะรวบรวมสินค้าที่เป็นสุดยอดแบรนด์ไทยในทุกประเภท 
 

สำหรับองค์ประกอบที่ 5. ที่สุดของความหรูหราระดับโลก  6. ที่สุดของศูนย์กลางศิลปะวัฒนธรรมและมรดกล้ำค่า  7. ที่สุดของความบันเทิงระดับโลก ด้วยศูนย์การประชุมระดับโลก  โรงภาพยนตร์ 10,000 ตร.ม. และโลกแห่งความสนุกสนานของเด็กและครอบครัว  8. ที่สุดของสินค้าและบริการที่ครบครัน  9. ที่สุดของห้างสรรพสินค้า 10. ที่สุดแห่งความสุนทรีย์แห่งอาหารเลิศรส 11. ที่สุดแห่งนวัตกรรมการสื่อสารและการให้บริการ  และ12. ที่สุดแห่งความสะดวกสบายของการสัญจรที่เชื่อมต่ออย่างครบวงจร  
 
 
นางชฎาทิพ กล่าวปิดท้ายว่า  ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน  บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง  เพราะมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย  ซึ่งในส่วนของโครงการไอคอนสยาม  เชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการดังกล่าวจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นในด้านของการจ้างงาน  หรือการใช้จ่ายของลูกค้าภายในโครงการ






 

LastUpdate 25/03/2559 13:52:25 โดย : Admin
06-06-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 6, 2020, 11:03 am