เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ห่วง'ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ'กระทบธุรกิจ






 


แม้การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศจากวันละ 300  บาท   กำลังเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด    แม้ในปีนี้ค่อนข้างแน่นอนว่าจะยังไม่มีการอนุมัติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ   โดยหม่อมหลวง ปุณฑริก สมิติ  ปลัดกระทรวงแรงงาน   เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง)  ครั้งที่ 8/2559 ว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้ประชุมพิจารณาการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2560    ที่ประชุมมีมติให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปพิจารณาศึกษาสูตรคำนวณใหม่ 
 
 

เพื่อเพิ่มปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น   โดยใช้ข้อมูลในการพิจารณารวมกว่า 10 รายกาย ได้แก่ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม   รวมทั้งศึกษาเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย คาดว่าจะสามารถสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ได้ราวปลายเดือนตุลาคมนี้   ส่วนข้อเรียกร้อง 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศนั้น  จะต้องพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศตามความเป็นจริงด้วย   เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศ 1 มกราคม 2560
         
นายอรรถยุทธ   ลียะวณิช   กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า จากการพิจารณาข้อมูลของคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรอง   ที่ส่งมาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่มีทั้งปรับและไม่ปรับอัตราค่าจ้าง โดยส่วนที่ปรับจะมาดูว่าคำนวณถูกหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยที่ประชุมมีมติส่งเรื่องไปให้อนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ไปศึกษาสูตรคำนวณใหม่ คาดว่าจะมีผลการพิจารณาของอนุเฉพาะกิจในช่วงปลายเดือนตุลาคม   ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง เน้นเรื่องผลิตภาพแรงงาน ส่วนจะขึ้นรูปแบบไหนต้องรอการพิจารณาแบบไตรภาคี ว่าจะคงอัตราเท่ากันทั่วประเทศหรือไม่   ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศบังคับใช้อัตราค่าจ้าง ผู้ประกอบการที่ต้องเตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉลี่ยใช้เวลา 60 วัน

ด้านนายธนิต   โสรัตน์  รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ตามที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้เสนอให้คณะกรรมการค่าจ้าง ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาทต่อวัน  เห็นว่า เป็นระดับที่สูงเกินไปเพราะการขึ้นทันทีอีก 60 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ  จะเป็นผลร้ายมากกว่าดี โดยเฉพาะจะผลักดันให้ แรงงานต่างด้าวที่ขณะนี้มีอยู่เกือบ 3 ล้านคน   ลักลอบมาค้าแรงงานในไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังค่าแรงทั้งระบบต้องปรับขึ้น ซึ่งภาระดังกล่าวจะตกหนัก ที่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม(SME) และอาจทำให้ธุรกิจขาดทุนจนปิดกิจการ

 
ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการค่าจ้าง ที่การปรับขึ้นค่าแรงควรจะต้องยึดปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ 2.ภาวะเงินเฟ้อ 3.ความสามารถในการจ่ายค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ แต่ความสามารถในการจ้างของนายจ้างแต่ละขนาดกิจการและแต่ละพื้นที่ย่อมไม่เท่ากันและสิ่งที่ห่วงคือ SME และโรงงานในต่างจังหวัดที่ไม่อาจจ่ายในอัตราที่สูงขึ้นมาก

ขณะที่นายธนวรรธน์  พลวิชัย    ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย   มองว่าในสถานการณ์เช่นนี้   นายจ้างคงไม่พร้อมที่จะปรับขึ้นให้ได้ตามที่ขอ เพราะไม่มีสภาพคล่องพอ  และถ้าปรับขึ้นก็อาจจะเป็นการช็อกได้ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดีและหากจะปรับขึ้นในระดับที่พอรับได้ตามภาวะเงินเฟ้อ  ไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 15-20 บาท ซึ่งเท่ากับปรับขึ้น 5%   แต่เห็นว่าไม่ควรปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ และดูตามระดับฝีมือแรงงานด้วย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือแรงงาน








 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 ก.ย. 2559 เวลา : 07:34:42
13-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 13, 2019, 5:57 pm