เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ความเชื่อมั่น SME ครึ่งปีแรกทรงตัว ชี้เถ้าแก่ยุคใหม่ต้องคิดเผื่อโต


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เผยความเชื่อมั่นของธุรกิจ SME ครึ่งปีแรกยังทรงตัว เหตุราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ กดกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจซึมยาว แนะผู้ประกอบการพลิกโฉมธุรกิจเป็นมืออาชีพเพื่อปรับตัวและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน


นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ (Head Economist) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 2/2560 จากความเห็นของผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ สำรวจโดยศูนย์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเอสเอ็มอี (RMC) ทีเอ็มบี พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันยังทรงตัว

โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 39.6 จากระดับ 40.6 ในไตรมาสก่อน เมื่อมองไปอีก 3 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเห็นว่าบรรยากาศในการดำเนินธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนจากค่าดัชนีที่ระดับ 48.8 ทรงตัวจาก 49.4 ในไตรมาสก่อน แม้ทิศทางของดัชนีจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าผู้ประกอบการยังคงเผชิญกับความท้าทายในการบริหารต้นทุนและการสร้างรายได้ให้กิจการเติบโต


ครึ่งปีแรก SME ต้องเผชิญอุปสรรคด้านต้นทุนหลายระลอก เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ต้นทุนค่าแรงในภูมิภาคซึ่งเดิมอยู่ที่ 222-273 บาท เพิ่มเป็น 300-310 บาท ตามด้วยกลางปีหลังประกาศ ...แรงงานต่างด้าว เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานฉับพลับ ผลักให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นเพิ่มเติม สร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการและกดความเชื่อมั่นด้านต้นทุนให้ทรงตัวในระดับต่ำ เมื่อผนวกกับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย หนุนกำลังซื้อฟื้นตัวในวงจำกัด ภาคธุรกิจจึงต้องเผชิญกับความไม่คล่องตัวทั้งในการบริหารต้นทุนและสร้างรายได้ต่อไปนายเบญจรงค์กล่าว


เมื่อศึกษาปัจจัยกังวลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ พบว่า สัดส่วนของผู้มีความกังวลลดลงต่อเนื่องจากร้อยละ 70 เมื่อเริ่มต้นสำรวจในปี 2555 และคงเหลือเพียงร้อยละ 55 ในไตรมาส 2/2560 โดยในส่วนของผู้มีความกังวล พบว่า ภาวะเศรษฐกิจ-กำลังซื้อฟื้นตัวช้า เป็นปัจจัยกังวลสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 65.2 รองลงมาคือความกังวลด้านสภาพคล่องและการขาดแคลนแรงงาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.6 และ 6.9 ตามลำดับ 


อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แยกตามประเภทธุรกิจ เราพบว่า ผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดามีความกังวลกระจุกตัวไปในเรื่องภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อมากกว่านิติบุคคล และผลจากความเชื่อมั่นด้านรายได้ยังหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลมีระดับสูงกว่า บุคคลธรรมดามาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่ไม่เท่ากันระหว่างผู้ประกอบการแต่ละประเภทการจัดการ


เมื่อศูนย์วิเคราะห์ฯ นำ Big Data ของ SME ที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2551-2559 กว่าหนึ่งหมื่นสองพันราย มาศึกษาเพิ่มเติม  พบว่า ธุรกิจจำนวน 3 ใน 4 มีขนาดเล็ก รายได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี และมีลักษณะใกล้เคียงกับผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา มีรายได้เพิ่มขึ้นได้เพียงหนึ่งเท่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ในขณะที่กลุ่มที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลมากขึ้น หรือมีรายได้ประมาณ 10-50 ล้านบาทต่อปี สามารถสร้างยอดขายให้เติบโตได้ 3-4 เท่า และกลุ่มนี้สามารถแปลงสินค้าเป็นเงินสดได้รวดเร็วกว่า ทั้งยังมีสัดส่วนของสินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อสูงกว่ากลุ่มแรกอีกด้วย 


เรามองว่า การบริหารกิจการแบบนิติบุคคล ช่วยให้ผู้ประกอบการมีระบบที่จะทำให้เห็นสถานะธุรกิจตนเองทุกซอกทุกมุม เนื่องจากมีข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ทำให้สามารถตอบสนองได้ทันต่อสถานการณ์ และการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพในระยะยาวได้ ทั้งยังสามารถติดต่อกับธุรกิจขนาดใหญ่หรือคู่ค้าในต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น ส่งผลให้อุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมีน้อยลงเพราะตรวจสอบสถานะการเงินและธุรกรรมได้ และเมื่อรัฐมีนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อหรือช่วยเหลือ SME ก็จะได้ผลบวกจากนโยบายอย่างเต็มที่นายเบญจรงค์สรุป

นายเบญจรงค์กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลจะมีการปรับเปลี่ยนตอบสนองการเปลี่ยนไปได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดีกว่า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น และนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือของธุรกิจที่ดีกว่าและทำให้การต่อยอดธุรกิจทำได้ดี รวมถึงประการสำคัญสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นการขอวงเงินกู้เพื่อขยายธุรกิจกับเอสเอ็มอีแบงก์หรือแบงก์พาณิชย์ต่างๆ รวมทั้งการขอการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย.ฉะนั้นทีเอ็มบีจึงมองว่า การที่เอสเอ็มอีของไทยจะทำอย่างไรให้ไปถึง 4.0 ได้ จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีก่อนจากการเป็นผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล" นายเบญจรงค์กล่าว

นายเบญจรงค์ กล่าวต่อถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยทีเอ็มบีเตรียมปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2560 เป็น 3.3-3.7% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3% หลังภาคการส่งออกขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีขึ้นด้วย

โดยการส่งออกในปีนี้ ทีเอ็มบีจะปรับเพิ่มการคาดการณ์เป็นการขยายตัวที่ 4-5% จากเดิมเคยคาดไว้ว่าจะขยายตัวแค่ 3.7% เนื่องจากการส่งออกในครึ่งปีแรกขยายตัวได้สูงถึง 7% อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นห่วงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวได้ช้า และ หนี้เสียของกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังขยับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 4.6-4.7% ในสิ้นปีนี้ จาก 4.4% ในไตรมาสแรกปีนี้ 

"คาดว่าเอ็นพีแอลในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอียังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปลายปีนี้ จากกำลังซื้อที่ยังมีไม่มาก ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอชำระหนี้ ทำให้ตรงนี้เป็นไส้ในที่น่าเป็นห่วง เพราะเศรษฐกิจไทยแท้จริงแล้วยังไม่แกร่ง แต่ที่จีดีพีจะโตขึ้น มาจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ปัจจัยในประเทศที่จะผลักดันการฟื้นตัวยังอ่อนแรงอยู่ กำลังซื้อยังไม่กลับมา จากการลงทุนในประเทศและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว" นายเบญจรงค์กล่าวพร้อมย้ำอีกว่า

"ตัวเลขจีดีพีตอนนี้ไม่น่าห่วง แต่ที่ห่วง คือการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน ที่สองตัวนี้ยังไม่ฟื้นตัว"

นายเบญจรงค์กล่าวต่อถึงทิศทางค่าเงินบาทในครึ่งปีหลังว่า น่าจะทรงๆ โดยเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 33-34 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศควรระมัดระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และควรซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงไว้ เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้กระทบกับรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ   


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 09 ส.ค. 2560 เวลา : 11:52:37
16-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 16, 2019, 12:32 am