เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
TMB Analytics แนะผู้ส่งออกเร่งป้องกันความเสี่ยงบาทแข็งค่า


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) ประเมินบาทแข็งทั้งปี 7% คาดรายได้ธุรกิจส่งออกหด 1 แสนล้านบาท ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่ที่บริษัทไทย ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากปกติสูงสุด 6% แต่เอื้อผู้นำเข้าและขายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ขณะที่ปีหน้ามองเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง 

          
แม้ว่าการส่งออกไทยในปีนี้จะกลับมาเติบโตอย่างสดใสจากภาวะการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยในช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 9% มีรายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 1.9 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน แต่ธุรกิจส่งออกกลับต้องรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาทที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35.8 บาท/ดอลลาร์ เป็น 33.3 บาท/ดอลลาร์ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา 
          
และเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้าย ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 60 นี้อัตราแลกเปลี่ยนที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ 33.3 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งค่า 7% จากต้นปี 60 อย่างที่ทราบกันดี การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลต่อรายได้ธุรกิจจะมากหรือน้อยขึ้นกับสัดส่วนการพึ่งพารายได้จากการส่งออกและสัดส่วนต้นทุนรายจ่ายที่เกิดจากการซื้อในประเทศหรือนำเข้า
          
ทั้งนี้ ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปี ผ่านการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจและงบกำไรขาดทุนของธุรกิจ พบว่ารายได้จากการส่งออกสุทธิ (ส่งออก-นำเข้า) ทั้งปี 60 จะลดลง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งระดับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบ คือ ธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก คาดว่าเงินบาทที่แข็งจะทำให้รายได้ผู้ประกอบการหายไปกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้ลดลงจากระดับปกติ 1-6% โดยอยู่ในกลุ่มธุรกิจประเภท ผลิตภัณฑ์ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย 80% 
          
2.กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ คือ ธุรกิจขายในประเทศและนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก โดยเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้รายจ่ายจากการนำเข้าของผู้ประกอบการน้อยลง 7.4 หมื่นล้านบาท และส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 1-2% ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจ ผู้ค้าเครื่องจักรและชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ค้าเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาและเวชภัณฑ์ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ 60% 
          
3.กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกแต่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นหลักซึ่งสามารถป้องความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยลักษณะของตัวธุรกิจเอง (Natural Hedging) โดยอยู่ในกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ จะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลลบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย แต่กลับเป็นผลบวกกับกลุ่มธุรกิจที่ผู้นำเข้าและขายในประเทศส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ
          
สำหรับปี 61 ธุรกิจส่งออกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อไป คาดว่าสิ้นปี 61 อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ในระดับ 32.5 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งค่าขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 60 จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้การส่งออกและการท่องเที่ยวและยังได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่เคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ดังนั้นผู้ประกอบการควรมองหาเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทิศทางค่าเงินบาทที่จะแข็งค่ารักษาความสามารถในการทำกำไรและพยุงความสามารถแข่งขันในตลาดได้โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งมักไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 ต.ค. 2560 เวลา : 21:33:47
13-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 13, 2019, 6:00 pm