การตลาด
สกู๊ป"ซีพีเอ็น"ดึง "มิตซูบิชิ"ร่วมทุนปั้น "เซ็นทรัลวิลเลจ"เอาท์เล็ตโลก


หลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปช้อปปิ้งอย่างไม่ขาดสายสำหรับ “เซ็นทรัล วิลเลจ” และเพื่อให้ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งนี้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอ็น จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย หนึ่งในบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) บิ๊กอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกและมีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจพัฒนาเอาท์เล็ตทั่วประเทศญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ โกเทมบะ ,ริงกุ และชิซุย ซึ่งมีสาขารวมกันประมาณ 9 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นเข้าถือหุ้นในโครงการ “เซ็นทรัล วิลเลจ” ในสัดส่วน 30% จากเดิม ซีพีเอ็นถือหุ้นเต็ม 100% เพื่อยกระดับลักชูรี่เอาต์เล็ตสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป


เหตุผลที่ ซีพีเอ็นดึงกลุ่มมิตซูบิชิ เข้ามาร่วมทุนในครั้งนี้ปัจจัยหลักน่าจะมาจากประสบการณ์ในการทำเอาท์เลทที่มีอย่างโชกโชนและการมีพันธมิตรแบรนด์ดังอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากจับมือกันครั้งนี้ ซีพีเอ็น คาดหวังว่าจะปั้นให้ “เซ็นทรัล วิลเลจ” เป็น Destination Luxury Brand Outlet ระดับโลกภายใต้แนวคิด ‘World-Class Outlet with Thai-Japanese Hospitality’ เนื่องจากกลุ่มมิตซูบิชิมีความเชี่ยวชาญในด้านของการทำเอาท์เล็ต

 
 
 
นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัล วิลเลจ เฟสแรก มีร้าน Luxury Brand Outlet สาขาแรกของเมืองไทยเปิดให้บริการครบเกือบ 100% แล้ว ขณะที่ยอดขายและทราฟฟิกก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เนื่องจากบริษัทมีการเพิ่มส่วนลด on-top ให้กับสินค้าแบรนด์เนมจากที่ลดปกติทุกวัน 35-70% มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวให้ต่างชาติเข้ามาช้อปปิ้งในประเทศไทยมากขึ้น

จากความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าวทำให้ ซีพีเอ็น ตัดสินใจที่จะร่วมมือกับกลุ่มมิตซูบิชิ เพื่อพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อตอกย้ำการเป็น Luxury Outlet ระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย เพราะการร่วมลงทุนใน บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ในครั้งนี้ ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า 1,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศและเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็น ‘ประเทศแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวระดับโลก’ และส่งผลให้ โครงการ “เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต” เป็นเบอร์หนึ่งแห่งลักชูรี่เอาท์เล็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายปรีชากล่าวเพิ่มเติมว่าการผนึกกำลังกับมิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย ในครั้งนี้จะช่วยเสริมแกร่งให้เซ็นทรัล วิลเลจ ได้ 3 ประการ คือ 1.การนำเอา Know-How และประสบการณ์ของมิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย ที่เป็นบริษัทระดับโลกเช่นกันมาร่วมพัฒนาการบริหารงานและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มเอกลักษณ์ของลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งนี้ให้เป็น ‘World-class Outlet with Thai-Japanese Hospitality’ ซึ่งมีความแข็งแกร่งในการให้บริการ รู้จักลูกค้าและตลาดภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นอย่างดี เพื่อสร้างประสบการณ์เทียบชั้นเอาท์เล็ตชื่อดังระดับโลก รวมทั้ง เอาท์เล็ตในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมของคนไทยได้

2.ช่วยส่งเสริมจุดแข็งในการนำแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงแบรนด์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทยมาเสริมความครบครันในเซ็นทรัล วิลเลจ รวมไปถึงการส่งเสริมการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และส่งเสริมการส่งออกสินค้าแบรนด์ไทยไปญี่ปุ่น 3.ช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมาช้อปปิ้งที่โครงการ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ การโปรโมทการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและโปรโมชั่นร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น ไทยแลนด์-เจแปน เอ็กซ์โป

ด้านนายยูทาโร โยซุซูกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย กล่าวว่าการร่วมลงทุนกันครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยและรุกธุรกิจเอาท์เล็ตครั้งแรกในไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทตัดสินใจร่วมกับซีพีเอ็นในโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ในครั้งนี้ คือ 1. ไทยมีศักยภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านโอกาสทางการลงทุน การสนับสนุนของภาครัฐจากโครงสร้างพื้นฐานและด้านการท่องเที่ยว 2. เชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญซีพีเอ็น ผู้นำเบอร์ 1 อสังหาฯของไทย

 
 
 
3. ความสำเร็จของ ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ และโลเคชั่นของโครงการที่ใกล้กับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมีนักเดินทางมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองอันดับต้นๆที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของโลก นอกจากนี้โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต ยังเป็นค้าปลีกโมเดลใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย

ปัจจุบันญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามาลงทุนมากที่สุดติดอันดับ TOP 3 ของประเทศไทย และเป็นอันดับ 1 ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของไทย ด้วยเม็ดเงินกว่า 100,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนในพื้นที่ EEC ทั้งหมด
 
 

 
 
นอกจากนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้บริโภคที่มีความรักและความเข้าใจในสินค้าแบรนด์เนมเป็นอย่างดี เป็นเมืองแบรนด์เนมในฝันของนักเดินทางท่องเที่ยวไทยมาหลายยุคสมัย ขณะเดียวกัน คนไทยและคนญี่ปุ่นยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน

นายยูทาโร กล่าวต่อว่าการจับมือร่วมกันในครั้งนี้บริษัทจะเข้ามาช่วยสนับสนุน ซีพีเอ็น ในด้านของการออกแบบ ด้านโอเปอเรชั่นและให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เพราะบริษัทมีประสบการณ์ทำเอาท์เล็ตมอลล์มาแล้วในญี่ปุ่นมาแล้ว 9 สาขา ซึ่งในส่วนของสาขาที่มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงมาก คือ ที่โกเทมบะ ซึ่งในส่วนของโครงการนี้บริษัทได้ร่วมทุนกับทางกลุ่มไซอน จากอเมริกา จึงทำให้ปริมาณลูกค้าทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาใช้บริการในสาขาโกเทมบะเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน

จากความสำเร็จที่ได้รับในโครงการเฟสแรก ทำให้ซีพีเอ็นอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะขยายเฟส 2 และเฟส 3 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ ซีพีเอ็น เหลือที่ดินพร้อมพัฒนาส่วนต่อขยายโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ อีกกว่า 30 ไร่ ซึ่งหากลงทุนเพิ่มจะทำให้ได้ร้านค้าเพิ่มอีกกว่า 30 ร้าน โดยในส่วนของแผนการดำเนินงานดังกล่าว ซีพีเอ็น คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 30 พ.ย. 2562 เวลา : 05:34:52
24-01-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 24, 2020, 7:23 am