คุณภาพชีวิต
"ซีพีเอฟ"ปันน้ำปุ๋ยเคียงข้างชุมชนสู้ภัยแล้ง เดินหน้าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในฟาร์มสุกร


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)หรือซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงาน ร่วมบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง สานต่อ ”โครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน" อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำและค่าปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร พร้อมเดินหน้าโครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน

  
 


นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกร ทำให้ขาดแคลนน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งซีพีเอฟมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรรอบฟาร์มและโรงงานของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินโครงการ “ปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน” ที่ทำมาตั้งแต่ปี  2547  โดยปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพซึ่งได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดให้กับชุมชนภายนอกเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ปัจจุบันให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากทุกภาคทั่วประเทศรวม 180  ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 3,170  ไร่ โดยเกษตรกรสามารถนำน้ำปุ๋ยไปใช้ในไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส  สวนผลไม้และแปลงผักสวนครัว ฯลฯ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งได้
   
 
โครงการ“ปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน”ช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตและรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เนื่องจากน้ำปุ๋ยซึ่งมีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช  ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพที่ดีและมีผลผลิตเพิ่มขึ้นและยังช่วยประหยัดต้นทุนค่าน้ำ ลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 40-50 % โดยในปี 2561 ซีพีเอฟปันน้ำปุ๋ยช่วยเหลือเกษตรกรไปรวม  380,000 ลูกบาศก์เมตร และในปี 2562 ปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรรวม 465,000 ลูกบาศก์เมตร  นอกจากนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  
    
          
ทั้งนี้ โครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชนยังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน  ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ข้อ 12  ในประเด็นการมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ  (Responsible Consumption and Production)คือ  การใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  
        
 
 
นอกจากนี้ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทน เพื่อร่วมบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรรมการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งในปี 2563นี้  บริษัทฯเดินหน้าโครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) โดยขณะนี้ฟาร์มสุกรของซีพีเอฟอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนพื้นดินนำร่องใน 16 ฟาร์ม ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 3.3 เมกะวัตต์  และมีแผนขยายการดำเนินการติดตั้งไปยังฟาร์มสุกรส่วนที่เหลือของซีพีเอฟต่อไป สอดรับกับนโยบายการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของบริษัทอยู่ที่ 26 %    
  
 
 
 
คุณตาทา เมืองคำ วัย 71 ปี และคุณยายหนูเสี่ยน เมืองคำ วัย 67 ปี เกษตรกรชาวขอนแก่น และลูกสาว คือ พี่แตน วัย 51 ปี เป็นครอบครัวเกษตรกรที่มีอาชีพทำไร่อ้อยมาตั้งแต่ปี 2538 คุณตาทา เล่าว่าที่ผ่านมาพึ่งน้ำฝนเพื่อใช้ในการเพาะปลูกมาโดยตลอด ช่วงหน้าแล้งจึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากฟาร์มสุกรขอนแก่นของซีพีเอฟที่ปันน้ำปุ๋ยมาให้ใช้กับไร่อ้อยที่ปลูกไว้ 150 ไร่ ทำให้ต้นอ้อยที่ได้รับน้ำปุ๋ยขึ้นเขียวดี โตสูง ลำต้นโต ขายได้ราคา เพราะน้ำปุ๋ยมีธาตุอาหารที่เหมาะกับพืช หลังได้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีแล้ว จากเดิมที่ต้องเสียเงินค่าปุ๋ยปีละ 100 กระสอบ ราคากระสอบละ 800 บาท ช่วยประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 80,000 บาทต่อปี ซึ่งเงินในส่วนนี้สามารถนำมาเช่าที่เพื่อปลูกอ้อยเพี่มขึ้น 
   
ด้าน นายธนาศักดิ์ โกศรีรุ่งโรจน์ วัย 50 ปี เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเช่าที่เพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ 100 ไร่ ใกล้ฟาร์มสุกรบุรีรัมย์ของซีพีเอฟ เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่รับน้ำปุ๋ยซึ่งผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ กล่าวว่า หลังรับปันน้ำจากฟาร์มสุกรมาใช้ ทำให้ผลผลิตหญ้าเนเปียร์เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 5 ตันต่อไร่  เพิ่มเป็น 10 ตันต่อไร่ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยได้ถึง 50 % เนื่องจากก่อนการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดจากฟาร์มสุกรมาใช้  ต้องใช้ปุ๋ยเคมี  50 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ แต่หลังจากรับปันน้ำปุ๋ยมาใช้ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึงครึ่งหนึ่ง
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 มี.ค. 2563 เวลา : 17:58:03
02-04-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 2, 2020, 5:15 pm