กองทุนรวม
TISCO Wealth แนะนำกองทุนเด่นฝ่าเศรษฐกิจชะลอตัว ดอกเบี้ยต่ำ หุ้นผันผวน


ทิสโก้เวลธ์ คัดสรรกองทุนเด่น หลบภัยเศรษฐกิจโตชะลอ หุ้นผันผวนและดอกเบี้ยต่ำ ฟันธง!กองรีททั่วโลกและหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์น่าลงทุน เผยลูกค้าชื่นชอบบริการคัดเลือกกองทุนเด่นแบบไม่จำกัดค่าย ตั้งเป้า AUA ปีหน้าโตอีก 10%


 
 
 
 
นางวรสินี เศรษฐบุตร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่าในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตแบบชะลอตัวและมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในอนาคต การเลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาวจึงเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น ทิสโก้เวลธ์ซึ่งมีจุดแข็งเรื่องการเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุน”หรือ“Top Advisory House” มาอย่างยาวนานและมีทีม TISCO Wealth Advisory ที่ช่วยวิเคราะห์การลงทุนในเชิงลึกเป็นกลาง ทันสถานการณ์ ครอบคลุมทุกสินทรัพย์การลงทุน เข้ามาช่วยลูกค้าคัดเลือกกองทุนคุณภาพจากหลากหลายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยนำเสนอกองทุนเด่นที่เหมาะกับสถานการณ์การลงทุน ให้ลูกค้าเลือกลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีและเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนของลูกค้าแต่ละราย

“กว่า1 ปีที่เปิดให้บริการแนะนำและซื้อขายผลิตภัณฑ์กองทุนจากหลากหลาย บลจ.พบว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก อาจเพราะทิสโก้เวลธ์ไม่ได้เป็นตัวแทนขายแบบจำกัดค่าย ทำให้มีตัวเลือกมากสามารถคัดเลือกกองทุนคุณภาพที่เหมาะสมกับสถานการณ์มานำเสนอลูกค้าได้ ทิสโก้เวลธ์ออกบทวิเคราะห์และคำแนะนำการลงทุนที่เป็นกลาง และยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันทิสโก้เวลธ์ยังให้ความสำคัญกับการอบรมพนักงานขาย ให้มีความรู้ในกองทุนที่คัดเลือกมาเสนอลูกค้า ด้วยจำนวนสาขาที่ไม่เยอะจนเกินไป ทำให้สามารถอบรม และควบคุมคุณภาพของพนักงานขายได้ ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าจะได้ลงทุนในกองทุนที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ”นางวรสินีกล่าว

ทั้งนี้ปัจจุบันทิสโก้เวลธ์มีกองทุนแนะนำสำหรับจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงคือ เสี่ยงต่ำมาก เสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงสูง เสี่ยงสูงมาก โดยคัดเลือกกองทุนเด่น 12 บลจ.ชั้นนำ โดยทุกกองทุนแนะนำของทิสโก้เวลธ์จะต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกด้านต่างๆ เช่น อัตราผลตอบแทน, ความคุ้มค่าของความเสี่ยงต่อผลตอบแทน, ค่าความผันผวน และต้องเป็นกองทุนที่เหมาะกับสถานการณ์การลงทุนในช่วงนั้นๆ พร้อมนำมาจัดเป็นพอร์ตการลงทุนตามคำแนะนำของทีม TISCO Wealth Advisory โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีชี้วัด ซึ่งการคัดเลือกกองทุน และจัดพอร์ตลงทุนในลักษณะนี้จะช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้า

นางวรสินีกล่าวอีกว่าสำหรับกองทุนเด่นในเดือนกันยายน ทิสโก้เวลธ์แนะนำลงทุนในกองทุนเด่นที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ของโลกอย่างกองทุนที่ลงทุนในรีททั่วโลก และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ซึ่งทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดีกว่าหุ้นทั่วไป โดยมีกองทุนแนะนำ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุน CS (Lux) Global Digital Health Equity ชนิดหน่วยลงทุน IB USD ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในหุ้น และใบแสดงสิทธิต่าง ๆ ที่ออกโดยบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ทั่วโลก

กองทุนเปิด เคแทม เวิลด์ เฮลธ์แคร์ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า (KT-HEALTHCARE-A) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Janus Global Life Sciences Fund (Master Fund) เพียงกองเดียว โดยกองทุนหลักจดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งบริหารและจัดการโดย Janus Capital Management LLC มีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาวโดยเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences)

กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล รีท (TGREIT) ความเสี่ยงระดับ 8 (เสี่ยงสูงมาก) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก และเน้นลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ผ่านการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน B&I Global Real Estate Securities Fund (UCITS) ชนิดหน่วยลงทุน S โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ทั้งนี้กองทุน TGHDIGI, KT-HEALTHCARE-A และTGREIT ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4

นางวรสินีกล่าวต่อว่าปัจจุบันทิสโก้เวลธ์มีสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (Asset under Advice: AUA) เฉพาะส่วนของกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเกี่ยวกับเฮลธ์แคร์ และรีทกว่า 3,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าในปี 2563 จะมี AUA รวมเพิ่มขึ้น 10% โดยเป็นการเติบโตจากสินทรัพย์ภายใต้การให้แนะนำ และการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังลูกค้าระดับกลางมากขึ้น จากเดิมจะเน้นลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นหลัก พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนผ่านแอปพลิเคชันซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2563

 
 
 
 
สำหรับมุมมองการลงทุนในช่วงนี้นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าสัญญาณบ่งบอกถึงเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงของการจ้างงาน ล่าสุดในเดือนสิงหาคมตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตําแหน่ง ต่ำกว่าคาดประมาณ 20,000 ตําแหน่ง ซึ่งหากการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวก็จะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชนในที่สุด ส่วนทางด้านเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกนั้นพบว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 17 ปี โดยขยายตัวเพียง 4.8%

สำหรับเศรษฐกิจเยอมันนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซนก็เริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการชะลอตัวของอุปสงค์โลก โดย GDP ของเยอรมันนีหดตัวในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มหดตัวต่อในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงเรื่องผลความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนในการเจรจา Brexit รออยู่ข้างหน้า ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)ได้ปรับลดคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกปี 2562 จากระดับ 3.6% เป็น 3.3% ขณะที่ราคาหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากราว 15 - 20% สวนทางกับการคาดการณ์ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะชะลอตัวลง

ดังนั้นด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทิสโก้เวลธ์ยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องไปกับกระแสหลักของโลก หรือ หุ้นกลุ่ม Megatrend เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้มักจะไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยมีสินทรัพย์การลงทุนที่น่าสนใจลงทุน 2 กลุ่ม คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่ หรือ Urbanization และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ (Healthcare) ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้จุดเด่นของการลงทุนใน REITs คือสามารถจ่ายผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividend) ได้ในระดับสูง สม่ำเสมอและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในระดับสูงเหมือนกับการลงทุนในหุ้น แต่มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น พร้อมทั้งมีโอกาสเติบโตจากการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่ หากอ้างอิงจากผลวิจัยขององค์การสหประชาชาติ (United Nation) บ่งชี้ว่า ในปี 2593 (31 ปีข้างหน้า) ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่เพิ่มเป็น 68.36% เติบโตจากระดับเพียง 29.61% ในปี 2493 นำโดย สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นจาก 53.4% และ 76.16% ในปี 2493 เพิ่มขึ้นเป็น 94.71%และ 90.97% ในปี 2593 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อราคาและความต้องการเช่าพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ค่าเช่าในภาพรวมเติบโตสูงขึ้นและส่งผ่านมายังผลประกอบการของกองทุน Global REITs

นายณัฐกฤติกล่าวอีกว่าสำหรับข้อดีของหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ คือสามารถรอดพ้นจากการปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นได้ในทุกช่วงวิกฤต โดยในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทั้ง 3 ครั้งในปี 2533, 2544 และ 2551 กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 9%, 9%และ 4% ตามลำดับ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนของบริษัทในดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงถึง 28%, 22% และ 36% ตามลำดับ และในช่วงปี 2543 และปี 2551 นั้น ราคาหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ในตลาดS&P500 ปรับตัวลดลงเพียง 2% และ 17% ตามลำดับ และเมื่อเทียบกับดัชนี S&P500 ที่ปรับตัวลดลง 33% และ 40% ตามลำดับ สะท้อนว่าหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์สามารถทำผลการงานได้ดีกว่าถึง 31% และ 23% เลยทีเดียว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 ก.ย. 2562 เวลา : 16:46:46
13-11-2019
เบรกกิ้งนิวส์
1. เงินบาทปิดตลาด(12พ.ย.)ที่ 30.34 บาท/ดอลล์

2. ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดวันนี้(12พ.ย.) เพิ่มขึ้น 4.08 จุด

3. หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า(12พ.ย.) เพิ่มขึ้น 4.92 จุด

4. ไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น"ใต้"ฝนตกต่อเนื่อง

5. ทองเปิดตลาดปรับลงบาทละ150 รูปพรรณขายออก 21,450

6. เงินบาทเปิดตลาด(12พ.ย.)ที่ 30.35-30.37 บาท/ดอลล์

7. หุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้า(12พ.ย.) เพิ่มขึ้น 3.30 จุด

8. เงินบาทปิดตลาด(11พ.ย.)ที่ 30.34 บาท/ดอลล์

9. ผู้ค้าขึ้นเบนซิน30-50 สต./ลิตร ส่วนดีเซลลด30สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้(12พ.ย.)

10. หุ้นไทยปิดตลาด(11พ.ย.) ลดลง 15.73 จุด

11. หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า(11 พ.ย.) ลดลง 11.71 จุด

12. หุ้นไทยเปิดตลาด (11 พ.ย.) ลดลง 5.08 จุด

13. ทองคงที่รูปพรรณขายออกที่ 21,600 บาท

14. MTS Gold แนะกลยุทธ์วันนี้ เก็งกำไรกรอบระหว่าง 1,448-1,475 เหรียญ

15. บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้แกว่งตัวในกรอบ 1,630 - 1,645 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 13, 2019, 5:24 am