ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
บล.เมย์แบงก์กิมเอ็งแนะขายทำกำไร 10% ของพอร์ตที่บริเวณ 1,220+/- จุด


กลยุทธ์วันนี้ Sideways
ประเด็นสำคัญวันนี้ ตลาดหุ้นไทยวานนี้ แนวรับบริเวณ 1200 จุดทำงานแข็งแกร่ง และเมื่อบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียและยุโรปเป็นบวก ผลักดันให้ SET INDEX ขยับขึ้นปิดบวก 4.25 จุด มาอยู่ที่ 1208.67 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,328 ล้านบาท

กระแสเงินทุนต่างชาติวานนี้ยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 2 อีก 773 ล้านบาท และ Long สุทธิใน SET50 Futures เป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ 446 สัญญา พร้อมกับการขายทำกำไรในตลาดตราสารหนี้เป็นวันแรกในรอบ 10 วันทำการ 2,266 ล้านบาท
SET INDEX วันนี้คาดว่าจะขยับขึ้นทดสอบและทะลุแนวต้านย่อย 1,210 จุดสู่แนวต้านสำคัญ 1,220 จุด+/- แต่เชื่อว่าจะยังไม่ผ่านแนวต้านสำคัญส่วนนี้ เพราะอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรจากสถาบันภายในประเทศ โดยเฉพาะ Trigger Funds ที่ทยอยขายในช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับดัชนีเฉลี่ย 1,130+/- ที่ SET INDEX บริเวณ 1,220 จุด คิดเป็น Trigger Rate 8%

ทั้งนี้เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าประเมินว่าเป็นการมุ่งเน้นแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2Q55 ที่ขยายตัวโดดเด่น และ/หรือผลตอบแทนจากเงินปันผลงวด 1H55 ไม่ต่ำกว่า 2% ขณะที่รายงานผลการประชุมเฟดเดือนมิ.ย.พบว่า ประธานเฟดบางคนเสนอให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอัตราการว่างงาน และเลี่ยงการเกิดภาวะเงินฝืด

ประเด็นสำคัญวันนี้:
ดังนั้นกลยุทธ์ MBKET แนะนำ “ขายทำกำไรราว 10% ของพอร์ตบริเวณ 1220+/-” ส่วนที่เหลือถือต่อเพื่อรอขายที่บริเวณปิดสูงสุดก่อนหน้า 1,240 จุด

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ขายทำกำไร 10% ของพอร์ต” พร้อม “ซื้อเก็งกำไร” RML และ “สะสม” CPN
กลยุทธ์ทางเลือกวันนี้: MBKET แนะนำ “พอร์ต Trading ที่ถือข้าง Long เล็งแนวต้านหลัก 840 จุด ทะลุผ่านยังปล่อย Let profit run ไปตามทิศทางรายสัปดาห์ที่มีเป้าหมายรอทดสอบถัดมา 845-850 จุด ส่วนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงสูงมากอาจปิดสถานะทำกำไรที่ 840 จุด” Stop loss <825 จุด

Portfolio   HOLD: VNT/ TTCL/CPF/ AP/ PS/ RML/ UMI/ SAT / AMATA/ TUF/ MAJOR/ BAY/ TCAP/ CPN/ KK/ PTTGC/ BANPU/ PTT/ SMIT/ SPCG/ DEMCO/ BBL / SMT/ JAS
Speculative Buy: RML
Accumulative Buy: CPN
Technical View แนวรับ 1095-1200 จุด แนวต้าน 1215+/- จุด ใช้การอ่อนตัวลงปิดต่ำกว่า 1185 เป็นจุดขายจำกัดความเสี่ยง ทั้งผู้เล่นรอบและผู้เล่นเก็งกำไร

Action and Stock of the Day
SET INDEX ไม่ผ่าน 1210 จุด,คาด SET INDEX วันนี้ขยับขึ้นทดสอบ 1,220 จุด แต่ยังไม่ผ่านรอบสั้นนี้ เพราะเผชิญกับแรงขายจาก Trigger Funds

ตลาดหุ้นรอบเอเชียวานนี้แกว่งตัวออกด้านข้าง ปิดบวก และลบสลับกัน เพราะขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน เพียงแต่บรรยากาศการลงทุนในช่วงบ่ายเป็นบวกมากขึ้น เมื่อตลาดยุโรปทรงตัวได้มากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทยวานนี้ เปิดย่อตัวลงโดยแนวรับ 1200 จุดยังทำงานได้แข็งแกร่ง พร้อมกับการแกว่งตัวออกด้านข้าง จนเห็นการไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านย่อย 1210 จุดในช่วงบ่าย แต่ไม่ผ่านเกิดแรงขายทำกำไรเข้ามาต่อเนื่อง เพียงแต่กดดัน SET INDEX ได้ไม่มาก เพราะตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวจากการเปิดย่อ และ DJIA Futures ฟื้นตัวเช่นกัน ปิดตลาด SET INDEX บวกเป็นวันที่ 2 อีก 4.25 จุด มาอยู่ที่ 1208.67 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,328 ล้านบาท

กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนโดดเด่นวานนี้ได้แก่ กลุ่ม Person +2.73%, กลุ่มโรงพยาบาล +1.79% และกลุ่มอาหาร +1.45% ส่วนกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร +0.53%, กลุ่มพลังงาน +0.19%, กลุ่มปิโตรเคมี -0.74%, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง -0.06%, กลุ่ม ICT +1.27% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ -0.47%
 

ภาพตลาดหุ้นไทยวันนี้
ตลาดหุ้นในเอเชียวันนี้ แกว่งตัวออกด้านข้างอีกครั้ง แต่จะมี Downside Risk ที่จำกัด หลังรายงานการประชุมเฟด เดือนมิ.ย.นั้น ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ซึ่งตลาดประเมินว่าการประชุมเฟดในสิ้นเดือนนี้ อาจส่งสัญญาณลงอัตราดอกเบี้ยต่ำออกไปเป็นกลางปี 2558 จากสิ้นปี 2557 การเกิด QE#3 อาจยังไม่เห็นในการประชุมครั้งนี้ แต่จะยังอยู่บนโต๊ะการพิจารณาของเฟด
 

สำหรับตลาดหุ้นไทยวันนี้ MBKET ประเมินว่า SET INDEX จะทะลุแนว 1,210 จุด สู่แนวต้านสำคัญ 1,220 จุด ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาและมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นกว่าปกติในการผลักดันให้ผ่าน เพราะหากประเมินจากกรณีของ Trigger Funds ที่ทยอยออกขายในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิ.ย. น่าจะมีเฉลี่ยต้นทุนที่ 1,130 จุด ส่วน Trigger Rate ส่วนใหญ่คือ 8% ซึ่งนั้นย่อมหมายความว่าแนวต้านบริเวณ 1,220 จุดจะเกิดการขายทำกำไรเพื่อปิดกองทุน Trigger Funds เป็นจำนวนมาก
 

ดังนั้น MBKET แนะนำให้ “ขายทำกำไรราว 10% ของพอร์ตที่บริเวณ 1,220+/- จุด และกลับมาถือพอร์ตหุ้นที่ 45% และเงินสด 55%” โดยส่วนที่เหลือของพอร์ต MBKET แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,240+/- หรือบริเวณระดับปิดสูงสุดก่อนหน้านั้นเอง แม้ว่าโอกาสเกิด QE#3 จากการประชุมเฟดปลายสิ้นเดือนนี้เป็นไปอย่างจำกัด แต่แรงเก็งกำไรต่องบการเงิน 2Q55 และเงินปันผลงวด 1H55 ของนักลงทุนต่างชาติ น่าจะมีแรงส่งมากเพียงพอต่อการผลักดัน SET INDEX
 

ปัจจัยสำคัญวันนี้
1. การรายงานเฟดครั้งก่อน ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม: การประชุมเฟดกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาพบว่า มีประธานเฟดหลายท่านที่ต้องการให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการว่างงาน และป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด ซึ่งน่าจะเป็นบวกต่อการเก็งกำไรต่อสินทรัพย์เสี่ยงในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ก่อนการประชุมในสิ้นเดือนนี้ ดังจะเห็นได้จาก DJIA ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดของวานนี้ที่ 12534.33 จุด มาปิดที่ 12604.53 จุด
2. ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ หดตัวลงแรง: ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบสิ้นสุดสัปดาห์ก่อนของสหรัฐฯ ลดลงถึง 4.7 ล้านบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เพิ่มขึ้น US$1.9 และราคาน้ำมันดิบ Brent กลับมายืนเหนือ US$100/barrel อีกครั้ง MBKET เชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวถึงขยับขึ้น มากกว่าจะเป็นการทรงตัวถึงปรับฐานลงต่อ เพราะราคาได้สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำของทั้งสหรัฐฯ จีน และยุโรป ไปมากแล้ว เอื้อต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีของไทยในทางอ้อม
3. ติดตามการประมูลขายพันธบัตรอิตาลีวันนี้: เวลา 16.00 น. โดยเป็นการขายพันธบัตรอายุ 3 เดือน และ 12 เดือนตามลำดับ ทั้งนี้ CDS Spread ของอิตาลีเริ่มลดลงต่อเนื่อง อาจเอื้อให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรในวันนี้อาจต่ำกว่าการประมูลครั้งก่อนได้เช่นกัน หากเป็นไปตามนี้ คาดว่าตลาดหุ้นยุโรปจะตอบรับในเชิงบวกอย่างโดดเด่น และเอื้อต่อตลาดหุ้นในเอเชียและ DJIA ได้เช่นกัน พร้อมกับค่าเงินยูโรที่น่าจะพลิกกลับมาเป็นการแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นบวกต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน
4. คาดกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ เน้นเงินปันผล: เป็นสำคัญ จากการประเมินโดย Maybank Group พบว่าราคาหุ้นกลุ่ม ICT โดยเฉพาะผู้ให้บริการทางด้าน ICT เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นวานนี้ เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีเป็นสำคัญ สอดคล้องกับหุ้น ADVANC – DTAC – INTUCH ของไทยเช่นกัน ดังนั้น MBKET เชื่อว่าเงินทุนต่างชาติในรอบนี้จะมุ่งเน้นหุ้นที่คาดว่าจะให้เงินปันผลงวด 1H55 ไม่ต่ำกว่า 2% ซึ่งในหุ้นที่ KELIVE วิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐาน พบว่า หุ้นที่จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดได้แก่

5. จับตาประเด็นการเมืองในวันพรุ่งนี้ แม้ MBKET จะไม่ได้ให้น้ำหนัก: เวลา 14.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยกรณีการยื่นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดต่อกฎหมายมาตรา 68 หรือไม่ กลายเป็นจุดที่สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนภายในประเทศไม่น้อย แม้ว่า MBKET จะไม่ได้ให้น้ำหนักต่อประเด็นดังกล่าว แต่ก็เป็นสิ่งที่กดดัน Upside Gain ของ SET INDEX ในช่วง 2 วันนี้
6. คาดสถาบันภายในประเทศอาจกลับมาขายสุทธิอีกครั้ง: ด้วยประเด็นของ Trigger Funds ที่ทยอยออกขายในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิ.ย. ซึ่งหากประเมินค่าเฉลี่ยของ SET INDEX ช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่ 1130+/- จุด พร้อมกับระดับ Trigger ที่ 8% เป็นส่วนใหญ่ นั้นหมายถึง SET INDEX บริเวณ 1220+/- จุด ดังนั้นหาก SET INDEX ขยับขึ้นและเข้าสู่แนวดังกล่าว และทรงตัวอยู่ในบริเวณนั้นเป็นเวลา 2-3 วันติดต่อกัน จะทำให้กองทุนเหล่านี้เข้าเงื่อนไขที่ต้องปิดกอง ด้วยการขายหุ้นเพื่อนำเงินคืนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน MBKET ประเมินว่ากลุ่มธนาคาร และกลุ่ม ICT น่าจะเป็นหุ้นที่กองทุนเหล่านี้ให้น้ำหนักมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด อาจกลายเป็นเป้าหมายของการขายได้ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

ที่มา: Bloomberg

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ “ทยอยสะสม” ได้แก่
1. CPN : ราคาปิด 48.00 บาท ราคาเหมาะสม 57.00 บาท
a) MBKET คาดกำไรสุทธิ 2Q55 จะเติบโต qoq และขยายตัวสูงมาก yoy
I.  การปรับขึ้นค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 7% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
II.  และฐานรายได้ใน 2Q55 จะสูงกว่า 2Q54 มาก จากการรับรู้รายได้จากทุกศูนย์การค้าที่เปิดใหม่ตั้งแต่ 2H54 ที่ผ่านมา ได้แก่ เชียงราย, พิษณุโลก และพระราม 9 รวมทั้ง เซ็นทรัลลาดพร้าว และ ZEN ที่มีการปิดปรับปรุงใน 2Q54
b) และ ราคาหุ้นมีปัจจัยบวก (Catalyst) รออยู่ คือการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน CTW ในเดือน ส.ค. มูลค่าสูงถึง 5 พันล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลให้ CPN มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท และเป็น Upside ที่ยังไม่รวมอยู่ในประมาณการของเรา
c) ขณะที่ แผนเปิดสาขาในปี 56 ยังเป็นไปตามกำหนดการ คือ อุบลราชธานี ใน 1Q56, หาดใหญ่ ใน 3Q56 และ เชียงใหม่ใน 4Q56 และส่งผลให้จำนวนศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นจาก 18 แห่งในปี 2554 เป็น 21 แห่งในปีหน้า และยังตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีกปีละ 2-3 แห่ง เพื่อเพิ่มจำนวนศูนย์การค้าขึ้นเป็น 30 แห่งภายในปี 2558
d) ส่งผลให้กำไรปกติปี 2555 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงถึง 100.6% yoy เป็น 3,753 ล้านบาท และมีการเติบโตของกำไรเฉลี่ย (CAGR) ในช่วง 3 ปีข้างหน้าสูงถึง 32%
e) นอกจากนั้น ยังมีโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านจากการเปิดเสรีอาเซียน (AEC)  และ CPN มีความพร้อมในการลงทุน เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 เท่า และจะลดลงมาก หลังเสร็จสิ้นการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในเดือน ส.ค.
และ “ซื้อเก็งกำไร” ได้แก่
2. RML : ราคาปิด 1.63 บาท ราคาเหมาะสม 1.98 บาท
a) โครงการ The River ได้เริ่มมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วในช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่า บริษัทจะสามารถทำยอดได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 700 ล้านบาท ใน 2Q55 และทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องใน 2H55 อีกไตรมาสละ 3,000 ล้านบาท
b) ดังนั้น MBKET คงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการที่จะพลิกเป็นกำไรครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสตั้งแต่ 2Q55 เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นคาดว่า 2Q55 จะมีกำไรราว 50-60 ล้านบาท จากขาดทุน 70.50 ล้านบาท ใน 1Q55
c) และคาดว่าจะส่งผลให้กำไรปี 2555 เติบโตสูงถึง 1,253 ล้านบาท พลิกกลับผลขาดทุน 485 ล้านบาทในปี 2554 และกำไรเกือบทั้งหมดของประมาณการจะรับรู้ใน 2H55 เทียบกับ 1H55 ที่คาดว่าจะขาดทุนเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงสิ้นปี
d) ราคาหุ้นยังมี Valuation ที่ค่อนข้างถูก โดยซื้อขาย PER ปี 2555 – 2556 เพียง 5.1 เท่า และ 4.6 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ 9.9 เท่า และมี Upside 21% สูงที่สุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ใน Coverage ของเรา

What will DJIA move tonight? ปัจจัยสำคัญคืนนี้ ได้แก่ ดัชนีราคานำเข้า – ส่งออกเดือนมิ.ย. และยอดขอสวัสดิการว่างงาน

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 ก.ค. 2555 เวลา : 11:09:27

21-01-2020
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 21, 2020, 10:59 am