ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
หยิบเงินหยิบทอง-บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง


 ตลาดหุ้นไทยวานนี้

          SET INDEX วานนี้ ไม่สามารถยืนเหนือ 1,420 จุดได้ เกิดแรงขายทำกำไรมากขึ้น นำโดยกลุ่มธนาคารและปิโตรเคมี ขณะที่กลุ่ม ICT และพลังงานพยายามพยุงภาพรวม แต่ SET INDEX ปิดลบ 6.94 จุด มาอยู่ที่ 1,411.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,453 ล้านบาท 
          ต่างชาติยังคงขายสุทธิทั้ง 3 ตลาดเป็นวันที่ 3 ตลาดหุ้นขายสุทธิเป็นวันที่ 4 เพียง 57 ล้านบาท Short สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 3 มากถึง 12,706 สัญญา และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 3 อีก 2,353 ล้านบาท
 
 
 

ปัจจัยสำคัญวันนี้
          - ผลการประชุมเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมยืนยันขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดคาดเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีในการประชุมเดือนพ.ย.
          - ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเหนือ US$45 มาอยู่ที่ US$45.33barrel สูงสุดในรอบปีนี้
          - SCC รายงานกำไรสุทธิใน 1Q59 ออกมาดีกว่าที่คาด 10% 
          - ติดตามการประชุม BoJ วันนี้ ตลาดคาดคงนโยบายการเงิน

มุมมองต่อตลาดวันนี้: กลาง (วันที่ 13)       
 
  เราประเมิน SET INDEX มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบด่าน 1,420-1,425 จุดอีกครั้ง หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาด ขณะที่เริ่มให้น้ำหนักกิจกรรมด้านธุรกิจและการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุด ตลาดประเมินว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบปีในการประชุมเดือนพ.ย. ด้วยโอกาส 54% เราประเมินว่าช่วงสั้นจะมีเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อีกระลอก
          อีกทั้งผลการดำเนินงานของ SCC ที่ออกมาดีกว่าคาด จากส่วนต่างราคาของปิโตรเคมีที่โดดเด่น บกวกับ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ที่ปิดยืนเหนือ US$45/barrel ย่อมเอื้อต่อการเก็งกำไรต่อกลุ่มพลังงาน / ปิโตรเคมี แต่ในมุมมองกลยุทธ์ เรากลับให้น้ำหนักกับกลุ่มปิโตรเคมี เด่น เหนือกลุ่มพลังงานที่ Valuation เริ่มตึงตัว แต่ราคาหุ้นขึ้นมาตอบรับเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานและราคาน้ำมันดิบไปมากแล้วเช่นกัน
          เราประเมินกรอบแกว่งของ SET INDEX วันนี้ระหว่าง 1,408-1,420/25 จุด มูลค่าการซื้อขายกลับมาอยู่ระดับ 4.0 หมื่นล้านบาท 
          สำหรับหุ้นขนาดกลาง / เล็กที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว จะยังมีความเด่นเหนือภาพรวม เพราะหุ้นขนาดใหญ่เป็นการเทรดดิ้งตาม fund flow ที่คาดว่าจะไหลกลับเข้าอีกครั้งเท่านั้น

Stock Pick of The Day
          1.  เก็งกำไร SCC : ราคาปิด 492 บาท ราคาเหมาะสม 580 บาท
          a)  MBKET คาดว่าหุ้น SCC จะตอบรับเชิงบวก หลังรายงานงบ 1Q59 เติบโต +23% yoy และ +19% qoq เป็น 13,619 ล้านบาท ออกมาดีกว่าคาดการณ์ของตลาดถึง 15% จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ดีขึ้นทั้ง Spread และอานิสงค์จากบริษัทลูกคือ Chandra Asri ในอินโดนีเซียทีมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในปีที่ผ่านมา 
          b)  ทิศทาง 2Q59 คาดจะทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 14,000 ล้านบาท จาก Spread ของธุรกิจปิโตรเคมีทั้ง HDPE และ PP ที่ยังขยับขึ้นต่อ qoq และ 2Q ของทุกปีจะมีการรับรู้รายได้เงินปันผลจากบริษัทลูกเข้ามาช่วยเสริมผลประกอบการ 
          c)  มีโอกาสที่ Consensus จะปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2559 ขึ้น และเป็น Catalyst ช่วยผลักดันราคาหุ้น 

          2. เก็งกำไร IVL: ราคาปิด 28 บาท ราคาเหมาะสม 28 บาท
          a) MBKET คาดว่าหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีจะ Outperform ตลาด จากแรงหนุนของราคาน้ำมันดิบที่ไต่ระดับขึ้นเหนือ US$45.00/barrel และผลประกอบการของ SCC ที่ออกมาดีกว่าคาดจากธุรกิจปิโตรเคมีจะเป็น Sentiment บวกต่อภาพรวมการลงทุนของกลุ่ม 
          b) คาดกำไรสุทธิ 1Q59 จะเติบโตสูง yoy & qoq จากการบันทึกกำไรจากการเข้าซื้อกิจการราว 1.5 พันล้านบาท และทิศทางกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 2Q59 เป็นต้นไปจะเติบโต qoq ต่อเนื่อง จากการกลับมาเดินเครื่องของโรงงาน MEG ที่ปิดซ่อมบำรุงใน 1Q59 รวมทั้งการรับรู้รายได้จาก BP Amoco และ CEPSA Spain แบบเต็มไตรมาส 
          c) ภาพทางเทคนิค หากปรับตัวผ่านบริเวณ 28.50 บาทได้ จะมีโอกาสขึ้นทดสอบบริเวณ 30.00 บาท

Fund Flow Analysis

Fund Flow in Emerging Markets
กลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง US$131 ล้าน จากวันก่อนหน้าขายสุทธิ US$22 ล้าน  

Foreign Investors Action วานนี้
ต่างชาติขายสุทธิทั้ง 3 ตลาดเป็นวันที่ 3 
          นักลงทุนต่างชาติคงการขายสุทธิเป็นวันที่ 4 เพียง 57 ล้านบาท รวม 4 วันทำการขายสุทธิ 1,502 ล้านบาท และกดดัน YTD ซื้อสุทธิลดลงเล็กเหลือ 1,4656 ล้านบาท
          ด้าน SET50 Index Futures นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคง Short สุทธิเป็นวันที่ 3 หนาแน่นถึง 12,706 สัญญา รวม 3  วันทำการ Short สุทธิ 15,795 สัญญา เทียบกับ 8 วันทำการก่อนหน้า Long สุทธิทั้งสิ้น 44,920 สัญญา คาดว่าจะเป็นการปิดสถานะ Long ต่อเนื่อง ส่งผลให้ S50M16 ปิดต่ำกว่า SET50 Index กว้างขึ้นเป็น 4.56 จุด จากวันก่อนหน้า Discount เท่ากับ 0.25 จุด อย่างไรก็ตาม QTD นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคง Long สุทธิต่อเนื่อง เท่ากับ  15,503 สัญญา    
          และตลาดตราสารหนี้นักลงทุนกลุ่มนี้คงการขายสุทธิเป็นวันที่ 3 ลดลงเล็กน้อยเป็น 2,353 ล้านบาท รวม 4 วันทำการขายสุทธิ 6,523 ล้านบาท เทียบกับ 2 วันทำการก่อนหน้าซื้อสุทธิ 5,399 ล้านบาท ขณะที่ราคาพันธบัตรไทยปรับตัวลงแรงเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ พันธบัตรไทย อายุ 10 ปี ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 4.59bps จากวันก่อนหน้าลดลง 1.57bps ปิดที่ 1.823%

Short-Selling วานนี้ 
ขยับขึ้นเป็น 876 ล้านบาท จากวันก่อนหน้า 661 ล้านบาท 

NVDR Movement
NVDR กลับมาขายสุทธิ โดยเน้นลดน้ำหนักกลุ่มธนาคาร และ ICT อีกครั้ง
          การซื้อขายผ่าน NVDR กลับมาขายสุทธิ 260 ล้านบาท จากวันก่อนหน้าซื้อสุทธิ 616 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการกลับมาลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคาร และ ICT อีกครั้ง แต่เน้นสะสม PTTEP อย่างโดดเด่น 

ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ – การเงินรายภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา

เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาด พร้อมเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลก อย่างใกล้ชิด

          เฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ: 
          อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คงที่ที่ 0.25-0.50% พร้อมยืนยันที่จะขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
          กิจกรรมด้านเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว การเติบโตของภาคการใช้จ่ายครัวเรือนเติบโตปานกลาง แม้ว่ารายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่แข็งแกร่ง และ consumer sentiment จะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม
          การจ้างงานยังคงเติบโตต่อเนื่อง และการปรับตัวที่ดีขึ้นในตลาดบ้าน ช่วยชดเชยกับกิจกรรมด้านธุรกิจที่ชะลอตัว รวมถึงภาคการส่งออก 
          อัตราเงินเฟ้อ เฟดยังคงยืนยันที่จะขยับขึ้นไปสู่เป้าหมาย 2.0% ในระยะกลาง แต่เริ่มให้ความสำคัญกับราคาน้ำมันและสินค้านำเข้าที่ลดลง 
          รอบนี้ เฟดไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงินโลกที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เหมือนที่กล่าวในครั้งกอนหน้า แต่เฟดให้น้ำหนักกับการติดตามอย่างใกล้ชิดกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งตลาดประเมินว่า เฟดจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

          ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาเป็นบวก
          ดุลการค้าเดือนมี.ค. ขาดดุล US$5.69 หมื่นล้าน ดีกว่า Bloomberg consensus คาดขาดดุล US$6.26 หมื่นล้าน และเดือนก่อนหน้าขาดดุล US$6.29 หมื่นล้าน โดยการส่งออกหดตัว 1.7% mom จากเดือนก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 2.0% mom แต่การนำเข้า หดตัว 4.4% mom สวนทางกับที่เดือนก่อนหน้า +1.6% mom โดยการส่งออกสินค้าเพื่อการอุปโภคและผลิตภัณฑ์อุตฯ หดตัวลงแรง 
          ยอดขายบ้านรอปิดการขาย เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.4% mom ดีกว่า Bloomberg consensus คาด +0.5% mom เดือนก่อนหน้า เพิ่มขึ้น 3.4% mom โดยยอดขายบ้านที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้แข็งแกร่งต่อเนื่อง 

ยุโรป
          เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตชะลอตัวใน 1Q59: ขยายตัว 0.4% qoq ชะลอตัวจาก 4Q58 ที่ +0.6% qoq แต่สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ โดยเป็นผลจากภาคบริการที่ชะลอตัว ขยายตัวเพียง 0.3% qoq ต่ำกว่า 4Q58 ที่ขยายตัว 0.6% qoq 

จีน          
          ดัชนี Consumer Sentiment ชะลอตัว: เดือนเม.ย. ที่ 117.8 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่ 118.1 จุด เนื่องจากการชะลอตัวของความคาดหวังด้านธุรกิจ จาก 122.8 จุด เป็น 119.3 จุด ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อแนวโน้มแหล่งเงินกู้
          ผู้นำจีนเร่งกระตุ้นการจ้างงาน: ผู้นำจีน ได้เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัตราการว่างงาน หลังรัฐบาลดำเนินการควบคุมอุตฯ ที่มีกำลังกาผลิตส่วนเกิน ดังนั้น จีนจะต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการจ้างงาน การสร้างการจ้างงาน และการปรับปรุงประสิทธิภาพต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการจ้างงาน
          กำไรภาคอุตสาหกรรมขยายตัวมากสุดในรอบเกือบ 2 ปี: เพิ่มขึ้น 11.1% yoy ในเดือน มี.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 4.7% yoy รวมถึงใน 2M59 ที่เพิ่มขึ้น 4.8% yoy นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2557 การขยายตัวในอัตราเร่งเป็นผลจากการเติบโตของยอดขาย, ราคาที่สูงขึ้น, ต้นทุนที่ลดลง สะท้อนถึงภาคการผลิตที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

เอเชียแปซิฟิก
          อัตราเงินเฟ้อออสเตรเลียปรับตัวลงสวนทางกับที่คาด: ใน 1Q59 อัตราเงินเฟ้อ -0.2% yoy เป็นการหดตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่ 4Q51 ขณะที่ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 0.2% yoy สร้างโอกาสที่ธนาคารกลางออสเตรเลียจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้มากขึ้น 
          อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นหดตัวลงแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2546: อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารสดเดือนมี.ค. หดตัว 0.3% yoy เป็นการหดตัวแรงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2546 และลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ -0.2% yoy 
          ธนาคารกลางนิวซีแลนด์คงอัตราดอกเบี้ย: ไว้ที่ 2.25% เป็นระดับต่ำสุด ทั้งนี้ ธนาคารกลาง ได้ส่งสัญญาณอาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเข้าสู่เป้าหมายค่าเฉลี่ย

ไทย
          ไม่มี

โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 28 เม.ย. 2559



 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 28 เม.ย. 2559 เวลา : 10:13:39

13-12-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 13, 2019, 11:28 am