ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
หยิบเงินหยิบทอง - บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง


 



ตลาดหุ้นไทยวานนี้
          SET INDEX วานนี้กลับมาแกว่งในกรอบแคบ ด่าน 1,550 จุดยังไม่ผ่าน เกิดแรงขายทำกำไรในหุ้นหลักที่ขึ้นมาเด่นก่อนหน้านี้ เช่นกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร รวมถึงแรงกดดันต่อกลุ่มปิโตรเคมี หลังจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าปิโตรเคมีจากไทย ปิด ณ สิ้นวัน SET INDEX อยู่ที่ 1,548.13 จุด ลบเล็กน้อย 0.08 จุด มูลค่าการซื้อขาย 67,743 ล้านบาท
ต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 5 อีก 3,496 ล้านบาท Short สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 4 อีก 527 สัญญา แต่กลับมาซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง 5,472 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญวันนี้
          เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า
          ติดตามการประกาศผลปรับดัชนี MSCI รอบไตรมาส เช้าวันที่ 12 ส.ค.
          การประกาศ GDP ใน 2Q59 ของไทย เช้าวันที่ 15 ส.ค.
          สิ้นสุดการประกาศงบ 2Q59 ช้าสุดไม่เกินเช้าวันที่ 16 ส.ค.
          ติดตามการรายงานการประชุมเฟดวันที่ 26-27 ก.ค. ซึ่งจะเปิดเผยวันที่ 17 ส.ค.

มุมมองต่อตลาดวันนี้: กลาง (วันที่ 4)
          เราประเมิน SET INDEX วันนี้จะแกว่งแคบระหว่าง 1,540-1,550 จุด เม็ดเงินทุนต่างชาติน่าจะชะลอตัว เพราะใกล้วันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้ อีกทั้งขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในช่วงนี้ ภายใต้ Valuation และสัญญาณทางเทคนิคของตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะตึงตัวทั้ง 2 ปัจจัย 
          สำหรับปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า เราให้น้ำหนักกับตัวเลข GDP ใน 2Q59 ของไทย ซึ่ง สศค.จะประกาศวันจันทร์ที่ 15 ส.ค. Bloomberg consensus คาด 3.3% yoy เทียบกับ รมว.คลัง ให้ความเห็นก่อนหน้า 3.4% yoy หากออกมาดีกว่าคาดจะยิ่งเป็นการยืนยันภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้จะเป็นบวก ส่วนปัจจัยต่างประเทศอยู่ที่ รายงานการประชุมเฟดวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา หากรายงานเฟดส่งสัญญาณพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเป็นเดือนธ.ค. อาจกลายเป็นประเด็นที่จะกลับมากดดันตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน 
          ด้วยปัจจัยแวดล้อม SET INDEX ช่วงสั้นน่าจะเข้าสู่ช่วงของการพักฐานรอบสั้น ด่าน 1,550-1,570 จุด ยังไม่น่าผ่านตามที่เราให้ความเห็นมาก่อนหน้านี้ แต่เป็นกรอบที่นักลงทุนควรพิจารณาขายทำกำไรและกลับมาถือเงินสดมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
          กลยุทธ์วันนี้ “นักลงทุนควรพิจารณาขายทำกำไร และถือเงินสดมากขึ้น” หากจะเข้าเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางหรือเล็กแบบจำกัดวงเงิน พร้อมกรอบแกว่ง 1,540-1,550 จุด 

Strategy of the Day
          1. สะสม BJC : ราคาปิด 47.75 บาท ราคาเหมาะสม 52.00 บาท
          a) หุ้นเพิ่มทุนจำนวน 796.6 ล้านหุ้น ราคาเพิ่มทุนหุ้นละ 35.00 บาท จะเข้าซื้อขายในวันนี้ ดังนั้น การอ่อนตัวลงของราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสในการเข้าสะสม 
          b) เนื่องจากมีประเด็นบวกระยะสั้นรออยู่ คือการประกาศดัชนี MSCI ในเช้าวันพรุ่งนี้ และคาดว่ามีโอกาสที่ BJC จะถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี MSCI ในรอบนี้ เนื่องจากขนาด Market Cap ทีเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 แสนล้านบาท หลังเสร็จสิ้นการเพิ่มทุน 
          c) คงมุมมองเชิงบวกในระยะกลาง-ยาว จาก Synergy ที่ครบวงจรจากการเข้าซื้อ BIGC และคาดว่าดอกเบี้ยจ่ายจะเริ่มลดลงตั้งแต่ 3Q59 หลังนำเงินเพิ่มทุนไปชำระหนี้ และ Refinance ซึ่งจะส่งผลบวกเต็มปีในปี 2560 ให้กำไรเติบโตสูงถึง 85.6% เป็น 6,589 ล้านบาท เติบโตสูงที่สุดในกลุ่มค้าปลีก 

Fund Flow Analysis

Fund Flow in Emerging Markets
ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 4 มากถึง US$888 ล้าน จากวันก่อนหน้าซื้อสุทธิ US$676 ล้าน           

Foreign Investors Action วานนี้
ต่างชาติเลือกสะสมหุ้นรายตัวหนาแน่นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 
          นักลงทุนต่างชาติ คงการซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 5 ลดลงเป็น 3,496 ล้านบาท รวม 5 วันทำการ ซื้อสุทธิ 17,667 ล้านบาท และทำให้ YTD ต่างชาติซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นทะลุ 9.0 หมื่นล้านบาท เป็น 98,222 ล้านบาท
          แต่ SET50 Index Futures นักลงทุนกลุ่มนี้คงการ Short สุทธิเป็นวันที่ 4 เพียง 527 สัญญา รวม 4 วันทำการ Short สุทธิไปแล้วทั้งสิ้น 14,577 สัญญา เทียบกับ 2 วันทำการก่อนหน้า Long สุทธิ 8,879 สัญญา คาดว่านักลงทุนกลุ่มนี้ปิดสถานะ Long และกลับมามีสถานะ Short ต่อเนื่อง ส่งผลให้ S50U16 ปิดต่ำกว่า SET50 Index กว้างขึ้นเป็นวันที่ 2 เท่ากับ 7.70 จุด จากวันก่อนหน้า Discount เท่ากับ 4.75 จุด และทำให้ยอด QTD นักลงทุนกลุ่มนี้คงการ Short สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9,293 สัญญา
          และตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนกลุ่มนี้กลับมาซื้อสุทธิเป็นวันแรกในรอบ 6 วันทำการ 5,472 ล้านบาท เทียบกับ 5 วันทำการก่อนหน้าขายสุทธิ 21,299 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาพันธบัตรไทยฟื้นตัวเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ ผ่านพันธบัตรไทย อายุ 10 ปี ผลตอบแทนลดลง 2.17bps จากวันก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.22bps ปิดที่ 2.084%

Short-Selling วานนี้ 
ขยับขึ้นเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ เท่ากับ 964 ล้านบาท จากวันก่อนหน้า 824 ล้านบาท           

NVDR Movement
NVDR ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 25 กลับมาเน้นกลุ่มธนาคารเด่นอีกครั้ง 
          การซื้อขายผ่าน NVDR ซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก 2,253 ล้านบาท ใกล้เคียงกับวันก่อนหน้าซื้อสุทธิ 2,630 ล้านบาท  รวม 25 วันทำการ ซื้อสุทธิทะลุ 65,000 ล้านบาท เป็น 66,289 ล้านบาท โดยกลับมาเลือกสะสมในกลุ่มหลัก นำโดยกลุ่มธนาคาร ซื้อสุทธิ 911 ล้านบาท กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซื้อสุทธิ 331 ล้านบาท 

ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ – การเงินรายภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา
          ไม่มี

ยุโรป
          BoE เผชิญกับปัญหาในการเข้าซื้อพันธบัตรเป็นวันที่ 2: หลังจาก BoE ประกาศแผนเข้าซื้อพันธบัตรอังกฤษในตลาดตราสารหนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. พบว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญ และบริษัทประกันภัย กลับปฎิเสธที่จะขายพันธบัตรให้กับทาง BoE โดย BoE เสนอที่เข้าซื้อ GBP1.17 พันล้าน สำหรับพันธบัตรระยะยาว แม้ว่าจะสูงกว่าราคาตลาดที่จะเสนอขาย GBP1.12 พันล้าน ก็ตาม

จีน          
          จีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าปิโตรเคมีจากไทยและเกาหลีใต้: ผลิตภัณฑ์ประเภท Terephthalic Acid จะมีการเก็บภาษีนำเข้าจากเกาหลีใต้และไทยระหว่าง 2 - 20.1% ต่ออีก 5 ปี ทั้งนี้เคมีภัณฑ์ดังกล่าวเอาไว้ใช้ผลิตเสื้อผ้าและขวดพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัท Hyosung Corporation และ IVL การกำหนดภาษีดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2553 

เอเชียแปซิฟิก
          ซาอุฯ ผลิตน้ำมันทำระดับสูงสุดใหม่: รายงานเสนอต่อที่ประชุม OPEC ของซาอุฯ เป็นการผลิต 10.67 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นระดับสูงสุดใหม่ของซาอุฯ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากฤดูร้อนในตะวันออกกลางระหว่างเดือนก.ค.ถึงส.ค. 
          อินโดนีเซียเตรียมลดภาษีนิติบุคคล: ประธานาธิบดี วิโดโด อยู่ระหว่างการพิจารณาลดอัตราภาษีนิติบุคคล เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ อาจลดลงครั้งเดียวเป็น 17% หรือแบ่งเป็น 2 ระยะ จาก 25% เป็น 20% และ 17% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้เกาะต่างๆ เป็นแหล่งพักภาษี โดยจะเสนอภาษีขั้นต่ำให้กับบุคคลหรือบริษัท 

ไทย
          กกต.แถลงผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการ: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ โดยพบว่า ในประเด็นที่ 1 เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้เห็นชอบ 16,820,402 คน หรือคิดเป็น 61.35% ไม่เห็นชอบ 10,598,037 คน หรือคิดเป็น 38.65% ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องคำถามพ่วงท้าย มีผู้เห็นชอบ 15,132,050 คน หรือคิดเป็น 58.07% ไม่เห็นชอบ 10,926,648 คน หรือคิดเป็น 41.93% ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.59 มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29,740,677 คน หรือคิดเป็น 59.40% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50,071,589 คน โดยมีบัตรเสียทั้งหมด 936,209 ใบ คิดเป็น 3.15% 
 

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 11 ส.ค. 2559
 

บันทึกโดย : วันที่ : 11 ส.ค. 2559 เวลา : 10:18:04

19-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 19, 2019, 11:25 pm