ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
หยิบเงินหยิบทอง - บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง


 


ตลาดหุ้นไทยวานนี้
          SET INDEX วานนี้เริ่มทรงตัวดีขึ้น หลังจากปรับฐานลงแรงตลอด 2 วันทำการก่อนหน้า หุ้นหลักในกลุ่มธนาคาร / อาหาร เริ่มช่วยประคองภาพรวมของตลาดวานนี้ บวกกับค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ SET INDEX ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาปิดที่ 1,476.46 จุด บวก 7.23 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 64,492 ล้านบาท
ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 17 เท่ากับ 2,660 ล้านบาท ขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 4 เหลือ 9,234 ล้านบาท แต่ Long สุทธิใน SET50 Index Futures เท่ากับ 2,651 สัญญา

ปัจจัยสำคัญวันนี้
          แรงขายจากต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่เริ่มชะลอตัว
          ดัชนีดอลาร์สหรัฐฯ วานนี้ปิดที่ 100.14 จุด ขึ้นเป็นวันที่ 8
          ครม.เตรียมพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท/วันใน 70 จังหวัด อังคารหน้า (22 พ.ย.)

มุมมองต่อตลาดวันนี้: กลาง – Sideways (วันที่ 7)
          แม้ว่านักลงทุนต่างชาติ และสถาบันภายในประเทศ ยังคงทยอยลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทย ขณะที่ ณ ระดับ 1,476.56 จุด คิดเป็น PER17 เท่ากับ 13.80x ภายใต้ Earnings Growth ปี 2560 ที่ 11% เทียบกับ PSE และ JSX ตลาดหุ้นไทยมี Valuation ถูกที่สุดใน TIPs ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ฐานะการคลัง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และระดับหนี้สาธารณะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของไทยแข็งแกร่งเหนือฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเช่นกัน เราเชื่อว่า Downside risk ของ SET INDEX จำกัด การแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,470-1,485 จุด วันนี้ เพื่อสร้างฐานและฟื้นตัวกลับไปทดสอบ 1,500 จุดในช่วงปลายเดือนนี้ 
          นอกจากนี้นักลงทุนทั่วโลกต่างรอฟังความเห็นของประธานเฟด Yellen ในคืนวันพรุ่งนี้ ต่อสภาคองเกรส ต่อทิศทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากนี้ เราคาดว่าประธานเฟดอาจมีแตะประเด็นนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Trump ต่อนโยบายการเงินของเฟด หากส่งสัญญาณเป็นกลาง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อจากนี้ไปยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่เฟดกำหนด เชื่อว่าเงินสดที่กองทุนทั่วโลกถืออยู่ในปัจจุบันจะถูกจัดสรรเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ปรับฐานลงมาแรงในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
          กลยุทธ์การลงทุน “ทยอยสะสมหุ้นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play” และเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการปรับดัชนี MSCI Thailand และ MSCI Global Small Cap

Strategy of the Day          
          1. เก็งกำไร BANPU : ราคาปิด 19.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.20 บาท
          a) MBKET คาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มนำตลาดในวันนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวขึ้นถึง 5% เมื่อคืนนี้ จากความคาดหวังเชิงบวกต่อการประชุม OPEC ในวันที่ 30 พ.ย. ว่าจะบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมัน   
          b) ราคาหุ้น BANPU วานนี้ปรับตัวลง -4% จากแรงขายทำกำไร เนื่องจาก YTD ปรับตัวขึ้นถึง 57% จึงเป็นเป้าหมาย Lock in Profit  และราคาถ่านหินตลาด Newcastle ที่อ่อนตัวลงเป็นอีกปัจจัยลบเชิง Sentiment 
          c) คาดผลประกอบการ 4Q59 จะฟื้นตัว qoq จากราคาขายเฉลี่ยถ่านหินที่จะเพิ่มขึ้น และธุรกิจไฟฟ้าดีขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้า BLCP มีการปิดซ่อมใน 3Q59 ขณะที่กำไรปี 2560 คาดว่าจะเติบโตสูงถึง +309% yoy เป็น 9,116 ล้านบาท ได้รับผลบวกเต็มที่จากราคาถ่านหินที่เริ่มขยับขึ้นใน 3Q59 ซึ่งจะสะท้อนเข้าสู่ผลประกอบการในปีหน้า           
          2. สะสม SCB : ราคาปิด 141.50 บาท ราคาเหมาะสม 169.00 บาท
          a) MBKET คาดว่า SCB จะ Outperform ตลาดได้ในเดือน พ.ย. เนื่องจากมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หลังวานนี้ MSCI ประกาศทบทวนดัชนี และ SCB เป็นหุ้นในกลุ่ม Big Cap ที่ถูกเพิ่มน้ำหนักสูงสุดในรอบนี้ โดยจะมีการปรับน้ำหนักในวันที่ 30 พ.ย. 
          b) มี Catalyst รออยู่ โดยคาดว่าศาลล้มละลายกลางจะอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของ SSI ใน 4Q59 ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ SCB จะกลับสำรองหนี้สูญ และส่งผลให้ NPL ลดลง และ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 
          c) หากสามารถปิดดีลขายหุ้น SCB Life ให้กับพันธมิตรได้ จะส่งผลให้มีกำไรพิเศษสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท เป็น Upside Risk ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการของเรา ขณะทีกำไรสุทธิปี 2560 คาดว่าจะเติบโต +26.3% yoy เป็น 5.8 หมื่นล้านบาท และ Valuation น่าสนใจ ซื้อขายที่ PBV2560 เพียง 1.3 เท่า

Fund Flow Analysis

Fund Flow in Emerging Markets
ขายสุทธิเป็นวันที่ 17 อีก US$778 ล้าน จากวันก่อนหน้าขายสุทธิ US$1,038 ล้าน           

Foreign Investors Action วานนี้
ต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 17 และเริ่มทยอยปิดสถานะ Short ใน SET50 Index Futures          
          นักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 17 อีก 2,660 ล้านบาท รวม 17 วันทำการต่างชาติขายสุทธิ 27,309 ล้านบาท ส่งผลให้ YTD นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิลดลงต่อเนื่อง เป็น 94,099 ล้านบาท 
          ด้าน SET50 Index futures นักลงทุนกลุ่มนี้กลับมา Long สุทธิเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ 2,651 สัญญา เทียบกับ 2 วันทำการก่อนหน้า Short สุทธิ 40,007 สัญญา คาดว่าจะเป็นการปิดสถานะ Short บางส่วน ส่งผลให้ QTD ใน 4Q59 นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะ Short สุทธิลดลงเป็น 32,241 สัญญา และกดดันให้ S50Z16 ปิดต่ำกว่า SET50 Index เป็นวันที่ 10 เท่ากับ 3.17 จุด ใกล้เคียงกับวันก่อนหน้า Discount เท่ากับ 3.15 จุด  
          และนักลงทุนกลุ่มนี้คงการขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 4 ลดลงต่อเนื่องเป็น 9,234 ล้านบาท รวม 4 วันทำการขายสุทธิ 57,878 ล้านบาท เทียบกับ 3 วันทำการก่อนหน้าซื้อสุทธิ 2,695 ล้านบาท ขณะที่ราคาพันธบัตรไทยปรับฐานลงเป็นวันที่ 8 ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นอีก 7.43bps จากวันก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 10.32bps ปิดที่ 2.493%

Short-Selling วานนี้ 
ลดลงเป็น 932 ล้านบาท จากวันก่อนหน้า 1,167 ล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้น 61 หลักทรัพย์ จากวันก่อนหน้า 64 หลักทรัพย์           

NVDR Movement
NVDR ขายสุทธิเป็นวันที่ 5 แต่ชะลอลง โดยเน้นกลุ่มอาหารและพลังงาน
          การซื้อขายผ่าน NVDR วานนี้ขายสุทธิลดลงเหลือ 343 ล้านบาท จากวันก่อนหน้าขายสุทธิ 1,591 ล้านบาท รวม 5 วันทำการขายสุทธิ 4,702 ล้านบาท โดยเน้นลดน้ำหนักกลุ่มอาหาร 208 ล้านบาท กลุ่มพลังงาน 143 ล้านบาท แต่สะสมกลุ่มปิโตรเคมีเด่น 166 ล้านบาท 

ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ – การเงินรายภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา
          ประธานเฟดสาขา Boston คาดขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.: ประธานเฟดสาขา Boston นาย Rosengren ซึ่งเป็นผู้โหวตให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ประเมินอัตราเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมายในปีหน้า และเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนได้ดีต่อเนื่อง กดดันให้อัตราการว่างงานลดลง นอกจากนี้นาย Rosengren เชื่อว่าข่าวด้านเศรษฐกิจในเดือนหน้าจะไม่มีข่าวลบที่มีนัยยะสำคัญ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. 
          ว่าที่ประธานาธิบดีเริ่มทาบทามทีมเศรษฐกิจ: นาย Donald Trump เริ่มหาทีมงานเศรษฐกิจที่จะเข้าร่วมครม.ของเขา ล่าสุดมีชื่อนาย Steve Mnuchin ทำงานด้านการเงินและใน Wall Street เป็นเลขาธิการด้านการคลัง ส่วนนาย Wilbur Ross นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กับนาย Trump มาอย่างยาวนาน ถูกเสนอให้นั่งตำแหน่งเลขาธิการด้านพาณิชย์
          ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาเป็นบวก
          - ยอดค้าปลีกเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 0.8% mom ดีกว่า Bloomberg consensus คาด 0.6% mom แต่ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.0% mom โดยยอดขายรถยนต์ วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ทำสวนเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
          - ดัชนี Empire Sate ภาคการผลิตเดือนพ.ย. เท่ากับ 1.5 จุด สวนทางกับที่ Bloomberg consensus คาด -2.3 จุด และเดือนก่อนหน้า -6.8 จุด เป็นการบวกครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. โดยคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นเด่น 
          - สินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 0.1% mom ต่ำกว่า Bloomberg consensus คาด 0.2% mom และเดือนก่อนหน้า 0.2% mom เนื่องจากยอดขายที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว

ยุโรป
          รัฐบาลอังกฤษยังไม่มีแผนสำหรับ Brexit: ข้อมูลจากทาง BBC และ The Times เผยว่า รัฐบาลอังกฤษยังไม่มีแผนสำหรับ Brexit และกลยุทธ์การออกจากการเป็นสมาชิกในกลุ่มอียู อาจไม่มีข้อตกลงภายใน 6 เดือน หลังครบกำหนดตารางเวลาของนายกฯ May ทั้งนี้รัฐบาลกำลังทำงานกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Brexit กว่า 500 โครงการ และต้องการกำลังคนถึง 30,000 คนในการทำงานส่วนนี้ 
          BoE คาดธนาคารพาณิชย์สามารถย้ายออกจากอังกฤษได้ภายใน 18 เดือนก่อน Brexit: นาย Carney ผู้ว่าการ BoE ประเมินว่า หากรัฐบาลเริ่มขั้นตอนของการออกจาก EU ภายในเดือนมี.ค. 2560 เท่ากับว่าธนาคารพาณิชย์จะสามารถเริ่มย้ายฐานได้ปลายปี 2560 ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์และประกันภัย ได้เตรียมแผนสำรองหากอังกฤษสูญเสียความสามารถในการเข้าถึงตลาดอียู แต่ก็เป็นการยากที่จะให้เอกชนตัดสินใจ ณ ตอนนี้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนต่อกรณี Brexit 
          Brexit อาจเป็นการออกแบบที่เฉพาะแต่ยังคงเงื่อนไขเขตการค้าเสรี: เลขาธิการด้านต่างประเทศที่ดูแล Brexit นาย Johnson ให้ความเห็นว่า อังกฤษจะสามารถควบคุมประเด็นผู้คนอพยพได้ โดยที่อังกฤษจะสามารถเข้าถึงตลาดอียู ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่จะทำธุรกิจกับอียูได้หลัง Brexit 
          อัตราเงินเฟ้ออังกฤษกลับชะลอตัวสวนทางกับที่ตลาดคาด: อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 0.9% yoy ต่ำกว่า Reuters Poll คาด 1.1% yoy ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 2.1% yoy เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2555 เป็นผลจากราคาวัตถุดิบและน้ำมันที่เพิ่มขึ้นถึง 4.6% mom 
          เศรษฐกิจเยอรมันเติบโตต่ำกว่าคาด: ขยายตัว 0.2% qoq ใน 3Q59 ลดลงจาก 2Q59 ที่ขยายตัว 0.4% qoq และต่ำกว่า Bloomberg consensus คาด 0.3% qoq โดยการใช้จ่ายภาครัฐ และเอกชน เป็นตัวแปรผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกหดตัวเล็กน้อย การลงทุนลดลงเช่นกัน แม้ว่าการก่อสร้างจะขยายตัวก็ตาม
          อียูเริ่มการเจรจาเป้าหมายงบประมาณกับสมาชิกแล้ว: รัฐบาลอียู และสถาบันที่เกี่ยวข้องเริ่มการหารือถึงงบประมาณ ณ ปัจจุบัน เพื่อช่วยกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ, การรับผู้คนอพยพ และหลักทรัพย์ ระหว่างปี 2560-2563 ขณะที่อิตาลีจะมีการลงประชามติในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ ทำให้อิตาลีไม่มีความพร้อมกับการตรวจสอบแผนงบประมาณระยะยาว ทั้งนี้อิตาลีส่งสัญญาณการเจรจาผ่อนคลายหลักเกณฑ์ต่างๆ ของอียู หากอียูไม่เห็นด้วย อิตาลีอาจมีการพิจารณาถึงการแยกตัวออกจากอียูได้เช่นกัน การเจรจาถึงแผนงบประมาณระยะยาวนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายในวันที่ 17 พ.ย. ตามกฎหมายที่ตกลงร่วมกันในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา

จีน
          จีนเสนอให้สหรัฐฯ สนับสนุนการค้าเสรี Asia-Pacific: สื่อของรัฐบาลจีน รายงานว่า รัฐบาลจีนต้องการให้ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พิจารณาถึงการสนับสนุนโครงการเขตการค้าเสรี Asia-Pacific หรือ RCEP ซึ่งไม่มีสหรัฐฯ เข้าร่วม หลังนาย Trump ไม่สนับสนุนโครงการ TPP ทางการจีนมองว่า สหรัฐฯ อาจสนใจ RCEP ในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่สหรัฐฯ 

เอเชียแปซิฟิก
          ยอดขายบ้านในสิงคโปร์ฟื้นตัวเด่นสุดในรอบกว่า 1 ปี: ยอดขายบ้านในเดือนต.ค. เท่ากับ 1,252 ยูนิต เทียบกับเดือนก.ย.ที่ 509 ยูนิต เป็นยอดขายรายเดือนที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2558 ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการเปิดขาย 1,467 ยูนิต เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากเดือนก.ย. 
          ดัชนีราคาค้าส่งอินเดียกลับชะลอตัว: เดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 3.39% yoy ต่ำกว่า Bloomberg consensus คาด 3.74% yoy และเดือนก.ย.ที่ 3.57% yoy 

ไทย
          ครม.เลื่อนหารือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นสัปดาห์หน้า: ที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ไม่มีวาระรับทราบเรื่องการเสนอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยกระทรวงแรงงาน เนื่องจากกระทรวงแรงงานโดย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรับผิดชอบ ดูแลกระทรวงแรงงานรับทราบแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรองนายกฯ  คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ตลอดจนความสามารถในการรับภาระต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นของนายจ้าง ฯลฯ ซึ่งในภาพรวมจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบันวันละ 300 บาท เพิ่มอีก 5-10 บาท มีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไปมี


โดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 16 พ.ย. 2559
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 พ.ย. 2559 เวลา : 10:26:13

16-10-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 16, 2019, 12:41 am